ข้าราชการครูไทย

การได้อยู่ในห้องเรียนอาจเป็นความสุขของใครหลายคน จนทำให้เขาเหล่านั้นตัดสินใจเข้ามาทำอาชีพ ‘คุณครู’ แต่พอทำไปได้สักพัก ‘ระบบ’ ก็อาจจะเป็นจุดตัดสินใจที่ทำให้ใครหลายคนเลือกที่จะเดินออกจากเส้นทางอาชีพนี้ไป แต่ที่น่าเศร้าไปมากกว่านั้น ระบบอาจเข้าไปทำร้ายหรือกดดันครูคนหนึ่งจนเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองเพราะทนแรงกดดันต่อไปไม่ไหว เฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘ครูมัท’

ครูมัท วัย 39 ปี เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ เธอทำหน้าที่สอนหนังสือควบคู่ไปกับการทำงานการเงินของโรงเรียน ในจดหมายที่สั่งเสียก่อนจบชีวิตตัวเองได้พรั่งพรูความรู้สึกต่อการทำงานที่ไม่เป็นระบบภายในโรงเรียนเกี่ยวกับการเงินและบัญชี มันสร้างความเครียดให้กับเธอมหาศาล “ข้าพเจ้าไม่สามารถทำงานนี้ต่อไปอีกได้แล้ว ถ้าอยู่ต่อไปคงพิการ หรือเส้นเลือดในสมองแตกตาย” บางส่วนในจดหมายของครูมัทระบุ พร้อมกับทิ้งท้ายให้กระทรวงศึกษาธิการช่วยเห็นใจครูการเงินและพัสดุที่ต้องทำงานหนักจนเสี่ยงต่อชีวิต

ทั้งนี้ ผลสำรวจจาก ‘เครือข่ายครูขอสอน’ ระบุว่า ครูไทยกว่า 95% ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และประมาณ 58% ต้องทำงานอื่นนอกเหนือจากงานสอนราว 6 ชั่วโมงต่อวัน งานอื่น ๆ ที่ว่า อาทิ งานเอกสาร, งานธุรการ, งานเวรครู, งานประเมินคุณภาพการศึกษา หรืองานการเงินพัสดุ เป็นต้น ขณะเดียวกันผลสำรวจจาก ‘สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน’ (สสค.) ระบุว่า ใน 1 สัปดาห์ ครูต้องใช้เวลากับการจัดการภาระงานอื่น ๆ ถึง 13 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือคำนวนเป็น 32.5% ต่อปีการศึกษา จากตัวเลขคร่าว ๆ หลายคนที่ไม่ใช่คุณครูน่าจะพอเห็นแล้วว่า ภาระงานอื่นค่อนข้างเข้ามากัดกินเวลาในการสอนรวมถึงเวลาที่ครูควรจะใช้สำหรับการพักผ่อน

มุมมองส่วนตัวของผู้เขียนมองว่า ภาระงานที่หนักของครูคงคล้ายกับการที่พนักงานประจำทำงานควบ 2 ตำแหน่ง แต่ต่างกันที่งานของครูไม่ได้สร้างรายได้เพิ่ม และเงินเดือนของครูก็ไม่ได้สูงมาก ในปี 2568 อัตราเงินเดือนครูผู้ช่วยจะเริ่มต้น 18,220 บาท ไปจนถึงประมาณ 25,000 บาท (โรงเรียนรัฐบาล) แน่นอนว่าเงินเดือนที่ไม่ได้มากพอบวกเข้ากับภาระงานที่ล้นจนเกินตัว อาจทำให้ครูไทยเดินเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ภาวะเบิร์นเอาท์’ (Burnout Syndrome) ได้อย่างไม่ยากเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้ Kahoot แพลตฟอร์มการเรียนรู้ได้ให้ข้อมูลกับทาง Brand Inside เอาไว้ว่า การศึกษาทั่วโลกกำลังอยู่ในสภาวะกดดันอย่างหนัก งานวิจัยตั้งแต่ปี 2015-2022 ระบุว่า คุณครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีอัตราการลาออกเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า นอกจากนี้อีก 9% ของครูทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะลาออกตั้งแต่ 5 ปีแรกของการทำงาน จริงอยู่ที่ไม่ว่าจะทำงานอะไรเราก็สามารถประสบกับภาวะเบิร์นเอาท์ได้ แต่อาชีพครูมีรายละเอียดอยู่พอสมควร นั่นเพราะครูเป็นอาชีพที่ต้องรับแรงกดดันจากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นจากผู้บริหาร, คนกำหนดนโยบาย หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อนักเรียนไม่สามารถบรรลุผลตามเกณฑ์ที่ตั้งกันเอาไว้

และในบางครั้งครูอาจต้องเผชิญกับวิธีการสอนและหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ส่งผลให้การกำหนดมาตรฐาน วิธีการประเมินผล หรือเทคนิคการสอนอาจจะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และในบางครั้งมันก็มาพร้อมกับความเครียด โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ นอกจากนี้พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้ถูกให้คุณค่า แม้ว่าครูจะเป็นอาชีพที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ แต่พอเข้าสู่ระบบ ครูหลายคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็ก ไม่ถูกมองเห็น เสียงของพวกเขาเบา และไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ไอ้ความรู้สึกพวกนี้อาจจะกัดกร่อนใจคน ดังที่หลายคนน่าจะเคยเห็นหรือเคยได้ยินคำว่า “ระบบอาจะทำให้ไฟในตัวของใครสักคนมอดไหม้ลงได้อย่างง่ายดาย” และอื่น ๆ อาจจะเป็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ หรือเป็นเรื่องที่กล่าวไปแล้วคือ ภาระงานหนักที่สวนทางกับเงินเดือน

ทั้งนี้ “มนุษย์ก็คือมนุษย์” เมื่อเกิดแรงกระแทกอยู่ในจิตใจอยู่เป็นเนือง ๆ บวกเข้ากับความเครียด และไม่มีแรงจูงใจอะไรในงานที่พวกเขากำลังทำ แน่นอนว่าไม่มีใครทนไหว การสูญเสียแม่พิมพ์อีกหนึ่งคนอย่างครูมัทนับเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจ และเป็นภาพสะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ทางด้านเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ออกมาแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว และจะทบทวนแนวทางการทำงานของครูให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง