Amidala Padme Star Wars

หากพูดถึงภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาทางการเมืองเข้มข้นมากในยุค 2000 ภาพยนตร์ไตรภาคต้นของมหากาพย์ Star Wars ผลงานของ George Lucas นั้นก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องสงครามกลางกาแล็กซีได้ครบถ้วน กลับการสานต่อเรื่องราวภาค 1 – 3 ก่อนหน้าจะเกิดภาค Trilogy ในตำนาน ซึ่งย้อนไปสำรวจเรื่องราวต้นกำเนิดตัวร้ายตลอดกาลอย่าง Darth Vader กับตัวตนที่แท้จริงของเขา เจไดหนุ่มน้อย Anakin Skywalker ผู้ที่ทำลายทั้งกาแลกซี่ เพียงเพราะความรักที่เขามีให้กับ Amidala Padme ตัวละครที่หากส่องดูการเดินทางแล้ว เธอไม่ใช่เพียงแค่นางเอกประดับเรื่องราวของตัวเอกที่เทิร์นเป็นตัวร้าย แต่ Padme คือนักต่อสู้ในกระบวนการประชาธิปไตยที่เชื่อมั่นในเสรีภาพจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ราชินีอมิดาล่า ผู้แก้ปัญหาทั้งในสภาสูงและนอกสภา

เรื่องราวของแพดเม่ เริ่มต้นในวันที่เธอได้รับการโหวตให้นั่งตำแหน่งราชินีผู้ปกครองดาวนาบู ดวงดาวซึ่งเป็นแหล่งค้าแร่เชื้อเพลิงสำคัญในกาแล็กซี ทว่ากลุ่มทุนนิยมที่รวมกันในนาม “สหพันธ์พานิชย์” ต้องการจะควบคุมเส้นทางการค้า ผูกขาดการค้าแร่จากดาวนาบูและขึ้นภาษีการค้าเข้ากระเป๋าตัวเอง ในฐานะราชินีที่เพิ่งจะอายุแค่ 14 ปี เธอพยายามรักษาผลประโยชน์ของดาวนาบูเอาไว้ โดยตั้งมั่นว่า “เธอจะไม่ยินยอมการกระทำที่จะนำเราไปสู่สงคราม” แต่ก็ไม่สำเร็จ กลุ่มสหพันธ์เล่นไม่ซื่อและเข้ายึดครองดวงดาว ด้วยความช่วยเหลือของอัศวินเจได เธอลี้ภัยออกจากดาวนาบูได้ทันเวลา เพื่อนำเรื่องยื่นต่อสภาสูงกาแล็กติกตามระบบ

แม้ระหว่างทางจะเกิดปัญหามากมาย ทำให้คณะเดินทางได้เจอกับเด็กน้อยอนาคิน จากดาวที่ห่างไกลร่วมเดินทางมาด้วย แต่เธอก็พบว่ากาแล็กซีไม่เป็นเหมือนในราชวัง กลุ่มดวงดาวที่ควรจะยุติการค้าทาส แต่ก็ยังมีดวงดาวที่ซื้อขายทาสกันอยู่ เช่นเดียวกับในสภาสูงกาแล็กติกที่เมื่อเธอเดินทางไปถึง สภาก็เต็มไปด้วยการแทรกแซงของระบอบทุน วุฒิสมาชิกในสภาต่างรับเงินเดือนจากสหพันธ์พานิชย์อีกทาง การบริหารงานเลยเต็มไปด้วยการคอร์รัปชันเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน อำนาจของสมุหนายกวาโรรัมในขณะนั้นจึงอ่อนแอจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้

“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อดูประชาชนของข้าล้มตาย ขณะที่ท่านหารือกันในคณะกรรมาธิการ ท่านผู้นำผู้นี้ไม่มีความสามารถ ข้าขอเสนอให้เปลี่ยนตัวผู้นำซะ”

การต่อต้าน พรบ.กองทัพ และฟื้นฟูการเจรจาทางการทูต

แม้สงครามเพื่อกอบกู้อำนาจคืนจากสหพันธ์พานิชย์บนดาวนาบูจะสำเร็จ โดยการกระทำนอกเหนือการรอกระบวนการวินิจฉัยรัฐสภาที่มัวแต่หาสมุหนายกคนใหม่อยู่ สิ่งที่แพดแม่ได้ปูทางเอาไว้จากสงครามเล็ก ๆ นั่นคือการเริ่มการเจรจาทางการทูตกับชนพื้นเมืองกันแกนที่ชาวนาบูบาดหมางกันมานาน แต่กลับสามารถรวมกำลังกันเป็นหนึ่งเพื่อปกป้องดาวบ้านเกิดไว้ได้ ด้วยทักษะทางการเมืองที่เฉียบแหลมนี้ แม้จะหมดวาระการเป็นราชินีแล้ว แต่แพดเม่ยังคงได้รับการไว้วางพระทัยจากราชินีองค์ต่อมาให้นั่งตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากดาวนาบูในสภาสูง ร่วมกับจาจาบิงส์ เพื่อนชาวกันแกน เพื่อร่วมกันเป็นปากเสียงให้กับดาวนาบูต่อไป และสิ่งที่แพดเม่และจาจาบิงส์ร่วมกันต่อสู้ คือการคัดค้าน พรบ.กองทัพ เพราะเธอและจาจาบิงส์เชื่อว่า สงครามไม่อาจสร้างสันติภาพที่แท้จริงได้

การต่อต้าน พรบ. กองทัพ ของแพดเม่ส่งผลให้เธอถูกพยายามลอบสังหารหลายครั้ง เธอจึงต้องลี้ภัยไปอย่างเงียบ ๆ ภายใต้การดูแลของพาดาวัน หนุ่มอนาคินที่เติบโตเป็นวัยรุ่นแล้ว เมื่อต่างคนต่างอยู่ในสถานะ “นอกระบบสภา” ความรักต้องห้ามระหว่างนักการเมือง กับนักบวชผู้รักษาสันติ ซึ่งอยู่ระหว่างความสัมพันธ์ เธอพยายามอธิบายกับคนรักถึงสิ่งที่เธอเชื่อมั่นนั่นก็คือระบอบประชาธิปไตย

“นั่นแหละคือสิ่งที่เราทำ เรานั่งลงเพื่อพยายามแก้ปัญหา แต่พอดีมีคนเข้ามาไม่เห็นด้วย”
“ก็ทำให้พวกเขาเห็นด้วยสิ ถ้ามีสักคนมาจบปัญหาแล้วทำให้ทุกคนเห็นด้วยกันหมดล่ะ”
“นั่นฟังดูเหมือนเผด็จการเลยนะ”

การเจรจาที่อุกอาจขึ้น จนนำไปสู่จุดจบของเสรีภาพ

การต่อต้าน พรบ.กองทัพ ไม่เป็นผล เมื่อตัวแพดเม่และอนาคินถูกจับไปโดยกลุ่มแบ่งแยก วุฒิสมาชิกจาจาบิงส์ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง มอบอำนาจสูงสุดให้กับสมุหนายกพัลพาทีนเพื่อใช้กฎอัยการศึก และเปิดสงครามโคลนเพื่อทำลายล้างกลุ่มแบ่งแยกให้สิ้นซาก แม้จะเพื่อช่วยชีวิตตัวแพดเม่เอง แต่สงครามไม่มีทีท่าว่าจะยุติ มันทวีความรุนแรงมากขึ้น ความรักต้องห้ามระหว่างเธอและอนาคินผลิดอกงดงามท่ามกลางสงคราม จนทำให้เธอตั้งครรภ์ลูกแฝด แต่ทว่าลูกของเธอกำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

สภาสูงเริ่มหลงลืมหลักการฟื้นฟูการเจรจา และบีบให้เกิดการเผชิญหน้ากันทุกฝ่าย สภาสูง สภาเจได กองทัพโคลน ต่างเริ่มหวาดระแวงว่าใครเป็นกลุ่มแบ่งแยก และเพิ่มอำนาจให้สมุหนายกพัลพาทีนไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด เมื่อนายพลพรีวัส หัวหน้าสหพันธ์พานิชย์ผู้นำกลุ่มแบ่งแยกคนสุดท้ายถูกสังหารลง สิ่งที่สมุหนายกพัลพาทีนจำเป็นต้องทำเพื่อรักษาอำนาจสูงสุดของตัวเองเอาไว้ คือหาตัวคนที่คิดร้ายต่อสภาสูงคนต่อไป และครั้งนี้คือสภาเจได เขาใช้เกมส์การเมืองล่อลวงให้รักษาสันติภาพของกาแล็กซีเอาไว้ โดยจัดการกลุ่มเห็นต่างให้สิ้นซาก ไม่จำเป็นต้องมีเจไดอีกต่อไป ในเมื่อกาแล็กซีมีกองทัพโคลนคอยสังหารคนคิดต่างอยู่แล้ว 

ยิ่งไปกว่านั้น นักรบเพื่อสันติภาพที่มีพลังสูงสุด ที่จะคอยปราบปรามคนเห็นต่างยืนอยู่เคียงข้างสภาสูงเรียบร้อยแล้ว ก็คือ อนาคิน คนรักของแพดแม่นั่นเอง

“เจ้าคิดบ้างหรือเปล่าว่าเราอาจอยู่ข้างฝ่ายที่ผิด หากประชาธิปไตยที่เรารับใช้ไม่เหลืออยู่แล้ว และสาธารณรัฐเป็นฝ่ายชั่วร้ายที่เรากำลังตามล่าเพื่อทำลายล้าง”

การต่อสู้เพื่อรักษาความขัดแย้งด้วยการยุติสงครามของแพดเม่จบลงพร้อมกับชายผู้เป็นที่รัก ที่หันหน้าเข้าสู่ “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” เขาลงมือทำร้ายแพดเม่ด้วยตัวเขาเอง สาธารณรัฐที่เธอเชื่อมั่นสูญสลาย และกลายเป็นจักรวรรดิกาแล็กติกอย่างสมบูรณ์โดยพัลพาทีน ที่แต่งตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิคนแรกของจักรวรรดิ

“เสรีภาพจบลงแบบนี้เอง ด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง”
“เจ้าได้เดินไปในเส้นทางที่ข้าตามไปไม่ได้อีกแล้ว”

แม้จะเจ็บปวดแสนสาหัส แต่แพดเม่ก็ไม่ยอมทำผิดเพราะความรักซ้ำสอง ปลายทางของเธอที่เชื่อในความรักจบลงพร้อมเสรีภาพที่เธอพยายามจะรักษามันไว้อย่างสุดกำลัง พร้อมกับระบอบประชาธิปไตยที่สูญสิ้นไป และปกครองภายใต้เผด็จการของจักรพรรดิพัลพาทีนยาวนานเกือบ 20 ปี ก่อนที่เสรีภาพจะถูกฟื้นฟูได้ภายหลังโดยลูกชายและลูกสาวของแพดเม่นั่นเอง

อ้างอิง

AUTHOR

นักคิด นักเขียน นักสร้างคอนเทนต์ ตัวปัญหาของกระแส ชาวเกย์ผู้แปลกแยก และนักเล่าเรื่องในรูปแบบที่แตกต่าง หลงใหลวัฒนธรรม Pop ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์และดนตรี และยังเป็นผู้กำกับอิสระ นักดนตรีและนักแต่งเพลง รวมถึงแอดมินเพจที่ประสบความสำเร็จในโซเชียลอีกด้วย เก่งซะไม่มี