เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันโหวตร่างนิรโทษกรรม โดยเสียงส่วนใหญ่ลงมติ รับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทั้งสิ้น 3 ฉบับ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในวาระที่หนึ่งนี้ เป็น พ.ร.บ. ที่มาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย และพรรคการเมืองขนาดเล็กต่าง ๆ ซึ่งต่างตีความกว้าง ๆ เอาไว้ในการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง แต่ทว่าใจความสำคัญ คือการคงไว้ซึ่งการเอาผิดในมาตราสำคัญอย่าง 112
พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ปิดประตูนิรโทษกรรม 112
สำหรับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นการเสนอโดยพรรคภูมิใจไทยที่เป็นโต้โผ ร่วมด้วยพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคเล็ก ๆ อื่น ๆ อีก โดยดังกล่าวมีแกนหลักสำคัญในมาตรา 4 ว่า จะไม่นิรโทษกรรมให้บุคคลที่กระทำความผิดดังนี้
- ความผิดฐานทุจริตและประพฤติมิชอบ
- ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112
- ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
- ความผิดต่อส่วนตัว เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 3
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การยอมรับนิรโทษกรรมฉบับนี้เป็นการปิดประตูการแสดงความเห็นต่างอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ร่างของเครือข่ายประชาชนที่มีโต้โผโดยพรรคประชาชน (ก้าวไกลเดิม) จะรวมการนิรโทษกรรมคดี 112 เข้ามาด้วย โดยการโหวตคว่ำร่างของเครือข่ายประชาชนครั้งนี้สะท้อนทิศทางของรัฐบาลที่เพิกเฉยต่อปัญหาความขัดแย้งใจกลางการเมืองของไทยโดยสิ้นเชิง
นิรโทษกรรมฉบับ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ใครได้ประโยชน์บ้าง
ในมาตรา 6 ของร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีกำหนดให้มีผลกับบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลที่กระทำการอันมีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งการกระทำทางกายภาพ หรือการแสดงความคิดเห็นที่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาที่ผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ในระหว่างพ.ศ.2548 – 2565 ทั้งหมด ซึ่งแม้จะมีการตีความแบบกว้าง ๆ แต่ทว่าก็ครอบคลุมกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้ง นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา
โดยกลุ่มการเมืองที่ครอบคลุมการได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ ชุมนุมเสื้อเหลืองทั้งหมด ทั้งรูปแบบดาวกระจายเพื่อขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช การปิดสนามบิน หรือการบุกยึดสถานที่ราชการ ถือว่าได้รับนิรโทษกรรมทั้งหมด
ในขณะกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มชุมนุมคนรุ่นใหม่สามนิ้ว จะได้รับนิรโทษกรรม เฉพาะหากการชุมนุมนั้นตั้งอยู่บนความเดือดร้อนจากผลกระทบของนโยบายรัฐบาล จะถือว่าการชุมนุมไม่ผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธาณะ พ.ศ.2558 หรือข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใดใดทั้งสิ้น
ปิดความขัดแย้งเดิม เปิดความขัดแย้งใหม่
อย่างไรก็ตาม การชุมนุมเพื่อต่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ผู้ชุมนุมในระดับแกนนำและประชาชนบางส่วนถูกดำเนินคดีหลายข้อหา ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้มีการครอบคลุมไว้ให้ได้รับนิรโทษกรรมด้วย เช่น ข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปตามประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกโดยมาตรา 44 หรือข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 กรณีแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย คสช. ก็จะไม่ได้รับนิรโทษกรรมเช่นกัน รวมถึงใจกลางปัญหาใหญ่ อย่างผู้ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 ก็ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการนิรโทษกรรม แม้ว่าการบังคับใช้หรือส่งฟ้องจะเต็มไปด้วยข้อครหาถึงความโปร่งใส และถูกใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามคนเห็นต่างอยู่มากก็ตามที
ซึ่งในการโหวตลงคะแนนครั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของ รทสช. ผ่านวาระ 1 โดยมีผู้รวมลงมติ 472 คน มีผู้เห็นด้วย 299 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 172 คน และไม่ลงคะแนน 1 คน ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาล มีผู้ลงคะแนนสวนมติพรรค 6 คน โดยไปเห็นด้วยกับ พรบ.จากภาคประชาชนแทน เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยที่มีผู้ละคะแนนสวนมติพรรค 1 คนเช่นกัน ในขณะที่พรรคประชาชนที่เป็นโต้โผการนำเสนอ พรบ.นิรโทษกรรม ฉบับประชาชน มีผู้ลงคะแนนสวนสติพรรค 1 คน

