ย้อนกลับไปเมื่อ 48 ปีที่แล้ว ภาพยนตร์รสชาติแปลกในชื่อ ‘Star Wars’ เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1977 ด้วยโทนภาพยนตร์ที่แปลกตา เนื้อเรื่องงุนงง สงครามที่ประชันกันด้วยดาบเลเซอร์ สร้างความตกตะลึงให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในขณะนั้น โดยไม่มีใครรู้เลยว่า มันจะกลายเป็นต้นตำรับภาพยนตร์อวกาศที่มีแฟรนไชส์ยิ่งใหญ่ยาวนานเรื่องหนึ่งของโลกภาพยนตร์เลยก็ว่าได้
หนังโทนอินดี้ ทุนสร้างเพียง 11 ล้านเหรียญ
หากย้อนกลับไปในสมัยนั้น การปรากฏตัวของภาพยนตร์ Star Wars ครั้งแรกก็ค่อนข้างไปในทางภาพยนตร์อินดี้เลยทีเดียว เพราะด้วยทุนสร้างเพียงง 11 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น อีกทั้งนักแสดงที่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงดึงดูดกันทุกคน รวมถึงเนื้อเรื่องที่มีการเกริ่นนำเพียงข้อความ 3 ย่อหน้าเศษ หลังจากนั้นเมื่อเปิดเรื่องมาก็ซัดกันเลยเปรี้ยงปร้าง ไม่รู้ใครเป็นใคร แล้วให้คนดูไปปะติดปะต่อกันเอาเอง
แม้เนื้อเรื่องจะเห็นชัดว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลากหลายแหล่งที่มารวมกัน ทั้งนิยายไซไฟชื่อดังอย่าง DUNE รวมถึงการผจญภัยแบบอัศวินโต๊ะเพื่อล้มล้างจักรวรรดิผู้กดขี่ เปลี่ยนผู้ส่งสารเป็นหุ่นดรอยด์สองตัว ที่ตัวหนึ่งไม่มีบทพูด เดินทางไปยังดาวทะเลทรายอันเวิ้งว้าง แต่กระนั้นในกระบวนการถ่ายทำฉากต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนทำมือ หลอกมุมกล้อง ผ่านฉากหลังที่ทำขึ้นจากกระดาษ โฟม ชุดที่ออกไปในทางอวกาศล้ำ ๆ แต่ก็ปะปนกับชุดที่ดูโบราณทั้งเจ้าหญิง โจร เด็กยากจน ทั้งยังสอดแทรกเนื้อหาการเมืองเบื้องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เอาไว้ด้วย ถือว่าเป็นลูกบ้าทางภาพยนตร์ล้ำมาก ๆ ที่ส่งต่อให้คนดูได้ “ปีนบันได” ดูกันเอาเอง
จากความบ้า สู่ภาพจำตลอดกาล
จากขาตั้งกล้องที่นำมาพันสีเขียวเพื่อให้ทีม VFX ไปเติมแสงเลเซอร์กันทีหลัง กลับกลายเป็นภาพจำของฉากแอ็กชันสุดตื่นตาในโลกภาพยนตร์ ดาบไลต์เซเบอร์ อาวุธของเจไดที่มีหลากหลายสีสัน เพื่อต่อสู้กับดาบสีแดงของฝั่งตัวร้าย เหมือนเป็นการพาการต่อสู้แบบซามูไรตะวันออก ผนวกเข้ากับความล้ำยุค ให้อัศวินในโลกอนาคตได้ฟาดฟันกัน รวมไปถึงตัวร้ายตลอดกาลอย่าง Darth Vader ที่สวมหน้ากากน่ากลัวสีดำขลับ สีหน้าปราศจากความรู้สึก ปนเปกับเสียงลมหายใจที่ส่งผ่านความน่ากลัวออกมา กับการใช้พลังจิตที่มองไม่เห็นสังหารผู้ที่คิดกบฏต่อต้านจักรวรรดิของเขา
สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ Star Wars ประสบความสำเร็จ และได้ขยายภาคต่อมาในชื่อ Star Wars Episode V : The Empire Strikes Back ส่งผลให้ภาคแรกได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Star Wars Episode IV : A New Hope ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับผู้ชมมากขึ้นไปอีกว่า หนังภาคแรกที่เพิ่งเปิดตัวและเข้าฉายดันกลายเป็นภาคที่ 4 ของมหากาพย์ของภาพยนตร์เรื่องยาว นั่นหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องนี้แทงกลางปล้องขึ้นมาเลย โดยหยิบเอาภาค 4 มานำเสนอก่อน และด้วยความสำเร็จนี้ทำให้ Star Wars ทั้งสามภาค Trilogy ขึ้นเป็นภาพยนตร์ระดับตำนานของโลกภาพยนตร์
48 ปี สู่แฟรนไชส์ที่ไม่มีวันตาย
ตลอด 48 ปี Star Wars ยังคงต่อยอดความสำเร็จของตัวเอง โดยผู้สร้าง George Lucas ได้สรรค์สร้างภาพยนตร์ออกมาอีก 3 ภาค คือ Episode I – III ที่ยังคงเป็นตำนานในยุค 2000 เช่นกัน กับการเดินทางไปยังช่วงเวลาก่อนหน้าของเหตุการณ์ในภาคต้น และยังคงสร้างภาพจำของราชินีที่มีเทคนิคการแต่งหน้าชวนจดจำ รวมถึงการผจญภัยของเด็กน้อยคนหนึ่งที่จะเติบโตเข้าไปสู่ด้านมืดและกลายเป็นตัวร้ายตลอดกาล ถือเป็นต้นตำรับของการสร้างมหากาพย์ย้อนเล่าอดีตของตัวละครที่โด่งดังไปแล้วให้กับภาพยนตร์อีกหลายเรื่องในเวลาต่อมาทีเดียว
ถึงแม้ว่าภายในปี 2012 นั้นทาง Lucasfilm ได้ขายลิขสิทธิ์ของสตาร์ วอร์สให้กับ Disney ทำให้ผลงานทั้งหมดของ Lucas รวมถึงสตาร์ วอร์สได้เปลี่ยนมือคนคุมบังเหียนไปเป็นสตูดิโอที่เก่งกาจในการทำสินค้าต่อยอดจากภาพยนตร์ และสร้างภาคต่อภาคแยกให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ โดยไตรภาคใหม่ Episode VII – IX ได้ผู้กำกับใหม่อย่าง J.J. Abrams มากำกับแทน ทำให้โทนของเรื่องที่เข้มข้นเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองลดทอนลงไป แต่ในการดูแลของดิสนีย์ก็ได้พาผู้ชมออกไปสำรวจตัวละครอื่น ๆ ในเส้นเรื่องที่หลากหลายกว่า ทั้งรูปแบบภาพยนตร์แยกและซีรีส์อื่น ๆ ในจักรวาลสตาร์ วอร์สที่ประสบความสำเร็จมากไม่แพ้กัน
นับเป็นการเดินทางของภาพยนตร์ไอเดียล้ำ ที่ปักหมุดไมล์ให้กับคนทำหนังกล้าที่จะแตกต่าง และมั่นใจในไอเดียของตัวเอง นับเป็นภาพยนตร์ที่คนทั้งโลกต่างรู้จักและตื่นตาทุกครั้งที่การเดินทางไกลแสนไกลในจักรวาลอันไกลโพ้น ยังคงดำเนินไปต่ออีกนานแสนนานได้เลย
อ้างอิง
