เรามักจะคุ้นหน้าคุ้นตากับ ‘คุณช่อ’ พรรณิการ์ วานิช นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เป็นทั้งอดีตโฆษกและอดีตสส.พรรคอนาคตใหม่ และถึงแม้ว่าปัจจุบันคุณช่อจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังคงมุ่งหน้าทำงานการเมืองต่อไปในฐานะคนทำงานเบื้องหลังของพรรคก้าวไกล จึงอยากชวนมาพูดคุยกับ 4 คำถามทางการเมืองกับ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ในวันที่ไม่มีสถานะทางการเมืองแล้ว แต่ยังคงมุ่งมั่นทำงานการเมืองต่อไปว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง
ประเมินคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับคดีของพิธาอย่างไร?
หลังจากที่ ‘คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ถูกฟ้องร้อง 2 คดีได้แก่ คดีถือหุ้นสื่อและคดีล้มล้างการปกครอง เป็นต้น นำมาสู่การยุติบทบาทการทำหน้าที่ สส. ชั่วคราวและจะมีคำวินิจฉัยปลายเดือนมกราคม ซึ่งตัวคุณช่อเองในฐานะคนที่ยังคงทำงานในพรรคก้าวไกลได้ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นว่า ส่วนตัวไม่ได้เป็นกังวลใด ๆ เพราะต่อให้ไม่มีพิธา ก้าวไกลก็ยังคงไปต่อได้ เหมือนตอนที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบและทุกคนคิดว่าทุกอย่างมันจบแล้ว แต่ก็เกิดอนาคตใหม่รุ่น 2 อย่างพรรคก้าวไกลขึ้นมา และต่อให้พิธาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองก็ยังเชื่อว่าประชาชนจะยังคงเชื่อมั่นในพรรคมากกว่าการยึดติดอยู่ที่ตัวบุคคลอยู่ดี และทิ้งท้ายไว้ว่า “พรรคคือผู้คนและการเดินทาง ไม่ใช่แกนนำคนใดคนหนึ่ง”
การจัดการอารมณ์ของนักการเมืองในวันที่ถูก ‘ก้อนหิน’ ขว้างใส่
ตลอดระยะเวลาที่ทำงานการเมือง นอกจากจะมีคนรักแล้วก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนเกลียด คุณช่อได้ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดการอารมณ์ในวันที่รู้สึกผิดหวัง หรือการรับมือกับการเกลียดชังจากผู้คนจากการเข้ามาทำงานการเมืองว่า เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็รู้สึกเสียใจทุกครั้งที่มีเรื่องต่าง ๆ รอบตัวเข้ามากระทบจิตใจ ร้องไห้เหมือนคนทั่วไปปกติ ไม่ได้แข็งแรงหรือเข้มแข็งกว่าใคร แต่ค่อนข้างมีภูมิต้านทานระดับหนึ่งจากการทำงานสื่อมาก่อน และวิธีการรับมือที่ดีที่สุดก็คือ การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์ และมีแก่นข้างในที่แข็งแรงว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทำไปเพื่ออะไรและมันมีคุณค่ามากพอที่เราจะยังคงทำมันต่อไปไหม เหมือนที่ตนเข้าใจว่าเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างและส่งต่อเพื่อสิ่งที่ดีกว่าแก่สังคมทำเพื่อประเทศที่เราอยู่ให้เป็นอย่างที่เราอยากจะเห็น ดังนั้นการจัดการอารมณ์จึงเป็นเรื่องที่สามารถจัดการได้
ตรวจงานรัฐบาลปัจจุบัน (รัฐบาลเพื่อไทย)
คุณช่อมองการทำงานของรัฐบาลปัจจุบันว่ามีจุดตายอยู่ 2 จุด คือ จุดตายทางการเมืองและจุดตายทางเศรษฐกิจ โดยจุดตายทางการเมืองคือ ‘การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ และถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ไม่เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนจริง ๆ ในการเลือกตั้ง ปี 2570 คนไทยจะข้ามไม่พ้นมรดกจาก คสช. หรือรัฐบาลทหารนั่นเอง ส่วนจุดตายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องของนโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่นโยบายเพื่อไทยหาเสียงไว้ว่าจะทำให้เกิดขึ้นจริง แต่เลื่อนมาแล้วถึง 2 ครั้ง และเปลี่ยนแปลงตัวนโยบายจากที่เคยหาเสียงไปเยอะมาก ถ้าหากไม่ส่งต่อนโยบายนี้ จะเกิดปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือระหว่างประชาชนกับรัฐบาลนี้อย่างแน่นอน หรือในอีกแง่หนึ่งรัฐบาลยอมกู้และส่งต่อนโยบายนี้คำถามสำคัญจะอยู่ที่ภาระการใช้หนี้จะเป็นไปอย่างไร
ถ้า Voice TV ชวนกลับมาทำงานจะตอบตกลงหรือไม่?
ก่อนที่คุณช่อจะมาทำงานการเมืองคือทำงานในฐานะของสื่อมาก่อน ซึ่งเป็นพิธีกรข่าวของช่อง Voice TV และคุณช่อได้ปฏิเสธการกลับไปทำงานกับ Voice TV โดยให้เหตุผลว่า การเป็นนักการเมืองกับการเป็นสื่อต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ซึ่งเป็นจรรยาบรรณวิชาชีพของทั้งสองอาชีพนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ว่าในรัฐธรรมนูญยังกำหนดไว้เลยว่าไม่ให้ถือหุ้นสื่อ ดังนั้นการกลับไปทำงานสื่อในฐานะของนักการเมืองถือจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างที่เรารู้กันดีว่า ‘คุณช่อ’ พรรณิการ์ วานิช เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กระโดดเข้ามาในสังเวียนการเมืองด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตไม่ได้ถือว่าเป็นอุปสรรคแต่อย่างใดสำหรับการทำงานการเมือง ซึ่งสามารถติดตามบทสัมภาษณ์ตัวเต็มของคุณช่อได้ที่นี่
