1984 มหานครแห่งความคับเเค้น by George Orwell

หากใครเป็นคนที่ชื่นชอบการอ่านวรรณกรรมอาจจะเคยผ่านหูผ่านตากับหนังสือเล่มไม่หนาไม่บาง และมีความยาวของเนื้อเรื่องอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าหน้าที่มีชื่อว่า ‘1984 มหานครแห่งความคับแค้น’ วรรณกรรมที่เสียดสีการเมืองไว้ได้อย่างเข้มข้น ซึ่งผู้เขียนก็คือ ‘George Orwell’ นักเขียนชาวอังกฤษ โดยนักเขียนคนนี้ได้ทิ้งงานเขียนที่เกี่ยวกับวรรณกรรมเสียดสีการเมืองและพูดถึงประเด็นสังคมไว้หลายเล่ม ยกตัวอย่างเช่น Burmese Days, Animal Farm หรือวรรณกรรมที่ว่าด้วยเรื่องของความยากจนอย่าง Down and Out in Paris and London และด้วยความเข้มข้นของเนื้อหาที่มีการเสียดสีการเมืองทำให้หนังสือเล่มนี้เคยถูกแบนในบางประเทศอีกด้วย (หลังจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาในหนังสือบางส่วน)

1984 เป็นวรรณกรรมที่ว่าด้วยเรื่องของการปกครองระบอบเผด็จการที่มาในคราบของประชาธิปไตย ซึ่งหากใครได้หยิบมาอ่านจนจบก็คงจะรับรู้ได้ว่าบรรยากาศของหนังสือเล่มนี้สะท้อนบรรยากาศการเมืองของไทยได้ดีเช่นกัน นั่นเป็นเพราะบ้านเราตกอยู่ใต้การทำรัฐประหารมาอย่างนับครั้งไม่ถ้วนนั่นเอง ภายใต้ความยาวราว ๆ 300 กว่าหน้าผู้เขียนได้สอดแทรกประเด็นไว้ระหว่างทางด้วยการเปรียบเทียบตรงไปตรงมาได้อย่างครบถ้วน 

“การจับกุมส่วนใหญ่ไม่มีการพิจารณาคดี ไม่มีรายงานการจับกุม
เพียงแค่ผู้คนหายไปเฉย ๆ ในตอนกลางคืน ชื่อของคุณจะถูกลบออกจากระเบียน” 

นี่คือส่วนหนึ่งของหนังสือที่พยายามสะท้อนให้เห็นถึง ‘การอุ้มฆ่าอุ้มหาย’ ของคนที่คิดต่างออกไปจากรัฐ ในหนังสือเล่มนี้มีการพูดถึงตำรวจตรวจความคิด การมีจอมอนิเตอร์ที่ใช้สำหรับควบคุมพฤติกรรมและความคิดของคนในประเทศ “สงความคือสันติภาพ เสรีภาพคือความเป็นทาส อวิชชาคือกำลัง” เป็นคำขวัญของกลุ่มคนที่ปกครองเมืองในหนังสือ 1984 และสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่คนในประเทศเริ่มมีเสรีภาพทางความคิดจะถูกจัดให้อยู่ในหมวดของอาชญากรรมทางความคิด บทลงโทษของอาชญากรทางความคิดก็คือ จะถูกจับกุมและถูกลบทุกอย่างแม้แต่ชื่อ เสมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกของ 1984 มาก่อน

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ตัวละครหลักของหนังสือเล่มนี้ อย่าง ‘Winston Smith’ ที่นั่งทำงานอยู่ในกระทรวงแห่งความจริง หน้าที่ของเขาคือเป็นคนเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ด้วยการเซ็นเซอร์บางอย่าง เพิ่มเติมบางอย่าง ทำให้ Winston Smith ได้รู้ความจริงก่อนถูกเปลี่ยนแปลงข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และนั่นเป็นจุดกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เขาเกิดการต่อต้านและกลายเป็นความกบฎ ต่อ ‘พี่เบิ้ม’ อยู่ลึก ๆ แต่ก็กดความรู้สึกและความคิดตัวเองเพราะกลัวว่าจะเป็นอาชญากรทางความคิดและถูกจับกุมนั่นเอง

