การเติบโต

ย้อนเวลากลับไปสมัยที่เรายังเป็นเด็ก หลายคนคงมีภาพจินตนาการในหัวที่ว่า เดี๋ยวสักอายุประมาณ 25 ปี เราคงเรียนจบ มีงานทำ แต่งงาน มีลูก และใช้ชีวิตหลังเรียนจบได้อย่างมีความสุข แต่เมื่อเราเติบโตขึ้นมาก็คงรู้ดีว่า การใช้ชีวิตในโลกจริงไม่ได้ง่ายดายเหมือนในโลก The Sim 4

นอกจากนี้เราคงเคยเห็นคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการเร่งให้เรารีบเจริญเติบโตไม่ว่าจะเป็น หนังสือที่ควรอ่านก่อนอายุ 30 ปี, สิ่งที่ควรมีก่อนอายุ 30 ปี, จำนวนเงินเก็บที่ควรมีก่อนอายุ 30 ปี ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้ต้องยอมรับว่าบ่อยครั้งมันก็มีอิทธิพลกับคนบางกลุ่ม จนรู้สึกกดดันว่าถ้าฉันไม่มีบ้านหนึ่งหลัง รถหนึ่งคัน หมาหนึ่งตัวตอนอายุ 30 ฉันต้องตายแน่ ๆ เลย ซึ่งทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่า ไอ้ชุดความคิดเหล่านี้มันมีต้นทางมาจากที่ไหนกันนะ

แนวคิดเรื่องต้องมีบ้านหนึ่งหลัง รถหนึ่งคัน เพื่อเป็นมาตรฐานในการชี้ขาดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว วิธีคิดเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกได้มีการแบ่งขั้วอำนาจออกเป็น 2 ขั้ว คือ กลุ่มทุนนิยมและกลุ่มคอมมิวนิสต์ การต่อสู้ของทั้ง 2 ขั้วอำนาจนี้กินระยะเวลายาวนาน จวบจนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลาย

สหรัฐอเมริกาที่อยู่ในขาของกลุ่มทุนนิยม ได้ทำแคมเปญโฆษณาส่งต่อชุดความคิด ความเชื่อและความฝันที่ว่าทุนนิยมดีอย่างไร ดังนั้นหนึ่งในความฝันที่สหรัฐอเมริกาส่งต่อคือการสร้างมาตรฐานชีวิตแบบอเมริกัน คือ การมีครอบครัว มีบ้านหนึ่งหลัง และมีรถยนต์ขับหนึ่งคัน การส่งต่อชุดความคิดเหล่านี้คือการส่งโฆษณา, ภาพยนตร์, สินค้าวัฒนธรรมต่าง ๆ จนเกิดเป็นฐานความคิดว่าการมีสิ่งเหล่านี้เท่ากับการมีชีวิตที่ดี และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่คนไทยมองบรรทัดฐานของการมีชีวิตที่ดีด้วยสิ่งเหล่านี้

แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่า หากเทียบเคียงค่าครองชีพในปัจจุบันกับรายได้ที่เราได้รับ แน่นอนว่าการมีบ้านสักหนึ่งหลังหรือการมีรถสักหนึ่งคันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว โดยในบทความเรื่อง This isn’t the 30s I was promised ได้สะท้อนเรื่องนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ บทความเรื่องนี้เล่าว่าชีวิตในวัย 30 ปีของเขาไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้เพราะปัญหาความไม่มั่นคงทางด้านรายได้

ปัจจุบันคนอายุ 30 – 34 ปี เป็นคนรุ่นแรกในรอบ 47 ปีที่ส่วนใหญ่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และแม้ว่าในช่วงทศวรรษที่ 1990 จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 17% ทำให้การชำระหนี้สูงลิบแต่คนในวัย 30 ปีก็สามารถชำระค่าบ้านได้ ดังนั้นปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การเปรียบเทียบดอกเบี้ย และในปี 1990 เงินสินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่สามเท่าของรายได้ประจำของคนอายุ 34 ปี แต่ในปัจจุบันพุ่งสูงเป็น 8 เท่า ดังนั้นคนรุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดได้ช้าลงเนื่องจากต้นทุนอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นและการชำระเงินหนี้คืนได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเขาเข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราคาบ้านพุ่งสูงที่สุด

วกกลับมาที่ในไทยสาเหตุไม่ได้ต่างกันไปซึ่งก็คือ อัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยข้อมูลในปี 2567 คนไทยมีแผนจะซื้อบ้านลดลงเพราะเศรษฐกิจซบเซา บ้านแพง และดอกเบี้ยสูง โดยใน 1 ปีข้างหน้าอัตราการวางแผนซื้อบ้านลดลง 44% เท่านั้น เมื่อเทียบเคียงกับปีก่อนที่อยู่ที่ประมาณ 53%

ดังนั้น การไม่มีบ้าน, ไม่มีรถ อาจจะไม่ใช่ปัญหาสำคัญขนาดนั้นในประเทศที่สภาพเศรษฐกิจกำลังกดดัน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรมีการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม อาจจะเป็นการออมเงิน, การลงทุน, การทำธุรกิจ แต่ไม่ควรไปกดดันตัวเองด้วยการเอามาตรวัดมาตรเดียวที่ว่าเราต้องรีบซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือควรจะมีอะไรก็ตามก่อนอายุ 30 ปี ในวันที่แผนทางการเงินเราไม่ได้พร้อมขนาดนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่นำมากดดันตัวเองมากจนเกินไป

อ้างอิง