เทศกาลภาพยนตร์ Hong Kong Film Gala Presentation 2026 จัดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์ House Samyan ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสสำคัญที่เปิดพื้นที่ให้แฟนหนังชาวไทยได้เรียนรู้และสัมผัสบริบท สังคม ตลอดจนวัฒนธรรมฮ่องกงผ่านเรื่องราวต่าง ๆ บทสัมภาษณ์นี้ได้รวบรวมมุมมองจากผู้สร้างและนักแสดงภาพยนตร์ 3 เรื่อง ได้แก่ Joey Woo ผู้กำกับ/เขียนบท  และ Catherine Chau นักแสดงนำจาก Bird of Paradise, ไตหยกเข่ย (Tai Lok Hei) จาก Dog Day Evening และ โรนัลด์ หลั่ม (Ronald Lam) จาก Unidentified Murder มาร่วมถ่ายทอดเบื้องหลังความคิด ไดนามิกของมนุษย์ และแรงกดดันในสังคมเอเชียร่วมสมัย

บทสนทนาได้สะท้อนถึงปัญหาในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ฮ่องกงกำลังเผชิญ ทั้งจำนวนโปรดักชันที่ลดลง ทุนสร้าง กรอบการเซนเซอร์ และพฤติกรรมผู้ชมยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไปเสพวิดีโอสั้น ๆ ล้วนทำให้คนทำหนังรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนอย่างหนัก ซึ่งความท้าทายเหล่านี้เปรียบเสมือนภาพสะท้อนที่ฉายซ้อนทับกับวงการภาพยนตร์ไทยที่เผชิญข้อจำกัดในเชิงโครงสร้างและสภาวะตลาดที่ยากลำบากไม่แพ้กัน การแลกเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้จึงฉายให้เห็นความพยายาของคนทำงานท่ามกลางข้อจำกัดอันหลากหลาย

เป็นเรื่องที่ดีที่มีหนังหลาย ๆ ประเทศเข้ามาฉายให้คนไทยได้ดู ได้เรียนรู้สังคม และวัฒนธรรมต่างชาติในมุมที่ลึกซึ้ง แต่ด้วยกลไกทางธุรกิจและรอบฉายที่ถูกบีบด้วยสายป่านทางการค้า ส่งผลให้ภาพยนตร์คุณภาพหรือหนังอิสระมักขาดโอกาสเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างทั่วถึง ผู้ชมจำนวนมากจึงสูญเสียโอกาสในการหยิบจับงานศิลปะและชื่นชมกับเรื่องราวในจอใหญ่ ๆ ตรงหน้า บทสัมภาษณ์นี้จึงตั้งใจส่งเสียงของคนทำหนังเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ และย้ำเตือนถึงความสำคัญของการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้กว้างขึ้นผ่านมุมมองของคนทำงานและนักแสดงที่ไม่ว่าประเทศไหน ต่างก็อยากมีโอกาส มีเวทีให้ภาพยนตร์ดี ๆ ถูกฉายให้ผู้ชมได้ชื่นชมกันจริง ๆ

“Bird of Paradise” ผลงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์ Hong Kong Film Gala Presentation 2026 ที่หยิบเอา Pole Dance มาเป็นสัญลักษณ์ในการตั้งคำถามถึง “อิสรภาพ” และการตามหาตัวตนของผู้หญิงวัยกลางคน หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเพียงแค่บทบาทความเป็นแม่และเมียที่สละทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงการทวงคืนชีวิตและคุณค่าของตัวเอง มาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจเบื้องหลังงานสร้าง การก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกาย และข้อคิดเรื่องการหมุนรอบตัวเองในโลกที่วุ่นวายกับ “โจอี้ วู” ผู้กำกับและคนเขียนบท และ “แคทเธอรีน เชา” นักแสดงนำผู้ถ่ายทอดความเป็นผู้หญิงในบทบาทของแม่และเมียได้ออกมาอย่างดีเยี่ยม

Bird of Paradise —> Pole Dance —> อิสรภาพ

แคทเธอรีน เชา : ฉันที่รับบทเป็นคุณแม่ ฉันคิดว่าประเด็นของเรื่องคือการที่คุณแม่ได้ค้นหาตัวเองและจุดยืนของตัวเองในสังคม เพราะปกติคนมักมองว่าคนที่เป็นแม่ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อครอบครัว ซึ่งเชื่อว่าคุณแม่หลายคนก็มีความคิดแบบนี้จริง ๆ แต่ในหนังเรื่องนี้ หลังจากที่คุณแม่คนหนึ่งได้รู้จักกับ Pole Dance เธอก็เริ่มค้นพบสิ่งที่ชอบจริง ๆ ได้เรียนรู้ว่านอกจากบทบาทของภรรยาหรือบทบาทของความเป็นแม่ เธอก็ยังมีบทบาทอื่น ๆ ที่สามารถทำให้เธอรู้สึกพอใจในตัวเองได้ สิ่งที่ในหนังต้องการบอกกับผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นทั้งแม่และเมียก็คือ นอกจากจะค้นหาความหมายและหน้าที่ในสังคมแล้ว เราควรแบ่งเวลาและใช้ชีวิตเพื่อตัวเองให้มากขึ้นค่ะ

โจอี้ วู : ในฐานะคนเขียนบทและผู้กำกับ ฉันใช้ Pole Dance เป็นองค์ประกอบหลักเพราะอยากลองค้นหาความเป็นส่วนตัวและความเป็นเอกภาพของผู้หญิง ชื่อภาพยนตร์ว่า Bird of Paradise เปรียบผู้หญิงเหมือนนกที่อยู่ในกรง มีขีดจำกัดและข้อห้ามจากสังคมว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนไม่ควรทำ แม้แต่คนเป็นแม่ก็มักถูกกดทับด้วยค่านิยมว่าเมื่อเป็นแม่แล้วไม่ควรทำบางสิ่ง

ภาพของ Pole Dance ในสังคมฮ่องกงอาจจะมองว่าเป็นกิจกรรมที่โป๊ ทำให้บางคนเกิดอคติจนไม่กล้าที่จะเข้าไปลองเรียนรู้ เช่นเดียวกับคุณแม่ของฉันที่เคยอยากเรียนเปียโน แต่ด้วยความที่เป็นแม่และต้องดูแลครอบครัว ทำให้คิดว่าตัวเองทำไม่ได้เพราะต้องเลี้ยงดูลูกทุกคน อัตลักษณ์หรือ Identity ของการเป็นแม่จึงกลายเป็นสิ่งที่ปิดกั้นไม่ให้ผู้หญิงได้ไปทำตามความฝัน

ชีวิตคนเราเหมือนกับ Pole Dance เสาเปรียบเหมือนชีวิต เวลาเราเต้นต้องจับเสาและหมุนรอบเสา เหมือนกับการใช้ชีวิต และเปรียบเหมือนโลกของเรา ซึ่งโลกไม่ได้แค่หมุนรอบตัวเอง แต่โลกเรายังหมุนรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย

Feedback ในเมืองไทย

แคทเธอรีน เชา :  ดีใจมากที่ได้มีโอกาส Q&A หลังจากดูหนังกันจบ ทุกคนที่ดูชื่นชอบหนังเรื่องนี้หวังว่าในอนาคตจะมีหนังเรื่องนี้ฉายในประเทศไทยอีกครั้งค่ะ

โจอี้ วู : ฉันได้เห็นคอมเมนต์ในอินเทอร์เน็ตของผู้ชมชาวไทยที่บอกว่า “หลังจากดูเรื่องนี้เสร็จแล้วอยากจะกลับไปกอดคุณแม่” รู้สึกตื้นตันและดีใจมาก เพราะตอนแรกที่ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อมอบเป็นของขวัญให้คุณแม่ของตัวเอง เป้าหมายของหนังเรื่องนี้คืออยากให้ผู้ชมดูจบแล้วได้รับแรงบันดาลใจในการออกไปทำตามความฝัน กลับไปคิดถึง และกลับไปรักคุณแม่ให้มากขึ้น

จุดเริ่มต้นของ “Bird of Paradise” และ ผู้หญิงที่ทำให้อยากเล่าเรื่องนี้

โจอี้ วู : เริ่มต้นจากการได้คุยกับคุณแม่และถามท่านว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร ท่านตอบว่าไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก แค่ลูก ๆ ได้กลับมากินข้าวที่บ้านก็พอแล้ว พอฉันได้ฟังก็คิดว่า ถ้าเป็นตัวเราที่ยังไม่มีเป้าหมายคงเข้าใจได้เพราะอายุยังน้อย แต่คุณแม่อายุเยอะแล้ว กลับไม่มีเป้าหมายในชีวิต ฉันจึงเกิดความคิดอยากทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา พอถามต่อว่ามีอะไรที่อยากทำไหม ท่านก็ตอบว่าตอนเด็ก ๆ อยากเรียนเปียโน พอฉันบอกให้ไปเรียนตอนนี้ แม่กลับปฏิเสธเพราะกลัวโดนคนแซวว่าแก่แล้ว จุดนี้ที่ทำให้ฉันคิดว่าทำไมสิ่งเล็ก ๆ ง่าย ๆ แค่นี้แม่ถึงไม่กล้าทำ ก็เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังใจให้แม่ และผู้ที่กำลังเป็นแม่ว่าตัวเลขไม่เป็นผลกับความฝัน ถ้าอยากทำให้ทำเลย เดินออกไปทำตามเป้าหมายของตัวเองกันเลย

ตอนเตรียมตัวต้องฝึก Pole Dance หนักแค่ไหน ความยากในเรื่องนี้คืออะไร

แคทเธอรีน เชา : ฉันไม่เคยเรียน  Pole Dance มาก่อน แต่ชอบออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว และเคยเรียนเต้นนิดหน่อยตอนเด็ก ๆ ช่วงแรกยอมรับเลยว่าคิดว่า Pole Dance น่ะง่าย เพราะการที่ฉันมีพื้นฐานการออกกำลังกายมาอยู่แล้ว คงเรียนได้ง่าย ๆ แน่นอน แต่พอไปเรียนได้เพียง 3–4 ครั้งกลับได้รับบาดเจ็บกระดูกซี่โครงร้าว อาจเพราะกล้ามเนื้อและความแข็งแรงยังไม่พอในการโหนและจับเสา ช่วงที่พักต้องแจ้งเทรนเนอร์เวทสร้างกล้ามเนื้อเพิ่ม เป็นช่วงที่ยากมาก เพราะร่างกายเจ็บปวดแต่ยังต้องไปฝึกซ้อม แล้วก็รู้สึกกดดันเพราะมีเวลาไม่กี่เดือนต้องกลับไปถ่ายทำต่อ แต่สุดท้ายก็ดีใจมากเพราะพอถึงเวลาถ่ายจริง ฉันทำมันได้ ต้องขอบคุณผู้กำกับและตากล้องที่ถ่ายออกมาได้สวยงามมาก ๆ

จาก Coming of Age ของวัยรุ่น สู่ Coming of Age ของผู้หญิงวัยกลางคน 

โจอี้ วู : การที่วัยรุ่นออกไปเดินตามความฝันเป็นเรื่องยอดนิยม แต่คนรุ่นก่อนมักไม่ค่อยกล้าเดินตามเส้นทางที่ใฝ่ฝัน นอกจากเรื่องของคุณแม่ตัวเองแล้ว ฉันยังได้คุยกับคุณแม่ชาวฮ่องกงวัยประมาณ 50 ปีอีกคนหนึ่งที่หันมาเรียนเต้น ฉันรู้สึกทึ่งมากที่แม้อายุ 50 ปีแล้วแต่เขาก็ยังกล้าทำสิ่งที่ชอบและมีความสุขกับมันจริง ๆ จุดนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้อยากทำหนังเรื่องนี้ด้วยค่ะ