พี่เบิ้มคือใคร? ในหนังสือเล่มนี้ได้มีการพูดถึง พี่เบิ้ม หรือ Big Brother อยู่ตลอดเวลา และจะมีวลีอย่าง Big Brother is watching you! หรือที่แปลเป็นไทยว่าพี่เบิ้มกำลังมองอยู่นะ! ซึ่งตัวพี่เบิ้มใน 1984 เองเปรียบเสมือนเจ้าพ่อลัทธิอะไรสักอย่างที่คอยควบคุมทุกคนด้วยอำนาจและความหวาดกลัว และทุกคนก็น่าจะจินตนาการออกว่าใครก็ตามที่รู้สึกต่อต้านกับพี่เบิ้มจุดจบจะต้องเจอกับอะไร และไอ้วลีที่ว่า Big Brother is watching you!  ก็คือการสัญลักษณ์รูปตาที่ดุดันของพี่เบิ้มคอยจับตามองดูความเคลื่อนไหวของทุกคนแบบไม่ห่างไปไหน มีแม้กระทั่งโปสเตอร์ที่ติดเอาไว้โดยรอบเพื่อตอกย้ำถึงการควบคุมความคิดของคนให้อยู่ภายใต้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งแน่นอนว่าในการเมืองรูปแบบใด ๆ ก็ตามมักจะมีพี่เบิ้มเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองที่อยู่ในสมการด้วยเสมอ 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้วรรณกรรมเล่มนี้เป็นอมตะอาจจะเพราะโลกของขั้วการเมืองมักจะหมุนวนเป็นวงกลมและบ่อยครั้งก็กลับมาที่จุดเดิม หนังสือเล่มนี้ได้มีการเปรียบเทียบสิ่งใหม่ ๆ เอาไว้ซึ่งเกี่ยวข้องกับโลกการเมืองทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น 2+2 = 5 สะท้อนให้เห็นถึงการควบคุมภาษาในโลกของ 1984 เพราะการควบคุมภาษาก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยควบคุมความคิดของคนให้อยู่ภายใต้การปกครองได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ภายในเรื่องยังมีการคาดการณ์อีกว่าไม่เกินปี 2050 ภาษานิวสปีก (ภาษาบางคำที่ถูกใช้ในการดำเนินเนื้อเรื่อง) จะมาแทนที่ภาษาโอลด์สปีก ซึ่งก็เป็นจริงดังคาด ซึ่งภาษานิวสปีกในปัจจุบันก็คือ ‘ภาษาอังกฤษ’ นั่นเอง 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ‘สองนาทีแห่งความเกลียดชัง’ เป็นกิจวัตรประจำวันที่ Winston Smith ทำ โดยเป็นการนั่งดูภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรงและปล่อยให้ทุกคนปลดปล่อยความเกลียดชังออกมาได้อย่างเต็มที่ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงเครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อ แน่นอนว่าเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า ‘สื่อ’ คือฟันเฟืองตัวสำคัญที่จะคอยควบคุมความคิดของคนให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เวลาที่ทหารต้องการทำรัฐประหารสิ่งแรกที่พวกเขาจะทำก็คือการประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงแคมเปญต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง, เพื่อรักษาฐานเสียงทางการเมือง, หรือเพื่อสร้างความเกลียดชังให้กับฝั่งตรงข้าม และสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้เลยโดยใช้สื่อเป็นตัวช่วย

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนบางประเด็นในหนังสือที่เสียดสีการเมืองไว้อย่างเจ็บแสบ โดย 1984 จะเล่าถึงเทคนิคการควบคุมอำนาจในมือและควบคุมความคิด หรือสร้างความหวาดกลัวและมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนอย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร Winston Smith จะสามารถก่อกบฎจากความรู้สึกขัดแย้งภายในจิตใจหรือไม่ ต้องรีบยกขึ้นมาอ่าน เป็นวรรรกรรมที่สนุกมาก พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง