‘เปลี่ยนนายกฯ – ยุบสภา’ สรุปเหตุการณ์สำคัญ 2568 ปีแห่งการล้างหน้าไพ่ทางการเมือง

ความคึกคักของแต่ละพรรคการเมืองที่ทยอยเปิดตัวแคนดิเดตและว่าที่ สส. สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและการแสดงออกถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจจะพูดได้ว่า ก่อนที่การเมืองไทยจะเดินมาถึงจุดเปลี่ยนนี้ สถานการณ์การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยภายในปีเดียว เรามีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถึง 2 คน ก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาในช่วงสิ้นปี นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์อื่น ๆ ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับคะแนนนิยมแต่ละพรรค ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง, การจัดการน้ำท่วมที่ดูจะช้าไปหนึ่งก้าว ตลอดจนความผิดพลาดในการจัดงานซีเกมส์ในฐานะเจ้าภาพ และนี่คือสรุปเรื่องราวทั้งหมดก่อนที่จะมีการล้างหน้าไพ่และปล่อยให้แต่ละพรรคลงมาต่อสู้กันอีกครั้งในสนามเลือกตั้งปี 69

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ภายใต้ความท้าทายในการจัดการของรัฐบาลแพทองธาร

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เกิดการปะทะระหว่างกองกำลังฝ่ายไทยและกองกำลังฝ่ายกัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย และ Khmer Times’ สำนักข่าวกัมพูชา ได้ระบุว่า ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน เรื่องนี้ทำให้ทางการไทยและกัมพูชาต้องหารือร่วมกัน โดยฝ่ายไทยนำโดยรัฐบาล ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ได้ยืนยันว่าควรจะใช้กลไกที่มีกันอยู่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งก็คือกลไก JBC หรือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญที่ต้องยกให้การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองก็เพราะนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หลุดออกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีด้วยเรื่องนี้ 

คลิปเสียงเจรจาแพทองธาร-สมเด็จฮุน เซน และความสัมพันธ์ที่สุดจะท็อกซิกระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 มีคลิปเสียงระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา หลุดออกมาสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันเกี่ยวกับการต่อรองการเปิดชายแดน แต่ในเนื้อหานางสาวแพทองธารได้มีการพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งในขณะนั้นคือ พลโท บุญสิน พาดกลาง’ ต่อมานางสาวแพองธารได้ออกมายืนยันว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นคลิปจริง ซึ่งเป็นเทคนิคการเจรจาหลังบ้านที่ไม่ควรนำมาเปิดเผย ขณะเดียวกันทางด้านสมเด็จฮุน เซนก็ได้ออกมายอมรับว่า ตนเป็นคนอัดเอาไว้และมีการส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 80 คน หลายคนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการโจมตีทางการเมือง และต้องการให้การเมืองภายในประเทศขาดความเป็นเสถียรภาพ 

ทีนี้ตัดภาพกลับมาที่การเมืองภายในประเทศ ในตอนนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย (พรรคร่วมรัฐบาล) ก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก พรรคภูมิใจไทยโหวตสวนมติรัฐบาลอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็เข้าไปขอเจรจาเอาเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยคืน ซึ่งในตอนนั้นคนที่นั่งอยู่ก็คือ ‘นายอนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายอนุทินก็ได้ยืนกรานชัดว่า ไม่โอเค และถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จำเป็นต้องต่างคนต่างไป ซึ่งเมื่อมีคลิปเสียงหลุดออกมา ในวันเดียวกันพรรคภูมิใจไทยก็ได้ร่อนแถลงการณ์ขอออกจากพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมพ่วงเหตุผลที่ว่า คลิปดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและประชาชนไทย 

ถัดมาวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธารพ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ สืบเนื่องมาจากปมคลิปเสียงที่ทาง สว. 36 ราย ร่วมลงชื่อเพื่อยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาฯ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อาจพูดได้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของพรรคเพื่อไทยครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อปีที่ 2567 ‘นายเศรษฐา ทวีสิน’ นายกฯ สังกัดพรรคเพื่อไทยก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนเช่นกัน จากกรณีแต่งตั้ง ‘นายพิชิต ชื่นบาน’ เป็นรัฐมนตรี เท่ากับว่าประเทศไทยเปลี่ยนนายกฯ ราวปีละคน พร้อมกับคำถามที่ตามมาจากผู้คนบางส่วนเกี่ยวกับอำนาจขององค์กรอิสระอย่าง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’

และอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่อาจจะไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง แต่เกี่ยวกับผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก็คือ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ‘นายทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกฯ และบุคคลสำคัญของพรรคการเมืองสายสีแดงถูกศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี เซ่นปมคดีชั้น 14 ส่งผลให้ต้องเข้าเรือนจำในทันที

ภูมิใจไทยที่มีพรรคประชาชนหนุนเป็นนายกฯ 

จบลงไปสำหรับความสัมพันธ์ท็อกซิกระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย เมื่อหนึ่งความสัมพันธ์จบลงไปก็มีอีกหนึ่งความสัมพันธ์เกิดขึ้นมา เมื่ออนุทินได้เดินสายขอเสียงสนับสนุนจากพรรคต่าง ๆ รวมถึงพรรคประชาชนที่มี สส. ในสภาฯ มากที่สุด จนนำมาสู่การลงนาม MOA ระหว่างพรรค โดยพรรคประชาชนมีจุดยืนที่ว่าจะโหวตหนุนให้อนุทินนั่งเป็นนายกฯ ก็ได้ แต่อนุทินจะต้องเดินหน้าเปิดทางให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมกับจะต้องวางตัวเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และมีการยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งอนุทินก็ตกปากรับคำและลงนามกันในวันที่ 9 กันยายน 2568 

แต่ MOA ก็มาแตกเอาตอนประชุมรัฐสภาที่มีการพิจารณามาตรา 256/28 ซึ่งมีเรื่องของการคงอำนาจสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 สำหรับการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี สส. จากพรรคภูมิใจไทยและ สว. บ้านใหญ่สีน้ำเงินโหวตหนุนด้วย แต่พรรคประชาชนมองว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้องพร้อมกับตั้งคำถามว่าทำไมพรรคภูมิใจไทยโหวตสวนมติวิปรัฐบาล เรื่องนี้ทำให้เกิดจุดแตกหัก จนในที่สุดก็นำมาสู่การยื่นยุบสภาของนายอนุทิน โดยนายอนุทินได้ย้ำในภายหลังว่า ไม่เคยทำผิด MOA สักข้อ ไม่มีการพูดคุยกันเรื่องอำนาจของ สว. และเมื่อผู้ที่ให้ตนเข้ามาเป็นรัฐบาลซึ่งก็คือพรรคประชาชนสั่งให้ทำแค่นี้ ตนก็ทำแค่นี้ และคืนอำนาจกลับไปสู่พี่น้องประชาชน และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องกลับมาจับตาดูข่าวการเลือกตั้งที่เลื่อนจากกำหนดเดิมขึ้นมาราว ๆ 2 เดือน 

ภูมิใจไทยกับการบริหารงานช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

แต่ทั้งนี้อาจจะพูดได้ว่า ในห้วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยนั่งเป็นรัฐบาลก็เกิดเหตุการณ์อยู่ไม่น้อย และมันส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่อย่างรุนแรง ซึ่งหลายภาคส่วนมองว่ารัฐบาลจัดการภาวะวิกฤตได้ล่าช้าและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจัดงานซีเกมส์ในฐานะเจ้าภาพที่มีจุดบอดเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมสนาม, นักกีฬาทวงเบี้ยเลี้ยง, นักกีฬาอีสปอร์ตเกม ROV โกงการแข่งขัน หรือความพร้อมในการปฐมพยาบาลนักกีฬาในสนาม ทั้งหมดนี้ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการจัดการ อีกทั้งยังมีเรื่องของชายแดนไทย-กัมพูชาที่ร้อนระอุขึ้นอีกครั้งในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปหยุดยิงที่ชัดเจน 

ล้างหน้าไพ่แล้วเจอกันใหม่ในคูหา!

อย่างไรก็ตาม นี่คือภาพรวมทั้งหมดของเหตุการณ์การเมืองไทยในปี 2568 ที่มีสารพัดประเด็นเข้ามาเอี่ยว และดูเหมือนว่า 3 พรรคยักษ์ใหญ่อย่าง เพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย จะมีแผลกันคนละแผลสองแผล ทำให้เราต้องมารอลุ้นกันว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดไป สมการทางการเมืองจะออกมาหน้าตาเป็นเช่นไร ซึ่งในตอนนี้แต่ละพรรคก็ได้มีการทยอยเดินเกมการเมืองเพื่อเตรียมสู้กันใหม่ในศึกเลือกตั้ง 69 โดยพรรคเพื่อไทยได้เปิดตัว ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯ สดใหม่สายวิชาการ ชูขึ้นเป็นความหวังครั้งใหม่ ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ได้เดินเกมเก็บบ้านใหญ่ รวมถึง ‘นายวราวุธ ศิลปอาชา’ อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และ สส. อีกกว่า 12 คน ก็ได้ย้ายเข้าซบพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน ขณะที่ทางพรรคประชาชนก็ได้ออกมาขอโทษประชาชนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งแสดงจุดยืนว่า หากพรรคประชาชนเป็นนายกฯ พรรคภูมิใจไทยจะเป็นฝ่ายค้านอย่างแน่นอน

เลือกตั้ง 2569