แคทเธอรีน เชา : ผู้หญิงวัยกลางคนในฮ่องกงหลายคนแต่งงานและมีลูก แต่ด้วยบริบทสังคมที่มีแรงกดดันและความเครียดสูง ทั้งเรื่องภาระทางการเงิน การดูแลครอบครัวและการเลี้ยงลูก ทำให้คุณแม่จำนวนมากต้องออกไปทำงานนอกบ้านด้วย แน่นอนว่ามันส่งผลให้เกิดแรงกดดันอย่างมาก อย่างเพื่อนของฉันคนหนึ่งทำงานเลิกเวลา 19.00 น. ซึ่งเธอดีใจมากเพราะจะได้กลับไปใช้เวลากับลูก แต่สุดท้ายกลับถูกเลิกจ้างเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และเมื่อต้องหางานใหม่ งานที่หาได้กลับต้องเลิกดึกถึงเวลา 21.00 น. ทำให้แทบไม่มีเวลาให้ลูกเลย

สังคมฮ่องกงในปัจจุบันทำให้ผู้หญิงวัยกลางคนขาดแคลนเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวหรือลูก ๆ ประเด็นของหนังเรื่องนี้จึงต้องการชวนทุกคนค้นหาความหมายของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม เพราะทุกคนต่างยุ่งและมีภาระหน้าที่ คุณแม่ในหนังอาจจะเสียสละทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่ในชีวิตจริง คุณแม่หลายคนไม่ได้เสียสละแค่เพื่อครอบครัวเท่านั้น แต่ยังต้องเสียสละเพื่อการทำงาน การเลี้ยงชีพ และการใช้ชีวิต จนไม่มีเวลาไปค้นหาสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบจริง ๆ

โจอี้ วู : ฉันเห็นด้วยกับมุมมองของคุณแคทเธอรีน ในฮ่องกง ผู้หญิงถ้าอายุ 50 ขึ้นไปแล้ว สิ่งที่พวกเธอสูญเสียไม่ใช่แค่เรื่องเวลา แต่รวมถึงอิสรภาพทางความคิดด้วย ตอนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในฮ่องกง มีผู้ชมเข้ามาร่วมแบ่งปันว่า ในช่วงวัยรุ่นพวกเธอไม่มีโอกาสได้ทำหรือได้เรียนในสิ่งที่อยากเลือกให้ตัวเอง ซึ่งไม่ว่าจะมองในมุมของการไม่มีเวลาหรือการขาดอิสระ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนอาจกำลังสูญเสีย “ตัวตน” ของตัวเองไป 

สิ่งที่ฉันอยากส่งต่อก็คือ ไม่ว่าจะเพศไหนหรืออายุเท่าไร เราต้องเป็นผู้ควบคุมชีวิตของตัวเอง ให้อยู่ในมือของเราเอง และกล้าที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ตามใจตัวเองบ้าง เปรียบได้กับการโคจรของโลก แม้โลกจะหมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ในขณะเดียวกันโลกก็หมุนรอบตัวเองด้วย ดังนั้นเมื่อเราแบ่งเวลาให้ผู้อื่นแล้ว เราก็ควรแบ่งเวลาให้กับตัวเองด้วยเหมือนกัน

ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งกำลังใช้ชีวิตเหมือนตัวละครในหนัง คุณอยากบอกอะไรกับเธอ

โจอี้ วู : ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครคุณแม่ของสามี (รับบทโดย Elaine Jin) มีบทพูดประโยคหนึ่งที่บอกว่า “จริง ๆ ชีวิตของคนเรามันก็เหมือนหนัง” ซึ่งกลายมาเป็นคำพูดเตือนใจของฉันเองด้วย ในเวลาที่เจอเหตุการณ์อะไรที่ไม่กล้าลงมือทำ ฉันจะลองจินตนาการว่าชีวิตของเราเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง และเมื่อถึงวันที่เรามองย้อนกลับมาดูชีวิตตัวเอง ฉันอยากให้ชีวิตของฉันเป็นหนังที่สวยงาม เพราะเราเกิดมามีชีวิตเพียงแค่ครั้งเดียว จึงควรทำทุกอย่างให้เต็มที่และสวยงามที่สุด จริง ๆ แล้วชีวิตไม่ได้ยุ่งยากหรือซับซ้อนอะไร ออกไปใช้ชีวิตให้สนุกได้เลย 

แคทเธอรีน เชา : เวลาเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ บางครั้งจะรู้สึกว่าเรื่องตรงหน้า ปัญหาที่เราเจอเป็นเรื่องที่ใหญ่โตและสำคัญมาก ๆ แต่ถ้าลอง Zoom Out มองจากโลกออกไปสู่จักรวาล และมองไกลออกไปเรื่อย ๆ เราจะพบว่าจริง ๆ แล้วปัญหาของเราเป็นเพียงแค่จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้นเวลาที่ฉันเจอเรื่องที่ไม่กล้าทำ ก็จะคิดเสมอว่า ในเมื่อเราได้รับโอกาสมาใช้ชีวิตและเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้แล้ว ก็ควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่ ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะประสบความสำเร็จ ล้มเหลว หรือไม่เป็นไปตามที่คิด ก็แค่ทำเต็มที่แล้วก้าวเดินต่อไป เพราะสำหรับโลกใบนี้ ตัวเราเป็นเพียงแค่จุดเล็ก ๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราให้คุณค่ากับมันอย่างไร และความรู้สึกของตัวเราเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ

Dog Day Evening ผลงานตลกร้ายที่เริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการขอยกเลิกสัญญาเคเบิลทีวี แต่กลับบานปลายกลายเป็นเหตุการณ์จับตัวประกันสุดตึงเครียด ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพแรงกดดันในสังคมฮ่องกงยุคปัจจุบันได้อย่างแหลมคม แต่ยังฉายให้เห็นถึงช่องว่างความสัมพันธ์ในครอบครัวเอเชียได้อย่างน่าสนใจ มาร่วมเจาะลึกมุมมองของนักแสดงนำรุ่นใหม่ “ไต หยก เข่ย” ถึงความท้าทายในวงการภาพยนตร์ฮ่องกง ความตั้งใจในการพัฒนาตัวเอง และความประทับใจที่มีต่อเสน่ห์ความอิสระของหนังไทยผ่านบทสัมภาษณ์นี้กันค่ะ

อธิบาย Dog Day Evening โดยไม่เล่าพล็อต

สำหรับหนังเรื่องนี้ผู้กำกับได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง Dog Day Afternoon (1975) ที่มีเส้นเรื่องเกี่ยวกับการปล้นธนาคารครับ แม้ตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการปล้นธนาคาร แต่ก็มีสถานการณ์ตึงเครียดที่คล้าย ๆ กัน จึงนำชื่อภาษาอังกฤษนี้มาใช้ ส่วนชื่อภาษาจีนเป็นการนำชื่อที่คล้ายกับผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของบริษัทที่ผู้กำกับเคยร่วมงานมาปรับใช้

เริ่มจากการยกเลิกเคเบิลทีวี จุดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นวิกฤตใหญ่ กับบริบทสังคมฮ่องกง

เรื่องราวสะท้อนภาพชีวิตจริงในสังคมที่บางครั้งเหตุการณ์เล็ก ๆ สามารถลุกลามจนกลายเป็นคดีใหญ่หรือคดีฆาตกรรมได้ สารสำคัญที่ต้องการสื่อในเรื่องก็คือ มนุษย์เรามีโอกาสที่จะอารมณ์เสียและทำพฤติกรรมผิดแปลกไปจากปกติได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเล็ก ๆ เหมือนตัวละครเด็กหนุ่มที่เพียงแค่อยากยกเลิกสัญญาเคเบิลทีวี แต่เมื่อทำไม่ได้จึงเกิดอารมณ์โมโห ถืออาวุธขึ้นไปข่มขู่และจับคนเป็นตัวประกันเลย ซึ่งผมกำลังคิดว่าแม้ในสังคมจะมีสิ่งที่ไม่ถูกใจเราเลยสักนิด แต่ความรู้สึกของผู้คนก็เป็นสิ่งสำคัญ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงต้องการให้ผู้ชม รวมถึงภาครัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้กลับมาฉุกคิดถึงประเด็นเหล่านี้ว่าจริง ๆ แล้ว มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนในเมืองเป็นอย่างมากครับ

เมื่อใช้เวลาอยู่กับตัวละคร ตัวละครให้อะไรกับคุณบ้าง

การทำงานในเรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้เยอะมากครับ ทำให้ผมได้กลับมาทบทวนเกี่ยวกับวัฒนธรรมครอบครัวเอเชียที่ไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกหรือแสดงความรักต่อกันอย่างตรงไปตรงมา การรับบทนี้จึงเปลี่ยนมุมมองไปเลย ทำให้ผมรู้จักที่จะพยายามเปิดเผยและแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา โดยไม่อยากรอให้เกิดเรื่องไม่ดีหรือต้องเกิดอุบัติเหตุก่อนแล้วค่อยบอกรักคนในครอบครัว

นักแสดงรุ่นใหม่กับหนังฮ่องกง 2026

ในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่ รู้สึกว่าการปรับตัวไม่ได้ยากเกินไปเพราะผมเติบโตมากับบริบทปัจจุบันอยู่แล้ว แม้จะยังไม่มีโอกาสได้รับบทในโปรดักชันขนาดใหญ่มากนัก แต่ความท้าทายที่แท้จริงในยุคนี้คือพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้ชม ความนิยมของวิดีโอสั้น ๆ วัฒนธรรมแบบ TikTok ทำให้คนทั่วโลกมีวิธีการรับชมที่เปลี่ยนไป สมาธิในการจดจ่อสั้นลง การจะดึงให้คนนั่งชมภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมงจึงเป็นโจทย์ที่ยาก นักแสดงยุคใหม่จึงต้องมีความรู้มากขึ้น ไม่ใช่แค่มุ่งแสดงให้ดีตามบทบาท แต่ต้องศึกษาวิธีการสื่อสารเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชมด้วยครับ

สำหรับคนทำหนังฮ่องกง การสร้างภาพยนตร์ในปัจจุบันยากขึ้นไหม 

การทำหนังในฮ่องกงปัจจุบันยากขึ้นมาก ปริมาณงานลดลงจากเดิมที่เคยผลิตปีละ 500–1,000 เรื่อง เหลือเพียง 100–200 เรื่อง ส่งผลให้โอกาสของนักแสดงลดลงอย่างเห็นได้ชัดครับ หากทำผลงานออกมาได้ไม่ดีในรอบนี้ โอกาสที่จะได้รับจ้างในรอบถัดไปก็ยิ่งน้อยลง เนื่องจากวงจรการลงทุนขาดสภาพคล่องเมื่อภาพยนตร์ไม่ทำกำไร นายทุนจึงไม่กล้าลงทุนต่อ ซึ่งอุปสรรคเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้นักแสดงต้องจริงจัง เร่งพัฒนาตัวเอง และใส่เต็มที่กับทุกโอกาสที่ได้รับมาก ๆ เลยครับ

ฝากถึงผู้ชมชาวไทยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

ประเทศไทยมีภาพยนตร์ตลกและสื่อสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพเยอะมาก บรรยากาศการทำหนังในฮ่องกงต่างจากไทยตรงที่มีข้อจำกัดในการนำเสนอพอสมควร ทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสสร้างผลงานแนวตลกหรือเบาสมอง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานเพียงเรื่องเดียวในรอบ 10 ปีที่ได้ทำ จึงอยากเชิญชวนคนไทยมาชมเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน

ผมดูหนังไทยและโฆษณาไทยบ่อยมาก เพราะโฆษณาไทยมีความตลกและมีความคิดสร้างสรรค์สูง ในฮ่องกงมีข้อจำกัดและการเซนเซอร์ค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องการเมือง การล้อเลียน หรือเรื่องรูปลักษณ์ แต่ประเทศไทยเปิดกว้างและมีอิสระในการใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก หากภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำให้คนไทยหัวเราะหรือเข้าถึงอารมณ์ขันได้ จะถือว่าประสบความสำเร็จและหมายความว่าผู้กำกับทำผลงานได้ดี จึงอยากได้รับฟีดแบ็กและคอมเมนต์จากผู้ชมชาวไทยหลังดูจบครับ

โรนัลด์ หลั่ม (Ronald Lam) นักแสดงหนุ่มจากละครเวทีสู่ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง Unidentified Murder ภาพยนตร์ตลกร้าย (Black Comedy) ที่นำเอาประเด็นความเชื่อเรื่อง UFO และตำนานการลักพาตัวมาซ้อนทับกับคดีปริศนาได้อย่างน่าติดตาม ตัวหนังเน้นจิกกัดสังคมยุคดิจิทัลที่ผู้คนสนใจกระแสบนโลกโซเชียลมากกว่าความจริง ผ่านงานสร้างสไตล์อินดี้ฮ่องกงที่ใช้ทุนสร้างเพียง 3 ล้านเหรียญฮ่องกง และถ่ายทำจบในเวลาเพียง 11 วัน มาร่วมค้นหามุมมองเรื่องความทรงจำ เสน่ห์ของภาษา และความตื่นเต้นของภาพยนตร์ฮ่องกงยุคใหม่ผ่านบทสัมภาษณ์นี้กันค่ะ

“ความทรงจำ” เชื่อถือได้แค่ไหน

ตอนเด็ก ๆ ผมเคยเชื่อว่าความทรงจำน่าเชื่อถือได้ แต่พอโตขึ้นกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้น่าเชื่อถือขนาดนั้น เพราะเคยเจอประสบการณ์ที่ผมจำบางเรื่องได้แม่นยำและคิดว่าถูกต้อง แต่สุดท้ายกลับไม่ตรงกับความจริง ผมเคยได้คุยกับนักจิตวิทยา เขาอธิบายว่ามนุษย์เรามักจะจดจำเหตุการณ์ที่มีอารมณ์ร่วมมาก ๆ ไม่ว่าจะสุขสุด ๆ หรือเศร้าสุด ๆ ได้ดี แต่ถ้าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปหรือเรื่องที่ไม่ค่อยส่งผลต่ออารมณ์ สมองก็จะไม่ค่อยเก็บรักษาความทรงจำเหล่านั้นไว้เท่าไร

ทุกวันนี้ผู้คนเชื่อข้อมูลจากโซเชียลมากกว่าพยานหรือหลักฐาน คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้กำลังพูดอะไรกับโลกในปัจจุบัน

นั่นคือข้อความหลักที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่ออย่างตรงไปตรงมา ผู้กำกับตั้งใจสร้างหนังเรื่องนี้ให้เป็นหนังตลกร้าย (Black Comedy) เพราะเข้าใจว่าสังคมฮ่องกงมีความตึงเครียดสูง นอกจากความบันเทิง Project นี้ยังซ่อนสารสำคัญที่ว่า ตัวละครในเรื่องไม่มีใครสนใจค้นหาความจริงเลย ทุกคนแค่อยากสร้างกระแส เรียกร้องความสนใจ และโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย แม้เรื่องนั้นจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม

UFO มีจริงหรือไม่

ส่วนตัวผมเชื่อเรื่อง UFO นะครับ เพราะเคยมีประสบการณ์เห็นจุดประหลาดบนท้องฟ้าตอนไปเที่ยวทิเบต ในฮ่องกงเองก็มีกลุ่มคนที่สนใจและศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตอนแรกผู้กำกับไม่ได้ตั้งใจจะทำเรื่อง UFO นะครับ แต่ตั้งใจเล่าเรื่องความทรงจำที่เลวร้ายและการถูกทำร้ายของเด็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่หนักและเศร้า แต่เมื่อเห็นว่าสังคมฮ่องกงมีความเครียดมากพออยู่แล้ว จึงเปลี่ยนแนวทางมาทำเป็นหนังตลก แล้วนำเรื่อง UFO มาเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความจริง เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูแปลกประหลาด ไร้สาระ หรือไม่อยู่ในความเป็นจริง ก็สามารถสะท้อนเรื่องราวในชีวิตจริงที่อาจเหนือคาดยิ่งกว่านั้นได้

เสน่ห์ของหนังฮ่องกงในวันนี้

ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว วงการหนังฮ่องกงไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิม ๆ อย่างหนังกังฟู ขับรถชน หรือหนังตำรวจไล่จับร้ายเพื่อจะประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้ทั้งคนทำหนัง โปรดิวเซอร์ และผู้ชมหันมาสนใจการเล่าเรื่องที่สะท้อนสไตล์และวัฒนธรรมของคนฮ่องกงแท้ ๆ เสน่ห์สำคัญของคนทำหนังฮ่องกงคือความใจสู้ ไม่ยอมแพ้ และพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่รอด แม้จะมีพื้นที่หรือทรัพยากรจำกัด แต่ทุกคนก็พยายามทำผลงานออกมาให้ดีที่สุดเสมอ

ผมเป็นนักแสดงละครเวทีมาก่อนที่จะมาแสดงหนัง และเรื่องนี้คือเรื่องแรก อยากแนะนำให้คนไทยได้ลองชมถ้ามีโอกาส เพราะจังหวะความตลกของหนังฮ่องกงเรื่องนี้มีความใกล้เคียงกับหนังตลกของไทยที่มักหยิบจับเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันมาต่อยอดและขยายให้สนุกสนาน แม้ผู้ชมชาวไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกับภาษากวางตุ้ง แต่การฟังเสียงพากย์และน้ำเสียงจริงของนักแสดงก็จะมีเสน่ห์เฉพาะตัว ถึงคำอุทาน คำสบถ หรือคำหยาบต่าง ๆ ในภาษากวางตุ้งเมื่อฟังแล้วอาจจะรู้สึกแปลกใหม่ แต่มันจะทำให้คุณรู้สึกตลกไปอีกแบบ ที่สำคัญ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียง 3 ล้านเหรียญฮ่องกง และใช้เวลาถ่ายทำเพียง 11 วัน แต่สามารถกลั่นกรองออกมาเป็นภาพยนตร์ความยาว 90 นาทีที่สมบูรณ์แบบได้ จึงเป็นผลงานที่น่าสนใจและคุ้มค่าแก่การรับชมอย่างยิ่งครับ

สุดท้ายนี้ บทสัมภาษณ์จากผู้กำกับและนักแสดงทั้งสามเรื่องไม่เพียงแต่ทำให้เราเข้าใจเบื้องหลังการทำงานภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังทิ้งข้อคิดอันแหลมคมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกล้าเปิดเผยความรู้สึกต่อคนใกล้ชิดใน Dog Day Evening การรู้เท่าทันกระแสบนโลกโซเชียลมีเดียใน Unidentified Murder หรือการกล้าออกมาหมุนรอบตัวเองและทำตามฝันใน Bird of Paradise ทุกประเด็นล้วนตอกย้ำว่า ภาพยนตร์เป็นกระจกสะท้อนชีวิตที่ช่วยให้เรากลับมาทบทวนความหมายและคุณค่าของตัวเราเองอย่างแท้จริง

แม้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความท้าทายและข้อจำกัดทางธุรกิจ แต่ความมุ่งมั่นและหัวใจที่ปฏิเสธการยอมแพ้ของคนทำหนังฮ่องกง ก็ได้ส่งต่อพลังใจอันยิ่งใหญ่มายังผู้ชมชาวไทยอย่างเต็มเปี่ยม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพื้นที่ทางศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเช่นนี้จะได้รับความสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เรื่องราวดี ๆ จากทั่วทุกมุมโลกได้มีโอกาสเดินทางมาพบกับผู้ชม และร่วมขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้แก่กันต่อไปในอนาคต

HONG KONG FILM GALA PRESENTATION 2026
31 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569
ณ โรงภาพยนตร์ “เฮาส์ สามย่าน”

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน