บอย โกสิยพงษ์ (Boyd Kosiyapong)

ถ้าเปรียบชีวิตคนเราเป็นเพลย์ลิสต์ ผลงานของ “บอย โกสิยพงษ์” คงเป็นซาวด์แทร็กที่บรรเลงคลออยู่ในทุกช่วงจังหวะชีวิตของใครหลาย ๆ คน ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำความรู้จักกับความรัก ไปจนถึงวันที่ต้องการเพียงแค่คำปลอบโยนให้ก้าวผ่านวันร้าย ๆ หม่น ๆ ไปให้ได้

ข่าวใหญ่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่เขาก้าวสู่การเซ็นสัญญากับ Sony Music Publishing (Thailand) เพื่อมอบหมายให้ระบบระดับโลกเข้ามาดูแลลิขสิทธิ์เพลงที่เปรียบเสมือนลูก ตลอดชีวิตการทำงาน ทำให้หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การขยับตัวครั้งนี้คือการเตรียมตัวเกษียณอย่างมั่นคง หรือแท้จริงแล้วคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม?

บทสนทนาในวันนี้ SUM UP จะพาทุกคนไปหาคำตอบเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่ผู้ชายคนนี้เปรียบมันว่าคือการส่งไม้ต่อให้ ‘ทีมรับ’ ที่ไว้ใจได้ เพื่อที่ตัวเขาจะได้มีอิสระในการเป็น ‘ทีมรุก’ อย่างเต็มกำลัง พร้อมเจาะลึกมุมมองของนักแต่งเพลงระดับตำนานที่มองทุกความเป็นไปด้วยสายตาที่เข้าใจ ยังคงมีความสุขและสนุกกับการพัฒนาตัวเองเพื่อการแต่งเพลง และยังคงรักษาหัวใจที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและความถ่อมตนไว้ได้อย่างงดงาม

ตราบใดที่ดนตรียังคงหมุนไปตามยุคสมัย นี่คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เสียงในหัวใจยังคงเต้นแรงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจบทใหม่ให้กับพวกเราทุกคน

The Perfect Defense: ส่งไม้ต่อให้ ‘ทีมรับ’ ระดับโลกดูแลหลังบ้าน

ผมขอโฟกัสกับการเป็น ‘ทีมรุก’ 
เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานอย่างเดียว 
ส่วนเรื่องการจัดการหลังบ้านในสเกลระดับสากล 
ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ‘ทีมรับ’ เขาจัดการไป

“ผมมีเพลงที่เป็น commercially released และเป็นส่วนที่เราดูแลน่าจะประมาณ 300 – 400 เพลง แต่ยังมีอีกเยอะเลยที่อยู่กับ bakery ที่ผ่านมาเราดูแลจัดการกันเองมาตลอดครับ แต่พอถึงจุดหนึ่ง ผมก็มานั่งทบทวนดูว่า ถ้าเรายังทำเองต่อไปมันก็คงจะเหนื่อยเกินไป 

ผมมองการทำงานตอนนี้เหมือนกับ ‘ทีมฟุตบอล’ ที่ต้องมีทั้งทีมรุกและทีมรับ ตัวผมเองอยากจะเป็นทีมรุกที่คอยบุกไปข้างหน้าเพื่อทำเพลงใหม่ ๆ ยิ่งพอเราอายุมากขึ้น ความตั้งใจที่อยากจะสร้างสรรค์ผลงานมันกลับยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องหาคนที่มาเล่นเป็นทีมรับ คอยดูแลป้องกันหลังบ้านให้แข็งแรง เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องคอยกังวล

ที่ผ่านมาเราใช้เวลาพูดคุยเรื่องนี้นานพอสมควรเลยครับ น่าจะ 2 ปีกว่าได้ ที่ผมมีโอกาสได้คุยกับทั้งทีมของคุณปรุง (ทัชระ ล่องประเสริฐ) รวมถึงทีมที่ฮ่องกงของคุณแครอล (Carol Ng) ตลอดเวลาที่ได้คุยกัน ผมสัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความจริงใจของทาง Sony Music Publishing มาก ๆ ผมเลยเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะเป็นทีมรับที่ยอดเยี่ยมให้กับเราได้ และนั่นจะทำให้ผมสามารถตั้งใจรุกได้อย่างเต็มที่ในเรื่องของการแต่งเพลงอย่างที่ผมรัก นี่แหละครับคือเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้เราตัดสินใจร่วมงานกัน 

ในตอนนี้ผมว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะทดลองร่วมงานกันด้วย เราเซ็นสัญญาระยะเวลา 3 ปี ถือเป็นเวลาสั้น ๆ ซึ่งทาง sony ก็ให้เกียรติเรามาก ๆ ก็ใช้เวลานี้ดูว่าเคมีเราเป็นยังไงบ้าง สำหรับผมแล้ว ผมต้องการเบื้องหลังที่ดี เบื้องหลังที่ใส่ใจและให้ใจกับผม ดังนั้น สำหรับผมแล้วที่นี่ให้ใจและใส่ใจกับผม ซึ่งถ้าเคมีมันไปด้วยกันดี ผมก็ยาวอยู่แล้วครับ”

Trust Over Trends: ความจริงใจกับบทพิสูจน์ทีมที่จะเข้ามาดูแล ‘ลูก’

“สำหรับคนทำเพลง เพลงทุกเพลงก็เหมือน ‘ลูก’ ของเรานั่นแหละครับ เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะฝากฝังใครให้มาช่วยดูแล เราก็ต้องมั่นใจให้ได้จริง ๆ ว่าเขาคนนั้นจะมีความใส่ใจและรักลูกของเราจริง ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้และทำให้รู้สึกสบายใจมาก ๆ คือตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่คุยกัน เขาใช้เวลากับผมเยอะมาก โดยไม่มีทีท่าเหนื่อยหน่ายเลย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราก็ไม่ใช่นักแต่งเพลงที่อยู่ในลีกกระแสหลัก หรือเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์หวือหวาตลอดเวลา เราเป็นแค่นักแต่งเพลงที่ทำงานมานาน แต่เขากลับทุ่มเททั้งเวลาและให้ใจที่จะคอยคุยกับเราอย่างสม่ำเสมอ เขาพร้อมที่จะปรับจูนรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือครั้งนี้มันแฮปปี้สำหรับทั้งสองฝ่ายจริง ๆ ผมว่าเวลา 2 ปีกว่า สำหรับองค์กรธุรกิจระดับโลก ถือว่าเขาให้เวลากับเราเยอะมากนะครับ”

A New Playground: โลกกว้างของการ ‘ออกกำลังกาย’ ทางดนตรี

“อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ ก็คือทาง Sony Music Publishing เขาจะมีการจัด Songwriting Camp ที่รวมนักแต่งเพลงจากทั่วโลกมาไว้ด้วยกันครับ ซึ่งผมเองก็จะได้มีโอกาสไปอยู่ตรงนั้น ได้ไปร่วมแจม ร่วมแต่งเพลงกับคนเก่ง ๆ มากมาย ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่เราจะได้เรียนรู้เรื่องราวและเทคนิคใหม่ ๆ ในการแต่งเพลง ในมุมมองที่แตกต่างออกไป

เราจะได้ไปเล่นสนุก ไปแต่งเพลง แล้วมองถึง oppotunity ใหม่ ๆ ที่เขามี เช่น publishing ใหญ่ ๆ จะมี request จากศิลปินหลาย ๆ คนว่า “ฉันอยากได้เพลงประมาณนี้” แล้วแต่ละคนก็จะเอาเพลงมา pitch กัน ผมตื่นเต้นกับสิ่งเหล่านี้ แล้วผมก็เชื่อว่าในฐานะนักแต่งเพลงมันเป็นการเร่งให้เราต้องพัฒนาตัวเอง มันจะรู้สึกประมาณว่าทำให้เราอยากเป็นนักกีฬา อยากเป็นนักฟุตบอลที่แข็งแรงขึ้น เอาล่ะ ผมจะออกวิ่งแล้วนะ 

ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเวลาไปอยู่ในแคมป์ แต่สำหรับผม การแต่งเพลงมันก็เหมือนกับ ‘การออกกำลังกาย’ ยิ่งเราได้ไปออกกำลังกายร่วมกับคนที่มีวิธีการ มีมุมมองที่หลากหลาย ไม่ว่าจะมาจากต่างประเทศหรือแม้แต่เพื่อน ๆ ในไทยเองก็ตาม การได้แลกเปลี่ยนพลังงานกันแบบนี้ มันน่าจะช่วยเปิดโลกและทำให้ผมได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกเยอะเลย”

Focus on the Craft: ท่ามกลางกระแส Fast Fashion

“ผมไม่ได้มองเรื่องกระแสหรือความเป็นไปของวงการภายนอกเลย ผมมองแค่ว่าวันนี้ผมอยากจะแต่งเพลงอะไร และผมจะสามารถเรียนรู้อะไรจากใครได้บ้าง เพราะในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เพลงที่ทำออกมาตามกระแสแล้วก็ผ่านไป แต่มันยังมีนักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์ที่เก่งมาก ๆ เก่งในระดับที่ว่าต่อให้เราเรียนรู้ และฝึกฝนไปจนตายก็คงเก่งได้ไม่เท่าเขา ซึ่งคนเหล่านี้แหละครับที่เป็นเป้าหมายของผม เป็นเหมือนครูที่ทำให้เราอยากจะพยายามเรียนรู้ตามรอยเขาไปเรื่อย ๆ

ดังนั้น ถ้าถามว่าผมมองปรากฏการณ์ Fast Fashion หรือเพลงที่มาไวไปไวอย่างไร … ผมอาจจะไม่ได้เอาใจไปโฟกัสตรงนั้นเลยครับ ตอนนี้ผมโฟกัสอยู่แค่เป้าหมายของตัวเอง เพราะผมรู้ตัวว่ายังมีอีกหลายอย่างมาก ๆ ที่ผมต้องเรียนรู้และฝึกฝนตัวเอง เพื่อที่เวลาไปเข้าแคมป์แต่งเพลงระดับโลกกับเขา ผมจะได้ไม่อายเขายังไงล่ะครับ (หัวเราะ)

คนรุ่นใหม่เก่งมากนะครับ ผมรู้สึกถึงท้าทายมาก ไม่ได้มองว่าอยากชนะเขานะ แต่อยากชนะตัวเอง อยากเก่งกว่าเดิมครับ”

The Unwritten Book: ใช้เทคโนโลยีเป็น ‘ห้องสมุด’ เพื่อออกไปเขียนหนังสือเล่มใหม่

มีคนเคยบอกว่า AI คือห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้อยากเป็นแค่คนที่เข้าไปใช้ห้องสมุด 
แต่ผมอยากจะเป็นคนที่เขียนหนังสือเล่มใหม่ 
หนังสือเล่มที่ยังไม่เคยมีอยู่ในห้องสมุดแห่งนั้น

“ช่วงนี้ผมไปลองเรียนรู้การใช้ ChatGPT ครับ ผมให้มันช่วยแปลเนื้อเพลงภาษาจีนกับภาษาญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทย เพราะผมอ่านภาษาพวกนี้ไม่ออก ในแง่ของดนตรีมันมีความเป็นสากลที่เราสัมผัสได้อยู่แล้ว แต่ในแง่ของเนื้อหา ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าคนญี่ปุ่นหรือคนจีนเขามีวิธีคิด วิธีเขียน หรือมีวิธีการฟังเพลงแบบไหน

อย่างเพลงฝรั่งหรือเพลงภาษาอังกฤษ เราพอจะเข้าใจโครงสร้างของเขาอยู่แล้ว แต่พอได้มาเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องของทางฝั่งเอเชีย ผมพบว่าเขามีความเป็นกวีสูงมากครับ วิธีการเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบมันไม่เหมือนกับวิธีที่ผมคุ้นเคยเลย นั่นคือสิ่งที่ผมตื่นเต้นมากกับเครื่องมือใหม่ ๆ ในยุคนี้ มันทำให้ผมได้เห็นว่า ‘อ๋อ เขาแต่งกันแบบนี้นี่เอง’ แล้วก็ลองนำมาฝึกคิดในมุมมองของเขาดูว่าเขาคิดแบบไหน

อย่างที่ผมสังเกตเห็นในหลาย ๆ เพลงของญี่ปุ่น วิธีเล่าของเขามีเสน่ห์มาก ๆ สมมติว่าเขาอยากจะพูดถึง ‘โดราเอมอน’ เขาจะเล่าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้น ยกเว้นโดราเอมอน แล้วปล่อยให้คุณไปคิดและรู้สึกเอาเองว่าสิ่งนี้คือโดราเอมอน สำหรับผมแล้ว นี่คือความเป็นโคตรกวีที่ยอดเยี่ยมมากครับ แล้วยิ่งถ้าเป็นเพลงจีน ความหมายมันยิ่งลึกซึ้งเข้าไปอีก

ตอนนี้ผมมองเห็นภูเขาอีกหลายลูกเลยที่ผมรู้สึกตื่นเต้นและอยากจะปีนขึ้นไป ดังนั้น เครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีในปัจจุบัน ผมก็พยายามใช้มันให้เป็นประโยชน์ที่สุด”

Milestones of Joy: อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

“ของขวัญล้ำค่าในชีวิตนักแต่งเพลงของผม คือการที่เราได้แต่งเพลงแล้วสามารถที่จะเลี้ยงชีพและเลี้ยงครอบครัวได้ ทำให้เราไม่ต้องไปทำอย่างอื่น นอกจากแต่งเพลง เราได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วเราก็ไม่เคยที่จะเบื่อมัน และพอผมรู้ว่าตัวเองมีระบบหลังบ้านที่แข็งแรง มีครอบครัวที่น่ารักคอยดูแลซัปพอร์ต และตอนนี้ก็ยังมี Sony Music Publishing เข้ามาช่วยดูแลจัดการเรื่องแค็ตตาล็อกเพลงให้อีกแรง มันทำให้ผมสามารถตื่นเช้าขึ้นมาแล้วโฟกัสกับหน้าที่การสร้างสรรค์ของเราได้อย่างเต็มที่ครับ

จากนั้นผมก็จะมานั่งคิดถึงเป้าหมายหรือ Milestone ที่เราอยากจะวิ่งไปให้ถึงในระยะยาว แล้วก็ซอยย่อยมันออกมาเป็นเป้าหมายระยะสั้นครับ สิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นเหมือนพลังงานที่คอยผลักดันผมในทุก ๆ เช้า ทำให้รู้สึกตื่นเต้นว่า ‘โอเค วันนี้เราจะได้ไปเรียนรู้เรื่องนี้นะ’

โลกนี้มันมีเรื่องให้เราเรียนรู้ไม่รู้จบจริง ๆ ครับ ตอนนี้ผมลงคอร์สเรียนไว้เยอะมากเลยนะ (หัวเราะ) เยอะจนยังเรียนไม่หมดเพราะไม่ค่อยมีเวลา แต่แค่นี้มันก็ทำให้ผมตื่นเต้นแล้วครับที่ได้รู้ว่า พอเราเรียนเรื่องนี้จบปุ๊บ เดี๋ยวเราก็จะได้ไปสนุกกับการเรียนรู้เรื่องนั้นต่อ”

The Ultimate Gratitude: ฉันดีใจที่มีเธอ

สำหรับทุกก้าวที่ผ่านมา 
ผมขอบคุณพระเจ้าครับ

“ผมเชื่อในพระเจ้า ดังนั้น ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว แล้วผมก็วางใจในพระเจ้าว่า ถ้าเรื่องดีหรือเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งตอนนั้นมันจะเจ็บปวด ตอนท้ายมันจะเป็นผลดี ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เราไม่เข้าใจ วันนึงเขาเรียกว่า somewhere down the road เราจะเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดเรื่องไม่ดีนี้ เพราะเพื่อว่ามันจะเกิดสิ่งที่ดีขึ้นในอนาคต

จังหวะนี้ ถ้าผมไม่โดนอันนี้ ถ้าผมไม่โดนขัดเกลาแบบนี้ หรือผมไม่โดนทุบให้แตกแบบนี้ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ผมอาจจะไม่สามารถเข้าถึงอะไรบางอย่างได้ แล้วถ้าผมไม่โดนอะไรที่ทำให้ผมต้องเจ็บ ผมก็อาจจะไม่เข้าใจคนที่บาดเจ็บ แล้วก็ทำให้ผมแต่งเพลงที่เข้าใจคนที่บาดเจ็บได้ไม่ลึกซึ้งเท่าที่เขาโดนมา ฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ผม ผมคิดว่าอย่างนั้น

ถ้าถามว่า ผมอยากขอบคุณใคร ผมคงไม่ได้ขอบคุณตัวเอง แต่ผมอยากขอบคุณพระเจ้ามากกว่า เพราะพระเจ้าเป็นผู้นำทางให้กับผม ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วตอนเริ่มต้น Qualification ของผมมันอาจจะต่ำกว่ามาตรฐานด้วยซ้ำไปครับ แต่พระองค์ก็ทรงนำพาให้ผมได้ก้าวมาอยู่ตรงนี้ ทำให้มีคนรู้จักผลงาน ทำให้ผมมีงานทำ และที่สำคัญคือ มันเป็นงานที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวของผมได้ เป็นงานที่ผมรักมาก ๆ รักจนไม่เคยรู้สึกเบื่อที่จะลงมือทำมันเลย และยังเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังนั้น สำหรับทุกก้าวที่ผ่านมา ผมขอบคุณพระเจ้าครับ”

Growing Together: วันเวลาดี ๆ เหล่านั้น เธอยังคงจำมันได้ไหม

“ส่วนตัวผมอาจจะไม่ได้มีโอกาสไปเจอแฟนเพลงบ่อย ๆ แบบที่ศิลปินยุคนี้เขาเจอกันนะครับ แต่ผมยังจำความรู้สึกของการที่มีแฟนเพลงคอยสนับสนุนได้ดี และจนถึงวันนี้ก็ยังมีคนที่คอยซัปพอร์ตเราอยู่เสมอ มันเป็นความรู้สึกที่ดีและอบอุ่นมาก ๆ ครับ

เดี๋ยวนี้พอมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มันก็ช่วยทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้นนะครับ อย่างเรามี Official LINE Group เอาไว้สื่อสารกัน หรืออย่างที่ Facebook มีฟีเจอร์ Channel ออกมา ผมก็ไปลองเล่นดู แล้วก็รู้สึกว่า ‘เออ!!! เวิร์กดีแฮะ’ มันเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผมกับแฟนเพลงได้คุยกันแบบสบาย ๆ ไม่ต้องคุยอะไรกันเยอะแยะมากมาย แต่เรารู้สึกได้ว่าเรายังอยู่ด้วยกัน

ผมสนุกกับการเรียนรู้เครื่องมือพวกนี้นะครับ มันทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น อย่างบางทีผมแต่งเพลงเสร็จปุ๊บ ผมก็เอาไปเปิดให้พวกเขาฟังได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอปล่อยเพลงอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ถึงตอนนี้ในช่องทางของผมอาจจะยังมีคนติดตามไม่เยอะ แต่อย่างน้อยเราก็รู้สึกว่ายังมีคนอยู่ในห้องนี้กับเรา เราสามารถเปิดเพลงให้เขาฟัง หรือวันไหนผมชอบวาดรูป ผมก็วาดแล้วเอาไปแปะให้เขาดูได้ มันเป็นพื้นที่ที่เราแชร์ความสุขกันแบบไม่ต้องมีอะไรซีเรียส

อยากขอบคุณแฟนเพลงทุกคนจากใจจริง ๆ ครับ ที่คอยให้โอกาสและให้พื้นที่ ‘เราได้เป็นเรา’ มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าผมจะทำงานตรงนี้มานาน มุมมองหรือเรื่องราวในเพลงอาจจะไม่ได้เล่าผ่านบริบทของยุคปัจจุบันเป๊ะ ๆ แต่ผมก็ยังได้รับโอกาสให้ทำเพลงอยู่เสมอ และทุกครั้งก็ยังได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น เวลาที่เราจัดคอนเสิร์ตก็ยังมีคนคอยมาดู มาฟังเพลงของเรา สิ่งเหล่านี้แหละครับที่ทำให้ผมยังสามารถทำในสิ่งที่รัก และดำเนินชีวิตในเส้นทางนี้ต่อไปได้… ต้องขอบคุณแฟนเพลงทุกคนจริง ๆ ครับ”

You Can Do It: พลังใจที่ส่งผ่านบทเพลง ให้เชื่อมั่นว่าเราจะผ่านมันไปได้

“…รอดได้ตั้งกี่ครั้งที่ผ่านมา จะกี่ปัญหาก็ข้ามมาแล้วทั้งนั้น วิ่งไปข้างหน้า อย่างที่เธอทำทุกวัน มองเข้าไปให้ลึก ๆ ข้างในใจ มีพลังอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ภายในนั้น รู้ใช่ไหมมันเป็นของเธอ เพราะฉันเห็นเธอมาตั้งนาน ไม่ได้รู้จักแค่เมื่อวาน You can do it. เธอไม่ได้ฟังผิด จะล้มพ่ายแพ้สักเท่าไร อย่ากลัวก็แค่เริ่มต้นใหม่ You can do it. …”

“ผมขอเลือกมอบเพลง ‘You Can Do It‘ จากอัลบั้ม BOYdPOD // OST. Side A ให้กับทุกคนครับ อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นไว้นะครับว่า เรื่องที่เลวร้ายกว่านี้เราก็อาจจะเคยผ่านมันมาแล้ว หรือถ้าใครรู้สึกว่านี่คือจุดที่แย่ที่สุดในชีวิต ก็แปลว่าประสบการณ์ครั้งนี้กำลังจะสอนให้เราก้าวข้ามบททดสอบที่ยากกว่าเดิมไปได้สำเร็จ

ผมเชื่อเสมอว่า ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ ยังไงเราก็จะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอนครับ และเมื่อเวลาผ่านไป… Somewhere down the road พอเรามองย้อนกลับมา เราจะมองเห็นคุณค่าและเข้าใจความหมายของมันเองว่า ‘ทำไมวันนั้นเรื่องราวแบบนี้ถึงต้องเกิดขึ้นกับฉัน’ ผมขอส่งพลังใจให้ทุกคนผ่านมันไปให้ได้ด้วยเพลงนี้นะครับ… You Can Do It ครับ”

เมื่อกด stop record สิ่งที่ยังคงทำงานต่อคือมวลความรู้สึกอุ่น ๆ ที่ลอยวนอยู่ในบทสนทนา

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างรอบตัวแข่งขันกันส่งเสียงดังจนบางครั้งเราแทบไม่ได้ยินเสียงความต้องการของตัวเอง การได้ใช้เวลานั่งคุยกับใครสักคนที่ยังคงมองโลกด้วยสายตาอ่อนโยน และพร้อมที่จะประกอบเศษเสี้ยวความรู้สึกของมนุษย์ออกมาเป็นท่วงทำนอง ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีงามของชีวิต

ท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าที่แท้จริงของคนทำงานศิลปะ อาจไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการวิ่งตามเข็มนาฬิกาเพื่อเอาชนะความเปลี่ยนแปลง แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ไม่มีวันหมดอายุ เพื่อให้ผู้คนได้กลับมาพิงหลังกันในวันที่โลกข้างนอกใจร้าย และไม่ว่าทิศทางลมของวันพรุ่งนี้จะพัดพาอุตสาหกรรมดนตรีไปในทิศทางไหน เราเชื่อเหลือเกินว่า จะยังมีร่มเงาจากผู้ชายคนนี้ คอยทอดตัวยาวรอรับความเหนื่อยล้าของผู้คนอยู่เสมอ อย่างที่เคยเป็นมา และจะเป็นตลอดไป