ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

เด็กชายธนกฤต พานิชวิทย์ ที่โตไปอยากเป็นรถผสมปูน

จำได้ว่าครั้งแรกครูถามครับ โตขึ้นไปอยากเป็นอะไร? แล้วผมไม่รู้ว่าครูเขาหาว่าผมกวนตีนหรือเปล่า ผมตอบครูว่า ‘อยากเป็นรถผสมปูน’ เพราะว่าผมไม่ได้อยากเป็นอะไร ผมได้อยากเป็นหมอ ไม่ได้อยากเป็นตำรวจ 

ผมเคยเห็นรถคันใหญ่ๆ ที่โม่ข้างหลัง แล้วถามพ่อว่านี่รถอะไร มันเท่มากเลย พ่อบอกว่าเขาเรียกว่ารถผสมปูน ผมรู้สึกว่าเท่ เลยตอบครูไปอย่างนั้น”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“ผมเองไม่เคยตอบคำถามของคนในครอบครัวได้ด้วยซ้ำว่า ‘โตแล้วอยากเป็นอะไร’ ‘เรียนแล้วไปไหน ?’ อารมณ์แบบตายแล้วไปไหน เรียนแล้วไปไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าช่วงที่เรียนระหว่างทาง ปี 1 ปี 2 ลองไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามเพื่อนๆ ไปเล่นดนตรีกลางคืน ผมก็ไปลองดูดิวะ มันจะได้รู้ว่าเขาทำอะไรกัน ลองเหมือนไปฝึกงานระหว่างเรียนไปด้วย ได้ตังค์กลับบ้านนิดหน่อย ก็โอเค มันเริ่มมีเส้นทางอาชีพแบบนี้นะ มีเล่น 3 เบรก เบรกค่ำดีสุด เพราะว่าได้กลับบ้านนอนเร็ว มีเบรคประมาณ 4 ทุ่ม แล้วก็มีประมาณตี 1 กว่า ก็เข้าใจไปเปราะหนึ่ง เหมือนที่บ้านแม่เขาเริ่มหาอาหารเสริมทางความรู้มาให้เช่น แบบมีคอร์สต่างๆ เปิดสอนนะ คอร์สเรียนแต่งเพลง คอร์สบันทึกเสียง ก็ไปลงเรียนพิเศษแบบนั้นด้วย”

‘ปฏิบัติการนักล่าฝัน’ ของนายธนกฤต พานิชวิทย์

“ตอนนั้นอายุ 19 ขวบครับ แล้วก็เป็นความบังเอิญ คือทุกครั้งที่ตอบเรื่องนี้ก็จะเขินๆ เพราะว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ คือเด็กชายวัยรุ่นท่านหนึ่งที่ไม่ได้เก่งในการร้องเพลงเท่าไหร่ แค่มีเพลงที่เขียนเอาไว้ 2 เพลง แล้วไปซื้อของกับแม่ที่ห้าง แล้วก็เห็นว่ามีบูธรับสมัครตั้งอยู่พอดี เราเลยเดินไปเอาใบสมัครมา เพราะมีป้ายดึงดูดที่เขียนว่า ‘ปฏิบัติการนักล่าฝัน’ ‘รวมกูป่าววะเนี่ย”เฮ้ย กูก็พอมีฝันอยู่นะ รวมกูเปล่า ถ้ารวมเอามาใบนึง’ แล้วก็ทำแบบนั้นไปด้วยความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไปจนมันได้”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

เพราะความบังเอิญเป็นจุดเริ่มต้นปฏิบัติการล่าฝันของว่าน แต่มันมีอยู่ประโยคหนึ่งที่ไม่รู้ใครเป็นคนกล่าวไว้ ประมาณว่า “ความบังเอิญน่ะ ไม่มีบนโลกใบนี้หรอก มีแต่จังหวะเวลาที่มาพอดี แล้วโลกก็บังเอิญเหวี่ยงเราไปอยู่ตรงนั้น…พอดี” 

‘ปฏิบัติการนักล่าฝัน’ ซีซั่น 2 จึงทำให้ชื่อของ ว่าน V3, ว่าน AF2, ว่าน ธนกฤต เป็นที่กล่าวขานในวงการบันเทิงไทย เรื่องการมาของว่านก็น่าจะเป็นประมาณที่ใครคนหนึ่งนั้นว่าไว้

‘ความสงสัย’ จุดเริ่มต้นของการที่โลกใบนี้จะมีคนเขียนเพลงชื่อ ‘ธนกฤต พานิชวิทย์’

“ตอนเด็กๆ ผมฟังเพลงกับพ่อแม่ที่บ้าน ยังเป็นยุคของเทปคาสเซ็ท พอซื้อเทปเพลงมาตลับหนึ่ง เราก็ชอบเอาปกเทปมาอ่าน อ่านไปอ่านมาก็จะเจอชื่อของบุคคลที่เขาทำงานตรงนี้ซ้ำๆ ‘เฮ้ย !!! อัลบั้มนี้มี 10 เพลง พี่คนนี้คือใคร เขาเขียนตั้ง 4 เพลงนะ เขาเขียนเนื้อร้อง อีกท่านหนึ่งเขียนทำนอง’ เราก็ไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย จนแม่ซื้อมาอีกม้วนหนึ่ง ‘เฮ้ย!!! มีชื่อเขาอีกแล้ว’ เรารู้สึกว่าอาชีพนี้น่าสนใจ 

ตอนเรียนมัธยมปลาย วิชาที่สอบยากๆ พวกเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ไม่ได้เป็นเพื่อนกับผมเลย ก่อนเข้าจันทรเกษม สาขาอาชีพที่เกี่ยวกับดนตรีมีเยอะอยู่แล้วครับในเส้นทางบันเทิง ในตึกแกรมมี่ หรืออะไรที่เขาปฏิบัติทำอัลบั้มกันมาตั้งไม่รู้เป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่ว่าองค์ความรู้เหล่านั้น หรือว่าการแนะแนวทางในอาชีพเหล่านั้นมีให้ผมศึกษาน้อยมาก เราก็เลยไม่มีความรู้อะไร แต่เรารู้แล้วว่าเริ่มมีคนที่เป็นนักประพันธ์นะ เป็นโปรดิวเซอร์นะ เป็น Excutive Producer นะ แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าตำแหน่งเหล่านี้ จริงๆ แล้วขอบข่ายของงานคืออะไรบ้าง แต่มั่นใจว่ามีมากกว่าการเป็นนักร้อง เพราะว่าหนึ่งอัลบั้ม ใช้บุคลากรเยอะมาก ก็เลยตัดสินใจว่า ‘เออ  เอาเส้นนี้แหละ’ เลยเลือกเรียนดนตรี”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“เพลงจะถูกเล่าเรื่องของความรักที่ยิ่งใหญ่ ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสในเวลา 3 นาทีครึ่ง มีการสรุปความที่ดี มีเมโลดี้อีกต่างหาก สามารถโน้มน้าวอารมณ์คนที่ได้ยินได้ฟังให้เข้าไปสู่เรื่องนั้นๆ จากเศร้าให้หายเศร้า จากที่เศร้าอยู่ให้เศร้าสเข้าไปอีก จากตายให้ฟื้น เป็นไปได้หมดเลย ‘โห !!! มหัศจรรย์เหมือนกันนะเนี่ย’ ที่เขาต้องเขียนสรุปให้เร็วที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด และเพราะที่สุดด้วย

ผมเป็นลูกคนเดียว เพื่อนน้อย ชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบอ่านหนังสือยาวๆ ตอนนั้นคิดว่านี่เป็นอาชีพที่เราทำได้แบบไม่ต้องให้ใครมาเห็นหน้าเรา สร้างรายได้อีกด้วย เลยทำให้เราสนใจ จนผ่านวันเวลาไป ผมค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบร้องเพลงแม้แต่นิดเดียว ร้องเพลงไม่เป็น ร้องเพลงไม่เก่ง แต่ชอบเขียน อยากสร้างชิ้นงานนั้นขึ้นมาเป็นผลงานของเราเองจะให้ใครมาร้องก็ได้ ก็เลยเริ่มลงมือทำ”

ระหว่างทาง…ระหว่างเรื่องเล่าของเพลง 

“มีเรื่องราวของเพลงเพลงหนึ่ง ก็คือมาจากเสื้อยืดที่เป็นของขวัญจากแฟนเพลงท่านหนึ่งทำมาให้ตอนวันคอนเสิร์ต ผมเพิ่งได้เเกะของทั้งหมดออกมาดู” 

“เขาไปทำให้เป็นลายคุณยายป้อนข้าวผม ผมใส่ชุดเด็ก ป.1 มีเพลงเพลงหนึ่งที่ผมเคยเขียนให้คุณยาย เป็นโมเมนต์ในวันนั้นที่เขายังอยู่กับเรา แล้ววันที่เขาจากไป ชีวิตเราก็ยังดำเนินต่อไปอย่างมีความสุข ชื่อเพลงว่า ‘วันของใจ’ เหมือนกับเราเล่าเรื่องแบบมีไอเทมต่างๆ รองเท้านักเรียน เสื้อนักเรียน ที่มีใครบางคนเตือนแล้วนะว่า ‘เฮ้ย !!! นี่เพิ่งเปิดเทอมใหม่ เพิ่งซื้อให้ใหม่ อย่าไปทำเลอะนะ’ มีเรื่องอาหารที่อร่อยที่สุด  ไอติมที่เขาเคยซื้อให้ เลยคิดว่าเพลงนี้เป็นเพลงหนึ่งที่ผมมีความรู้สึกดีมากๆ ก็จะเป็นเพลงที่บอกว่ารักมากที่สุด เป็นอันดับ 1 ไหม ? คงตอบแบบนั้นไม่ได้ แต่ว่าถ้าคิดถึงช่วงเวลานั้น เพลงนี้ก็จะวิ่งแซงคนอื่นมาเป็นอันดับ 1″

“เสียงคุ้นคุ้นในเพลงนั้น ผูกรองเท้าดำดำที่เป็นผ้าใบ เสื้อนักเรียนตัวใหม่ ที่มีใครบางคนมาวางไว้ เตือนว่าอย่าไปทำเลอะอีก รสชาติที่คิดถึงที่มือซ้ายยังมีไอติมคู่ใจหมดแท่งเดิมเอาใหม่ กับอาหารจานเดิมที่วางไว้ เธอคนเดียวที่ทำให้กับฉัน”

ไม่มีคำว่า ‘นานเกินไปหรอก’ กับการรอคอยของ ‘คนไม่มีเวลา’

“ความเปลี่ยนแปลงคือสุดท้ายของเพลงนี้ คือ 
เจ้าของเรื่องจริงๆ เสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว
ผมก็ได้ไปร่วมงานศพมา”

“หลายคนบอกว่า ไม่มีอะไรเอาชนะกาลเวลาได้ แต่เราเชื่อว่าความรักสามารถเอาชนะวันเวลาได้ ขอบคุณพี่มืด พี่บี และครอบครัว ที่ทำให้เรารู้จักคุณค่าของความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือเวลา” บางส่วนจาก MV คนไม่มีเวลา ที่ว่านพูดถึงการเดินทางของเพลงนี้ และเมื่อกาลเวลาเดินทางผ่านมากว่า 10 ปี เมื่อจังหวะของเวลานำพาให้เรากับว่านได้มาพูดคุยกันในวันนี้ ความทรงจำไม่กี่ประโยคจึงถูกรื้อค้นให้กลับมาในปัจจุบันอีกครั้ง

เรื่องราวของ ‘คนไม่มีเวลา’ ยังคงดำเนินอยู่ ความรักยังคงอยู่ และไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพียงแต่มีความเป็นไปบางอย่างที่มาเยือน…ความเป็นไปบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“เพลงนี้ผมกับพี่จั๊ก (ชวิน จิตรสมบูรณ์) ทำงานร่วมกัน ตอนนั้นพี่จั๊กแต่งทำนองเสร็จนานแล้ว แต่ผมยังเขียนเนื้อไม่เสร็จซะที จนมาเจอกับเรื่องเรื่องนี้ เรื่องราวของ ‘คนไม่มีเวลา’ ยังคงดำเนินอยู่ ความรักยังคงอยู่ และไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพียงแต่มีความเป็นไปบางอย่างที่มาเยือน…ความเป็นไปบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้

“ผมรู้สึกว่าคำว่า ‘รอ’ ที่จริงเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ บางคนบอกว่าการรอมีประโยชน์ ทำอะไรต้องรู้จักรอคอยจังหวะที่เหมาะสม บางคนบอกว่าการรอคอยเสียเวลา ต่างคนต่างมุมมอง

สำหรับผมในวันนี้กับเวลาที่ผ่านมา บนความสวยงามของบทเพลง ของเรื่องราว หรือกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตผมมาเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าถ้ารอแล้วสบายใจ มีความสุขใจที่จะรอคนคนนั้น ที่จะรอเหตุการณ์นั้น ก็รอเป็นแบบนั้นแหละครับ ดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำร้ายใครนอกจากตัวเราเอง 

‘คนไม่มีเวลา’ อยู่กับผมมา 16-17 ปีแล้ว สารตั้งต้นของเพลงนี้เกิดจากเรื่องจริงในชีวิตของคนคู่หนึ่ง หนุ่มสาวคู่หนึ่งที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะคบกัน อยู่ด้วยกัน แต่สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุทางชีวิต จนทำให้เรื่องราวไม่เป็นไปอย่างที่ฝัน จึงเกิดโมเมนต์ของการรอคอย ของความเชื่อที่ว่าน่าจะเป็นไปได้เกิดขึ้นครับ จนถึงวันนี้เวลาผ่านมากว่า 10 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือ เจ้าของเรื่องเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว ผมก็ได้ไปร่วมงานศพมา 

สำหรับผม ผมว่าคู่นี้เป็นคู่ตัวอย่างนะ เพราะว่าถ้าเกิดเราตัดสินใจว่าเราจะรักใครสักคนหนึ่งแล้วเรื่องจะดูแลเขาไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เราจะยังเชื่อว่าไม่มีคำว่า ‘นานเกินไปหรอก’ ถ้าเรายังได้ดูแลกันจนถึงวันสุดท้าย”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“วันที่ผมไปร่วมงานผมยังเห็นบรรยากาศนั้นอยู่ว่า ‘เฮ้ย !!! มันไม่ได้มีความเสียใจแบบนั้น’ ผมยังได้รับคำขอบคุณจากพี่มืด “ขอบคุณมากเลย บีต้องดีใจแน่ๆ ถ้ารู้ว่าว่านมา” ตั้งแต่วันแรกผ่านมาจนถึงวันสุดท้าย ทุกครั้งที่ได้คุยกันจะมีมุมแบบอย่างนี้ตลอด ถ้าเขาทราบ ถ้าเขาได้ยิน  ถ้าเขาเห็น ถ้าเขารู้สึกว่าว่านมา เขาต้องดีใจแน่ๆ เลย”

“สำหรับผม … นี่คือความรักธรรมดาที่ยิ่งใหญ่มากๆ”

‘ฌาธนกฤต’ หนังสือแห่งวันฌาปนกิจของ ‘ว่าน ธนกฤต’

“ตลอดเวลาที่ผ่านมามีคำถามมาที่ผมตลอดว่า ‘พี่ไม่เขียนหนังสือเหรอ’…”

“ตอนนี้เขียนแล้วครับ”

ฌาธนกฤต

“ผมอ่านหนังสือไม่เยอะครับ ไม่ได้อ่าน Pocket Book หรือนวนิยาย การอ่านหนังสือเล่มหนาๆ จะไม่เป็นมิตรกับผมเลย อย่างช่วงม.ปลาย เพื่อนๆ ที่เขาอ่านหนังสือเก่งๆ เขาจะเริ่มถือ Harry Potter หรือ Lord of The Ring เล่มหนาๆ ผมก็ลองอ่านแล้ว มันไม่ได้ ตั้งแต่แฮกริดมาบ้าน แล้วจะมาชวนไปอยู่โรงเรียน ผมนึกไม่ออก ผมไม่สามารถจินตนาการออกมาได้เลยว่า ‘มันคืออะไร ?’ 

จนเริ่มเข้ามาทำงานได้สักแป๊บหนึ่งก็จะมีช่วงหนึ่งในชีวิต สักประมาณ 16 – 17 ปีก่อนที่ Pocket Book ของนักร้อง นักแสดงฮิตมาก เราอาจจะต้องเขียนเองบ้าง เราอาจจะมี Ghost Writer บ้าง ผมต้องมานั่งเล่าเรื่องยาวๆ ให้เขาเอาไปพัฒนาต่อ ผมก็ยังทำไม่ได้เลย ก็เลยไม่ได้ทำครับ จนมาทำสำเร็จ คือ ปีนี้ ใช้เวลาเก็บเกี่ยวมาเกือบ 20 ปี ได้เป็นหนังสือ 1 เล่มออกมา 

‘ฌาธนกฤต’ คือ  หนังสือแห่งวันฌาปนกิจของ ‘ว่าน ธนกฤต’ เราลากเส้นเรื่องตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย คราวนี้จะยากหน่อย เพราะว่าเราต้องเลือก เหมือน 20 วันสำคัญของชีวิต 20 เหตุการณ์สำคัญเข้ามาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เหมือนเราเปิดกล่องความทรงจำใบหนึ่ง กล่องเก็บของที่บ้าน ในกล่องนี้จะทำให้เรานึกถึงเรื่องต่างๆ ได้เต็มเลย เช่น ผ้าห่มไหมพรมที่แม่ถักให้เป็นผืนแรก สมุดที่เขาบันทึกตอนตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือน 5 จนถึงเดือน 9 ก่อนคลอด จริงๆ แล้วพวกนี้เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการที่เราจะย่อยมาลงไปในวันสำคัญของเรา แต่ละวันมันมีความหมายหมดเลยกว่าจะถึงวันที่เราตายจริงๆ เราคงจะมีวันสำคัญอีกนะที่เราไม่ได้บันทึกเอาไว้ในในหนังสือเล่มนี้”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“ผมว่ามันเรียบง่ายดีครับ เพราะว่าต่างคน ต่างมีวันที่ดีของตัวเอง แล้วต่างคนต่างก็มีวันที่ร้ายๆ ของตัวเอง ผลสรุปปลายทางเราอยากทิ้งอะไรไว้ให้คนจำ เราอยากตายแล้วไปอยู่ในความคิดถึงของเขาแบบไหน เราสั่งเสียไว้ตอนนี้ เอาเป็นว่ารู้จักกันมาขนาดนี้ แล้วจำ Moment ที่ดีของเราไปด้วยกัน วันของเพื่อนก็มี วันของแฟนก็มีใช่ไหมครับ ก็ดีแล้ว ปลายทางก็แยกย้าย บ๊ายบายเจอกันใหม่เมื่อมีโอกาส”

