สำหรับ ‘ซีเกมส์’ มหกรรมการแข่งขันกีฬาของชาวอาเซียน ที่จัดขึ้นมามากกว่า 60 ปี ได้สร้างประวัติศาสตร์และความทรงจำให้แก่พี่น้องร่วมภูมิภาคมาอย่างยาวนาน และถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของนักกีฬาที่ต้องการจะก้าวไปให้ถึงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่บ้านเกิด ก่อนเข้าสู่เส้นทางในระดับนานาชาติต่อไป โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วถึง 7 ครั้ง และในวันที่ 9 – 20 ธันวาคมนี้ ประเทศไทยจะได้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยกรุงเทพมหานครกลับมาเป็นเมืองเจ้าภาพร่วมกับจังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จังหวัดในภาคตะวันออกได้เป็นเจ้าภาพ ก่อนหน้านี้ จังหวัดสงขลาก็ได้รับเลือกให้เป็นเมืองเจ้าภาพร่วมด้วย ก่อนจะยกเลิกไปเนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนที่ผ่านมา
เมื่อพูดถึงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย หลายคนน่าจะนึกถึงในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นก็คือ ‘ซีเกมส์ ครั้งที่ 18’ ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 – 17 ธันวาคม พ.ศ. 2538 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยมีกีฬาที่จัดแข่งขัน 28 ชนิด และกีฬาสาธิตอีก 1 ชนิด ถือเป็นการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งแรกที่จัดขึ้นนอกเมืองหลวง และเป็นการกลับมาร่วมแข่งขันในรอบหลายปีของทีมชาติกัมพูชาหลังยุคสงครามเย็น โดยการแข่งขันครั้งนั้น นักกีฬาทีมชาติไทยสามารถคว้าเหรียญจากการแข่งขันมากที่สุด 346 เหรียญ และเป็นเจ้าเหรียญทองในการแข่งขันครั้งนั้น โดยคว้าเหรียญทอง 157 เหรียญ เหรียญเงิน 98 เหรียญ และเหรียญทองแดง 91 เหรียญ อีกทั้งหนึ่งในการแข่งขันกีฬาที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยย่อมหนีไม่พ้น ‘ฟุตบอลชาย’ รอบชิงชนะเลิศ ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ที่ทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติเวียดนามไป 4 ประตูต่อ 0 และคว้าเหรียญทองไปได้สำเร็จ
นอกจากนี้ พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 1995 ก็ได้สร้างความประทับใจให้แก่ชาวไทยและชาวอาเซียน ทั้งการปรากฏตัวของ ‘เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์’ นักร้องซูเปอร์สตาร์อันดับ 1 ของเมืองไทย ที่ขึ้นมาร้องเพลงและกล่าวทักทายแฟน ๆ เป็นภาษาประจำชาติของ 10 ประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน รวมถึงศิลปินท้องถิ่นเจ้าของฉายา ‘ราชาโฟล์กซองคำเมือง’ อย่าง ‘จรัล มโนเพ็ชร’ และวงดุริยางค์จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ก็มาร่วมแสดงดนตรีในพิธีเปิดครั้งนั้นด้วย
แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่ทราบเกี่ยวกับความพยายาม ในการผลักดันการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ที่จัดขึ้นครั้งแรกนอกเมืองหลวง เต็มไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย โดยในหนังสือ “กว่าจะมาเป็นซีเกมส์ที่เชียงใหม่” ซึ่งเขียนโดยชมรมผู้สื่อข่าวเชียงใหม่ และตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2538 ได้รายงานว่า แนวคิดการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนั้นเกิดขึ้นจากการผลักดันของ ‘พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย’ (ยศในขณะนั้น) นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงใหม่ และ ‘ดร.ไพรัตน์ เดชะรินทร์’ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความสนใจในการพัฒนาและผลักดันวงการกีฬา ตลอดจนต้องการที่จะสนับสนุนให้เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอย่างซีเกมส์ ไปพร้อมกับการสร้างสนามกีฬามาตรฐานแห่งใหม่ นั่นก็คือ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ชูจุดขายวาระเฉลิมฉลองสมโภชการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ 700 ปี ในปี พ.ศ. 2539
ถึงแม้ว่าเชียงใหม่จะเป็นเมืองอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร รวมทั้งเคยจัดการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2511 จนได้รับคำชื่นชมมาแล้ว แต่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นกลับยังไม่มีสนามกีฬาที่ได้มาตรฐานรองรับ สนามกีฬาที่มีอยู่อย่างสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ก็ไม่ได้มาตรฐาน และมีเนื้อที่ที่จำกัด ไม่สามารถขยายได้ รวมทั้งตัวเมืองยังเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่เบียดเสียดแออัด ทำให้ยากต่อการสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่และหมู่บ้านนักกีฬา ประกอบกับการขัดขวางภายในแวดวงข้าราชการส่วนกลาง ที่ยังคงให้ความสำคัญกับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครให้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศมากกว่าต่างจังหวัด ทำให้โอกาสในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ของเชียงใหม่ยากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จนกระทั่งในการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 23 จังหวัดเชียงใหม่รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันแทนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเนื่องจากความไม่พร้อมหลายประการ โดยการจัดการแข่งขันครั้งนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
จากความพยายามก็ส่งผลให้ความฝันของคนเชียงใหม่เป็นจริง โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 สมัย ‘พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ’ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบอนุมัติโครงการก่อสร้างสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ต่อมาในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2534 คณะรัฐมนตรีในสมัย ‘นายอานันท์ ปันยารชุน’ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ก็ได้เห็นชอบให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ในที่สุด ก่อนจะเริ่มมีการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ในปี พ.ศ. 2536
จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ที่เชียงใหม่จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 และได้กลายเป็นจุดชี้วัดการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของเชียงใหม่ในเวลาต่อมา พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เชียงใหม่ได้เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอีกด้วย ทั้งการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ‘คิงส์คัพ’ ครั้งที่ 48 และ 49 รวมทั้งการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา รวมถึงในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่กำลังจัดขึ้นขณะนี้ แม้เชียงใหม่จะไม่ใช่เจ้าภาพเหมือน 30 ปีก่อน แต่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีก็ได้กลับมาเป็นสนามแข่งขันกีฬาฟุตบอลชายรอบคัดเลือกอีกครั้ง ในวันที่ 6 , 8 และ 12 ธันวาคมนี้
ที่มา
- https://oca.asia/games/42-chiang-mai-1995.html
- https://www.aseanfootball.org/v3/competitions-2/sea-games/sea-games-1995/
- https://thestandard.co/seagames-thailand-history-key-moments-records-dramas/
- https://www.thaipbs.or.th/now/content/3442
- https://www.finearts.go.th/storage/contents/file/PgBTwLF0LDHGoA6PLATM8rwqoN5ZZuFQWR5zkrRL.pdf
- https://www.facebook.com/share/p/1DQ2dnWpF1/
- https://www.ryt9.com/s/cabt/227425
- https://readthecloud.co/montfort-college/
- https://www.facebook.com/share/1CoL2KyG37/
- https://mgronline.com/infographic/detail/9650000048001
- https://www.pptvhd36.com/sport/news/200816
- https://chiangmaipao.go.th/cmpao/news-detail/9513/
- https://www.opm.go.th/opmportal/index.asp?pageid=1629&parent=1629&directory=12774&pagename=content1
- https://www.chiangmainews.co.th/news/3840067/