นอกจาก ‘ฌาธนกฤต’ ที่เป็นหนังสือแล้ว ซิงเกิ้ลล่าสุดของว่านก็ชื่อว่า ‘ฌาธนกฤต’ เหมือนกัน ว่านก็เลยเล่าให้เราฟังต่อถึงที่มาและการเดินทางของเพลงนี้ ว่านบอกกับเราว่า เพลงนี้เป็นเพลงงานศพ เป็นอัปมงคลที่มีเสน่ห์ …

วันที่เต็มไปด้วยดอกไม้ มิตรภาพและไมตรี
ฉันจะลอยไปสุดขอบฟ้า และเราจะลากันตรงนี้

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“ฌาธนกฤต เป็นซิงเกิ้ลที่ 5 ใน 𝙇𝙤𝙣𝙜 𝙏𝙞𝙢𝙚 𝙉𝙤 𝙎𝙤𝙣𝙜 เป็นเพลงที่เกิดก่อนการเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จด้วยซ้ำ”

“เพลงงานศพนั่นแหละครับ ‘เออ !!! พอเขียนเสร็จปุ๊บ ดูเป็นอัปมงคลที่มีเสน่ห์เหมือนกันนะเนี่ย’ คือยังไงทุกคนก็ต้องตายอยู่ดี แต่ว่าบางคนก็จะมีมุมมองต่างกันว่า ‘แล้วไปเขียนแบบนี้ทิ้งไว้ มันแช่งชักหักกระดูกตัวเองหรือเปล่า หรือว่าเพลงมันจะยังไง มันจะฮิตเหรอ’ 

ตอนเขียนไม่ได้คิดว่ามันจะฮิตอะไรเลย แต่ตั้งใจเพื่อเอาไว้ใช้ในงานวันจริง ยังไงผมก็ตายชัวร์แต่ว่าวันไหนไม่รู้ เลยคิดว่าเอาอย่างนี้แหละ แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มไปเจอเพื่อนบ่อยที่สุด คือ ที่งานศพ ถ้าเป็น 5 ปีก่อนอาจจะเป็นงานแต่งงาน แต่ตอนนี้เป็นงานศพแล้ว ไม่น่าเชื่อว่างานศพจะเป็นศูนย์รวม เพื่อนที่บางคนยุ่งสุดๆ เลย แล้วชวนกัน นัดกันมาตั้งนานไม่เคยว่าง แต่พอไอ้นั่นตายปุ๊บ มึงสะดวกทันที 

เอาล่ะ !!! เจอประเด็นแล้ว ‘งานศพไม่ใช่เรื่องเศร้าเลย’ เป็นศูนย์รวมมิตรภาพน้ำใจไมตรี และความคิดถึงกันมากกว่า มารวมๆ กัน มาเยอะกว่านี้เราก็ไม่ได้ฟื้น แต่ว่าเรารู้นะว่า ‘โอ้โห !!! จริงๆ แล้วเราไม่ได้ไปอย่างโดดเดี่ยว มีคนที่เป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องเราที่เขาสะดวกให้เราทันที รู้สึกดีครับ’

ครอบครัว กาลเวลา ผู้คน การสูญเสีย และ ชีวิตที่เติบโต

“คนที่โคจรรอบผม กำลังใจที่สำคัญที่สุดเบอร์ 1 ผมเพิ่งส่งขึ้นรถตู้กลับบ้านไปแล้ว ผมพาแม่ไปหมักผมมา แล้วแวะทานข้าวจานหนึ่ง แล้วผมก็มที่นี่ แล้วก็มาเจอกำลังใจที่เดินสะเปะสะปะอยู่ที่นี่ เดี๋ยวตอนเย็นก็ไปทำงานอีก เลยสดชื่นดีครับแต่ละวัน หรือวันไหนก็ตามที่อยู่คนเดียว มันก็โอเค

ผมมีความมั่นใจเล็กๆ ว่าสิ่งที่ทำให้ผมมาถึง 39 ขวบแล้วเป็นคนแบบนี้ คือผู้คนรอบข้างทั้งหมดเลย ตั้งแต่ในบ้านยันนอกบ้าน โชคดีที่ในชีวิตของผมเจอคนไม่ดีน้อยมาก คือ เพื่อนหรือใครก็ตามที่มา น้องๆ ที่ทำงาน นี่คือโชคดีของผมที่แต่ละคนเป็นคนน่ารัก เป็นคนดี ดีที่ว่า คือ ไม่ได้แย่จนเรารับไม่ไหว ไม่ได้คิดว่าจะมาลักเล็กขโมยน้อยกัน หรือเตะหมาพิการให้เราเห็น ไม่ใช่อย่างนั้น”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“แต่เป็นคนแบบ ‘เฮ้ย !!! ดี ไอ้นี่ดีเรื่องนี้ ไอ้นี่ดีเรื่องนั้น พ่อเอย แม่เอย’ คือเพื่อนอะไรอย่างนี้ ดีจนพอหมุนๆ เจียระไนเราไปเรื่อยๆ เราเลยกลายเป็นคนที่ยืนตรงนี้ เพื่อมอบความรู้สึกดีๆ นั้นกลับไปให้พวกเขาด้วย 

เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่งไปเป็นพระมาแป๊บหนึ่งครับ ยิ่งบอกว่า ‘โอเค พอเข้าใจแล้วว่าทุกอย่างมันจะต้องหายไปแหละ’ แต่เมื่อไหร่ว่าไงก็ว่ากัน แล้วเราปรับหัวใจที่จะรับเรื่องนั้นทันหรือเปล่า ถ้าไม่ทันแล้วเราจะเจ็บปวดกับมันนานไหม มันก็จะหายไปทั้งของที่เรารัก และความเสียใจนั้นก็จะหายไปทีหลัง 

จุดหักเห จุดเปลี่ยนของความรู้สึกขอบผม คือวันที่คุณยายเสีย ตอนนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าท่านป่วย คุณหมอก็บอกแล้วว่า ‘โอเค ไทม์ไลน์จะประมาณนี้นะ มีเวลาประมาณหลักเดือนนะ’ สรุปว่าทะลุ Dead Line ที่หมอบอกแล้วนี่หว่า ก็ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น เราก็อยู่กันแบบมีความสุขกันต่อไปเรื่อยๆ ไปวันไหนก็ว่ากัน ไปเถอะ ไม่ต้องฝืน แต่โค้งสุดท้ายจริงๆ สัปดาห์สุดท้ายไปแน่ ผมก็เอาไงดีวะ ต้องเตรียมความเสียใจหรือต้องเจออะไรมาปะทะหรือเปล่า

พอมันเกิดขึ้น เป็นการสัมผัสเป็นครั้งสุดท้าย มันตอบคำถามผมเลยว่า ‘อ้อ !!! นี่คือ Perfect Goodbye’ มันไม่มีอะไรที่ติดค้างระหว่างกันและกันแล้ว ไม่อยู่แล้วนะ เขาไม่อยู่แล้วนะ แต่เขารู้ว่าเราอยู่ต่อได้อย่างดีแน่ แล้วเรารู้สึกว่าเขาไม่ต้องอยู่แล้ว เพราะเขาอยู่ต่อเขาลำบากแน่ ตอนนั้นไม่มีน้ำตาเกิดขึ้น เลยรู้สึกว่า ถ้าเราผ่านเรื่องที่คิดว่าน่าจะยากมากๆ ไปได้แล้ว ความสูญเสียอื่นๆ ก็คงประมาณนี้”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“มนุษย์เราต้องเตรียมในการรับความสูญเสียเหมือนกัน แล้วก็จริงๆ คนเราปรับสภาพได้ดีนะครับ แค่รู้สึกว่าอันนี้ไม่ต้องไปคิดแล้ว เราก็สามารถไปต่อได้จริงๆ”

‘พี่ฉอด พี่เต้ง วงนูโว’ เรื่องราวของเขากับชีวิตของว่าน

“ผมเคยเจอผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน แล้วผมรู้สึกว่าชอบวิธีการทำงานของของพวกเขาจังเลย บุคคลที่ผมชอบทั้งหลายส่วนมากจะคิดเรื่องตัวเองน้อยกว่าเรื่องคนที่เขารัก เขาอาจจะทำงานนี้เพื่อได้เงินจำนวนนี้มาเพื่อดูแลคนที่บ้านของเขา นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือเขาทำงานเพื่องาน เพราะว่าเขารักในงานที่เขาทำอยู่ ผมรู้สึกว่า สองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะว่าคนที่บ้างานจนได้ชิ้นงานที่ดีมากๆ ผมก็ศรัทธาเขามากเลยนี่คือ ‘ของแท้’ เขาถึงยืนระยะการทำงานในอาชีพของเขามาได้ 20-30 ปี เพราะเขายังรู้สึกว่า เขาตื่นมา เขาอยากไปทำงานแบบนี้ เขาอยากมาประชุม มาทะเลาะกับลูกน้องเพื่อให้มันได้สิ่งที่ดีที่สุด อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี 

กับอีกคนหนึ่งอาจจะเป็นคนเดียวกันก็ได้ ที่สุดท้ายวันว่างเขาไม่อยากทำอะไรเลย เขาจะไม่แตะงานอีกเลย แล้วเขาจะพาแม่ไปซื้อต้นไม้ ไปหมักปุ๋ย อย่างเช่น Superboss ของผมที่ผ่านมาในชีวิต อย่างเช่น พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ก็เป็นคนแบบนี้ อายุเท่าคุณพ่อผมนะ ตอนนี้ 60 กว่าขวบ ผมไม่เห็นจะเหนื่อยน้อยลงเลย แต่ว่าผมว่าถ้าให้พี่ฉอดหยุดทำงาน พี่ฉอดจะไม่มีความสุข ห้ามว่าง ว่างเยอะไปไม่ดี”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“อีกคนคนที่ยุ่งมากๆ ให้ผมเห็นตลอด แต่ว่าเป็น Superboss แล้วมีความชิลเยอะมาก คือ พี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) เป็นหัวหน้าผมที่ SpicyDisc วันทำงานคือยุ่งแบบสุดๆ ไปเลย แต่ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ หรือว่าทรัพยากรที่ผมเคยไปร้องเพลงที่บ้านพี่เต้ง บ้านหลังแค่กระติ๊ดเดียว แล้วก็ห้องนอนเดียว มีโต๊ะประชุมหนึ่ง นี่ไงเขาก็ต้องการแค่นี้ ในวันที่ไม่อยากรับเรื่องอะไรแล้ว เขาขออยู่ใน Space ที่เขาสบายใจ ผมเลยรู้สึกว่าศรัทธากับผู้คนเหล่านี้มาก”

“แล้วว่านมีไอดอลมั้ย เอาที่ว่า โห!!! อย่างเจ๋งเลย โตมาแล้วอยากเป็นอย่างนี้เลย” คำถามของเรา

“ที่ผมชอบมากๆ คือ นูโว รู้สึกว่าพี่ก้องเท่จริงๆ พี่โจก็เท่อีกแบบหนึ่ง แล้วยิ่งมาคู่ ‘โอ้โห !!! จะอะไรขนาดนั้น’ เปลี่ยนกี่อัลบั้ม เปลี่ยนผมกี่ทรง ทรงนี้ผมทำไม่รอดชัวร์ ‘เฮ้ย !!! พี่โจ รอดเว้ย พี่ก้องรอดเว้ย’ หรือพี่จอนมาหยิก ‘หยิกก็รอดเว้ย เท่ด้วย’ เลยรู้สึกว่าเท่มาก นูโวนี่คือเท่มาก เนื้อหาเพลงพูดเรื่องอะไรก็ได้ ถังขยะ คางคก ซื้อกางเกงยังต้องลอง เนื้อหาอะไรใหม่ แล้วใครร้องนะ ‘ผมร้องไม่รอดแน่’ ‘แต่พอเป็นโจ ก้อง จอน เอาอยู่เว้ย’ เลยรู้สึกว่าพี่เขาเท่ครับ ถ้าโตมาอยากเป็นแบบพี่ๆ เขา แล้วโตมาได้เจอๆ ได้ทำงานด้วยกันครับ พี่ก้องก็น่ารัก อยากรู้มาก มีวิธีการไหนนะที่อ่อนเยาว์ได้ตลอดเวลา”

“มิตรภาพ” พลังงานโหมดหนึ่งที่ไม่มีรูปร่าง ก็แค่เอาใจมาวาง

ธรรมชาติจะคัดกรองเองว่า 
ใครจะอยู่ได้ ใครอยู่ไม่ได้
ใครจะเป็นเพื่อนในระยะยาว

“ตอนวัยรุ่นไม่เข้าใจครับ รู้สึกว่า ‘Soloist คือการทำงานคนเดียว’  เป็นศิลปินเดี่ยวสบายกว่า ไม่ต้องมีวงสบายกว่า เพราะว่าเราเห็นหลายๆ วง ระหว่างทางหรือว่าปลายทางเขางอนกัน อยู่คนเดียวดีกว่า ผมคิดอย่างนั้น เลยทำห้องอัดขึ้นมาอัดเอง กดอัดแล้ววิ่งเข้าไปอัดๆๆ” 

‘เฮ้ย !!! ทำได้นี่หว่า ชอบมาก ตอนหนุ่มๆ’ 

“พอสัก 30 รู้สึกว่าเหงาเหมือนกันนะ (หัวเราะ) ‘เออ !!! หรือว่าจริงๆ แล้วเสน่ห์ของการทำงานที่แท้จริง คือ การร่วมงาน’ เลยทดลองปิดห้องอัดไม่ใช้ของตัวเอง ไปใช้ของเพื่อนข้างนอก ของใครก็ไม่รู้ เช่าเขาแล้วชวนคนมาอัด ปรากฏว่าสนุกกว่าครับ ข้อดีที่เราเปิดใจแบบนี้ ทำให้ได้เจอผู้คนบ่อยขึ้นมาก แล้วธรรมชาติจะคัดกรองเองว่า ใครจะอยู่ได้ ใครอยู่ไม่ได้ ใครจะเป็นเพื่อนในระยะยาว

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

“ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ยกให้เเละศรัทธาเขาในเรื่องนี้ คือ โอ๊ต ปราโมทย์  โอ๊ตเหมือนกาวใจมิตรภาพของเพื่อนๆ อย่างผมเองไม่ได้ชอบออกไปทำกิจกรรมอะไรเยอะ พี่ป๊อบเองมีกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ได้ชอบตรงกับเรา ต่างคนก็ต่างชอบคนละแบบ โอ๊ตบอกว่า ‘โอเคเพื่อน’ เพื่อนพวกเราตอนนี้ กลุ่มก้อนของเราน่ารักดี เราจับกันไว้ให้มั่น แล้วเมื่อพวกเราคบกันโดยที่ไม่ได้คิดว่าใครจะมาเอาเปรียบใคร มีมูลค่าของมัน มีความอบอุ่นในนั้นอยู่ เวลาเขาคิดถึงพี่ป๊อบ เขาก็นึกถึงโอ๊ตด้วย เขาก็นึกถึงผมด้วย ก็พากันไปข้างหน้าทั้งหมดเลยก็ดี ไปด้วยกัน 

โอ๊ตเคยบอกผมไว้ เรื่องนี้สัก 8 ปีที่แล้วมั้งครับ จนถึงวันนี้ก็ยังมีผลบังคันใช้อยู่ เรายังทำงานกันแบบนี้ แล้วผมว่า ‘มันน่ารักมากเลย’ เวลาใครมีปัญหา ใครมีอะไรที่รู้สึกว่าจะไม่สบายใจ เพื่อนเหล่านี้จะเข้ามาชาร์จทันที ไม่ทันได้ล้ม แค่เซๆ ก็เข้ามาประคองแล้ว ‘โอ้โห !!! มันเจ๋งมาก’ 

แล้วอีกสเต็ปหนึ่งก็จะเริ่มเป็นน้องๆ น่ารักกันหมดเลย มีบางคนที่อยากโตเร็ว เขาจะชอบคุยกับผู้ใหญ่ อย่างนนน (กรภัทร์ เกิดพันธุ์) เขาจะชอบคุยกับคนโตกว่า เรามีอะไรที่พอจะแบ่งปันประสบการณ์ความรู้อะไรก็ว่ากันไป ทุกอย่างโอเคลงตัวหมด เข้ามาในโหมด ทั้งเพื่อนกับก้อนนี้ พี่ชายของก้อนนี้ เป็นแบบนี้ไปแล้วครับ ซึ่งผมว่า ‘ก็ดีนะ’ 

บุคคลเหล่านี้ที่ผมทั้งเอ่ยชื่อ และไม่ได้เอ่ยชื่อ ที่อยู่ในจักรวาลมิตรภาพของผม เอาจริงๆ ผมไม่มีเวลาท้อ ไม่มีเวลาเสียใจด้วยซ้ำ เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำอย่างอื่นต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาทำให้ผมรู้สึกว่า อย่างน้อยโลกไม่ได้มีเราที่หมุนไปกับโลกคนเดียว พวกเรายังอยู่ด้วยกัน”

ความรัก…บางครั้งถ้ามองด้วยตาบางทีก็ไม่เห็น

“แปรเปลี่ยนตามฮอร์โมน ตามวัย” ประโยคแรกของคำตอบเมื่อเราถามเรื่องความรักของว่าน

“ผมว่าความรักกับช่วงวัยเป็นเรื่องที่แปรผันตามกัน ยิ่งโตจะยิ่งไม่ค่อยอะไรกับมันมาก อะไรที่ว่าคือไม่ค่อยไปจุกจิก มีก็เยี่ยม ไม่มีก็เยี่ยม เพราะแต่ละคนไม่ได้ชอบเหมือนกัน บางคนเขาครองตนเป็นโสดแล้วรู้สึกว่าเขามีความสุข ความโสด คือ พรจากฟ้าที่พระเจ้าประทานให้เขา เวลาคุณไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนเยอะๆ อาจจะโดนบอกว่า ‘เฮ้  !!! ไม่มีแฟนหรอ’ สักพัก ‘โอเค ไม่มีๆ’ แต่คนที่มีบางทีมาทะเลาะกัน บ่นกัน เอาเรื่องนี้มาขุด ‘ไอ้นี่ ลอยตัวเหนือปัญหาคนเดียว’ อันนี้อาจจะเป็นเป็นสกิลส่วนบุคคลที่เขาอยู่คนเดียวได้ดี เขาไม่ต้องมีก็ได้

ผมรู้สึกว่า ‘ความรัก มันยอดเยี่ยมเสมอนะครับ’ ผมไม่แน่ใจว่ามันต้องเกิดถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน อะไรหรือเปล่า เพราะบางคนดูเป็นไปไม่ได้แต่ถ้าเข้ากันได้ แล้วยินยอมบอกข้อเสียซึ่งกันและกัน พอไปได้ เขาก็ไปต่อด้วยกันได้ มีบุตรอะไรก็ว่าไป”

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

เงียบ…เงียบ ช้า…ช้า อยู่กับตัวเอง แล้วหย่อนใจ

“ถ้าผมเครียด ผมจะไม่ไปที่ที่เสียงดังๆ ส่วนมากจะเลือกที่จะนั่งอยู่แถวๆ นี้ (สตูฯ ของว่าน) น้องๆ อาจจะกลับก่อนอะไรก็ว่าไป ผมจะนั่งอยู่สักแป๊บหนึ่ง พอโอเค พอหย่อนใจขึ้น ก็ค่อยๆ แยกย้าย”

“ตอนอายุ 20 ขวบ ผมแทบไม่มีความเครียดเลยนะ เพราะว่าเป็นวัยสนุก ผมเดาว่าเป็นวัยที่เขาเรียกว่า ‘ชายฉกรรจ์‘ ที่มีแต่พละกำลัง ในสมองมีสมรภูมิไอเดียวิ่งพล่าน ทำอะไรก็ไม่เหนื่อย นอนดึกดื่นตื่นเช้าก็ยังได้ อยู่กับเพื่อน Hangout กันจนตี 5 – 8 โมง ไปทำงานยังไหว หรือว่าไปเรียนก็ยังไหว ก็เลยไม่มีภาวะความเครียด 

ในวัย 20 ขวบ บางคนจะเครียดเรื่องการเรียน เรื่องจบไปแล้ว ‘มึงจะทำงานอะไรวะ ?’ ทำนองนี้ ส่วนตัวผมเองในช่วงเวลานั้นรู้สึกว่าดีเลย ได้เรียนคณะดนตรีที่จันทรเกษม ได้ทำนั่นทำนี่กับเพื่อนในคณะ ดัชนีความสุขในเวลานั้นค่อนข้างสูงมาก

ตอนนี้เป็นช่วงวัยกลางคน เวลาที่เราทำอะไรทันที จะทำให้ความรู้สึกหรือความเครียดของเราปรับตัวไม่ทัน แล้วดัชนีความเครียดจะพุ่งสูงขึ้น แต่สมัยนี้มีนาฬิกาจับ Heartrate ได้ เราจะพอสังเกตุได้ว่า เมื่อเราต้องทำอะไรปุบปับจะทำให้เราชีวิตเร่ง แต่ถ้าเราเคลื่อนไหวตามตัวเราเองที่ต้องการ เราจะควบคุมความภาวะความเครียดได้ จะเป็นที่เงียบก็ได้ จะเป็นที่ดังนิดหน่อย ได้อยู่กับตัวเองบ้าง ผมว่าโอเค”

เปลี่ยนวันที่แสนจะน่าเบื่อ ให้มีความหมาย

“ผมพยายามจัดสรรเวลาว่างให้ตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่ากิจกรรมผมน้อย ผมไม่ได้ชอบทำกิจกรรมเยอะๆ ส่วนมากถ้าว่าง บ้านจะเป็นเบสแคมป์ที่สำคัญ จะพยายามไม่ออกไปไหนให้ได้เยอะที่สุด เพราะว่าวันที่ต้องทำงาน เราออกจากบ้านเยอะอยู่แล้ว หรือถ้าช่วงหลังปีนี้ ก็จะมีกิจกรรมเพิ่มที่เหมือนโรคและสังขารคอยบอกว่า ‘ทำเถอะพี่ ทำเถอะเพื่อน’ คือ การต้องไปออกกำลังกายบ้างนะ เพราะว่าปีที่แล้วการออกกำลังกายเท่ากับ 0 วัน เลยทำให้เห็นชัดว่า ‘เอ้ย !!! ไม่ได้นะ สุขภาพของผู้ชายวัย 39 จะไปวัย 40 ถ้าไม่ออกกำลังกายเลย เละแน่’ เลยมีกิจกรรมเพิ่ม ตอนนี้จะเป็นพวกออกกำลังกายนิดหน่อย 

ผมชอบถ่ายรูป ชอบอุปกรณ์ Gadget ตั้งแต่เด็ก ไมค์ Wireless ซื้อมาลอง ซื้อมาเทียบกัน ถ่ายสัก 20 นาทีชอบค้าง ไม่สบายใจไปเอาอีกอันหนึ่งมา ไปลองให้รู้ ไม่ดีก็ขายออกไป หมุนเวียนไป คือผมทำอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ซื้อมาลองให้รู้ ซาวการ์ดหรือว่าไมค์เอาไว้อัดเสียง อัดเดโม อัดจริง ไว้สตรีมเกม มันก็คนละอันกัน ไม่มีอะไรที่จบในอันเดียวอยู่แล้ว

ถ้าตอนสมัยอ่อนเยาว์กว่านี้ สัก 20 กว่าขวบ ไปต่างประเทศครั้งหนึ่งจะต้องมีกระเป๋ากล้อง 1 บอดี้ 3 เลนส์ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทำยังไงดี ให้อุปกรณ์น้อยที่สุดใน 1 ทริป สัก 1 บอดี้ 2 เลนส์แล้วกัน ยังปวดหลังเลย 1 บอดี้ 1 เลนส์แล้วกัน ‘เอ้า !!! กลั้นใจวะ’ เลือกเลนส์ที่ดีที่สุด ที่เรารู้สึกว่า ทริปเราอยากถ่ายรูปทรงนี้ ก็เอาไปอันเดียว 1 กล้อง 1 เลนส์ เริ่มลงตัวขึ้น เพราะว่าพอเรามีให้ลองเยอะๆ เราจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ในภาวะสถานการณ์ไหนเอาตัวนี้ไป ‘รอดชัวร์’ ของจะน้อยลงแล้วถ้าบางวันมีกล้องตัวเล็กมากๆ ที่เป็น Compact ก็จะติดในกระเป๋าเลย ติดเผื่อๆ ไว้ 

การทำงานของผม ของช่องผมเป็นพาร์ทต่างจังหวัดเยอะ เพราะผมไม่ชอบอยู่กรุงเทพฯ ชอบออกไป ถ้าเป็นไปได้ขอออกกองต่างจังหวัด เหนื่อยหน่อยแต่ว่ารู้สึกดีกว่า ไปเจอชาวบ้าน ไปเจอกิ่งอำเภอที่เราไม่เคยไปแน่ๆ อย่างนี้ครับ จะดีมาก”

แล้วถ้าว่างสัก 1 อาทิตย์ อยากทำอะไร อยากไปไหน?
“อุ๊ย !!! เลือกได้ยากเลยครับ ถ้าเอา ณ ตอนนี้ ก็จิ้มๆ หาจิ้มๆ วันอยู่ จริงๆ ขาดทะเลมานานละ ทะเลไหนก็ได้ แล้วผมรู้สึกว่าเวลาไปเที่ยว น้องๆ บางทีเคยไปด้วยกัน ‘ไอ้ก้อนกิจกรรมเนี่ยไปกันเลย’ ผมอยู่กับที่ได้เลย อยู่ 7 วัน 5 วัน อยู่กับที่หายใจทิ้งๆ นอนดูอะไรแบบนั้น ชอบนอนโง่ๆ อาจจะบนเตียงบ้าง เก้าอี้ริมทะเลบ้าง นั่งจุ๊ยๆ ซื้อเครื่องดื่มที่ถูกใจ แค่ไปเปลี่ยนที่ให้สมองยืดตัวออกหน่อย ผมโอเคแล้วนะ”

ความสุขของว่านในวันนี้

“เวลาที่ผมไปสัมภาษณ์รายการประชาชื่น ที่เป็นเรื่องของโหมดความสุขของแต่ละบุคคล ยิ่งคนที่เขาสำเร็จ ยิ่งเขาคนที่เขาเก่ง คนที่เขาโต คำตอบอันนี้มันจะแห้งและบางมากเลย “ความสุข คือ ขับถ่ายตรงเวลา” 

“ความสุขมันก็คือเรื่องปกติ ขอให้พรุ่งนี้เป็นคล้ายๆ วันนี้ แต่ว่าวันนี้ความสุขของผม คือ การที่เราได้เจอกัน แล้วผมจะตั้งใจทำบทสัมภาษณ์พี่ให้ดีที่สุด ผมจะได้เป็นความสุขของพี่ด้วย แล้วพี่ก็จะได้เป็นความสุขของผมด้วย อย่างนี้ผมว่าเวิร์ค

ผมเดาว่าทุก 10 ปี คนเราจะเปลี่ยนชุดความคิด Generation ของชีวิตตัวเอง ปัญหาก็เปลี่ยนไป สิ่งที่ต้องเจอ คนที่เหลืออยู่ในชีวิตก็เปลี่ยนไป เลยคิดว่าทุก 10 ปีเป็นช่วงที่ดีในการแวะไปทบทวนอะไรกับตัวเอง ทุก 10 ปีผมจะแวะไปบวช ถ้าเกิดขึ้นอีกรอบหนึ่ง ผมอาจจะอยู่นานหน่อย เพราะก็เดือนเดียวๆ มาตลอด

โชคดีที่ปีนี้ 39 ขวบ มีน้องๆ Gen ถัดมาเข้ามาวนเวียนในชีวิต ผมว่าหลังจากนี้ไปถึงอีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะกลายเป็นเรื่องผลงานของตัวเองก็ทำต่อไป ทำไปเรื่อยๆ เอาที่ไหว แล้วก็อธิบาย ส่งต่อองค์ความรู้ ถ่ายทอดหาศิษย์เอก ศิษย์โทเอาไว้สักคนสองคนเพื่อให้ไปต่อได้ แล้วเราก็ทำเหมือนที่เราอยากทำ ให้ไม่รบกวนลักษณะทางกายภาพ และจิตใจเราเกินไป

อีกความสุขของผมคือที่นี่ครับ Soloist สตูแห่งนี้ กับสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ ก่อนที่จะมีช่อง Soloist Channel ผมไม่เคยต้องมีพนักงาน ไม่ต้องมีทำงาน ก็ยังเป็นหมาป่าเดียวดายอยู่ ลอยชายไปได้ อยากทำวันไหนก็ทำ พอเริ่ม 30 ขวบ เริ่มทำช่อง 35 ขวบ เริ่มต้องมีสถานที่ เริ่มต้องมีอุปกรณ์ ต้องมีทีมงาน เริ่มต้องมีน้องๆ ฝึกงาน แบบฝึกงานคืออะไร ? ไม่เข้าใจว่าไม่เคยอย่างนี้ ก็แปรผันตามความรับผิดชอบที่ต้องเจอในช่วงวัย ขอฝากช่อง Soloist Channel ด้วยนะครับ วันนี้ดีใจที่เปิดออฟฟิศต้อนรับพี่ๆ ทุกคนนะครับ

Soloist Channel

คำถามสุดท้าย เราถามว่านว่าทุกวันนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จรึยัง ว่านทำท่านึกไม่ถึง 3 วินาที แล้วตอบเรามาด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มบางๆ 

“ผมไม่เคยตอบเรื่องนี้เลย ผมเลยจะใช้คำตอบเมื่อข้อต้นๆ ก็ได้ว่า ‘ความสำเร็จจะถูกตอบด้วยคนอื่น’ ที่ตอบให้เรา เมื่อเราปักหมุดว่าเราสำเร็จเมื่อไหร่ ผมเดาว่าน่าหวาดเสียวจะทำให้เราไม่ต้องไปทำนั่นอีกสักพักก็ได้นี่หว่า หรือการหยุดพัฒนาในบางแง่มุมอะไรแบบนี้ ให้คนอื่นเป็นคนตอบให้เราดีกว่า”

เราจบการพูดคุยด้วยคำขอบคุณ รอยยิ้ม และกอดหลวมๆ ที่ทรงพลัง

ว่าน ธนกฤต, ธนกฤต พานิชวิทย์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน