วันนี้ (26 มิถุนายน 2568) ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) ‘แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล’ ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน “ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น” “การเป็นทาส การค้ามนุษย์ และการทรมานในศูนย์สแกมเมอร์ของกัมพูชา” โดยใจความสำคัญของรายงานนี้ได้อ้างว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ ครอบคลุมถึงการค้าทาส, การค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก และการทรมานโดยอาชญากรรมในศูนย์สแกมเมอร์กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ
รายงานดังกล่าวมีความยาวทั้งหมด 240 หน้า มีการระบุถึงศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 53 แห่งที่ตั้งอยู่ในกัมพูชา มีการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจำนวน 58 คน (เป็นเด็กจำนวน 9 คน) และมีการตรวจสอบบันทึกผู้เสียหายอีก 336 ราย โดยผู้ที่ให้สัมภาษณ์จะเป็นผู้ที่หลบหนีออกมาได้, ได้รับการช่วยเหลือ, หรือครอบครัวอาจจะใช้เงินเพื่อไถ่ตัวออกมา โดยผู้รอดชีวิตรายหนึ่งวัย 18 ปี ได้เล่าว่า เขาได้หางานทำช่วงปิดเทอม จากนั้นก็ถูกพามาที่กัมพูชาเพื่อให้ทำงานหลอกลวง เขาถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง และถูกกักขังนานถึง 11 เดือนเต็ม
นอกจากนี้ แอมเนสตี้ยังได้มีการลงพื้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ 52 แห่งใน 16 เมือง ทั่วประเทศกัมพูชา บวกกับตรวจสอบสถานที่ที่มีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นศูนย์สแกมเมอร์อีก 45 แห่ง ความน่าสนใจคือ หลังจากปี 2562 ที่รัฐบาลกัมพูชามีคำสั่งห้ามการเล่นการพนันออนไลน์ อาคารหลายแห่งที่เคยเป็นกาสิโนหรือโรงแรมได้ถูกดัดแปลงไป (ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่เข้ามาดัดแปลง) และลักษณะของมันเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อกักขังคน อาทิ มีลวดหนามรอบล้อม, มียามคอยเฝ้าตลอดเวลา หรือมีกล้องวงจรปิด เป็นต้น
ทั้งนี้ ผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นเหยื่อเกือบทั้งหมดระบุว่า พวกเขาถูกบังคับให้ใช้แรงงานด้วยการข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง มีเหยื่อที่ถูกทรมานและการปฏิบัติโหดร้าย และศูนย์สแกมเมอร์บางแห่งมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ห้องมืด’ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเอาไว้ทรมานผู้ที่ไม่ยอมทำงาน, ทำยอดไม่ได้ตามเป้า หรือพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ในเหยื่อที่เป็นเด็ก 9 คนมี 5 คนที่ให้ข้อมูลว่า พวกเขาถูกทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย
รายงานฉบับนี้ ได้ชี้ว่ารัฐบาลกัมพูชามีความล้มเหลวในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในศูนย์สแกมเมอร์ แม้ว่ารัฐบาลจะได้รับแจ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทางด้าน ‘มอนต์เซ เฟอร์เรอร์’ ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ทางการกัมพูชารู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์ แต่พวกเขากลับปล่อยให้มันยังคงดำเนินต่อไป และข้อค้นพบได้เผยให้เห็นว่า รูปแบบความล้มเหลวของรัฐเอื้อให้อาชญากรรมยังคงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และนี่ทำให้เกิดคำถามไปถึงแรงจูงใจของรัฐบาล
รัฐบาลกัมพูชาอ้างว่ากำลังแก้ปัญหาวิกฤตสแกมเมอร์ผ่านคณะกรรมการต่อต้านการค้ามนุษย์กัมพูชา (NCCT) และคณะทำงานระดับกระทรวงหลายชุดที่ควบคุมตำรวจในการช่วยเหลือเหยื่อที่อยู่ศูนย์สแกมเมอร์หลายครั้ง แต่ศูนย์สแกมเมอร์ 2 ใน 3 ยังคงมีการดำเนินการอยู่ แม้จะถูกตำรวจบุกและช่วยเหลือแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนรายงานว่า ศูนย์สแกมเมอร์แห่งหนึ่งในอำเภอโบตุมซาโกร์มีการค้ามนุษย์และมีตำรวจเข้าไปช่วยเหลือหลายครั้ง แต่สถานที่ดังกล่าวก็ยังคงมีการดำเนินการอยู่
นอกจากนี้ ทางการกัมพูชาได้มีการพุ่งเป้าไปยังผู้ที่พยายามเปิดโปงปัญหาภายในศูนย์สแกมเมอร์ มีนักสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนหลายรายถูกจับกุมหลังจากที่รายงานข่าวนี้ รวมถึงนิตยสาร Voice of Democracy ที่รายงานเรื่องวิกฤตสแกมเมอร์ก็ถูกสั่งปิดในปี 2566 มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกัมพูชาสามารถหยุดการละเมิดเหล่านี้ได้ แต่เลือกที่จะไม่ทำมัน และการแทรกแซงตำรวจดูเหมือนจะเป็นการสร้างภาพเท่านั้น
ทั้งนี้ แอมเนสตี้ เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาต้องรับประกันว่า จะต้องไม่มีคนหางานคนไหนถูกพาเข้าสู่ประเทศด้วยการค้ามนุษย์ เผชิญกับความทรมาน การเป็นทาส หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนใด ๆ ก็ตาม รวมถึงทางการกัมพูชาจะต้องสอบสวนและปิดศูนย์สแกมเมอร์ทั้งหมด และจับกุมตัวผู้กระทำผิด ช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่ออย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดี สแกมเมอร์เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเหยื่อโดยตรง (ทั้งเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นมิจฉาชีพและเหยื่อที่ถูกหลอกจากมิจฉาชีพ) อุตสาหกรรมค่อนข้างเทาไปทางดำและมีมูลค่าหลายพันล้าน มีเหยื่อที่ถูกหลวงลวงกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นปัญหาสเกลใหญ่ที่ภาครัฐต้องเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ ทั้งนี้ ผู้ที่ให้สัมภาษณ์และให้ข้อมูลกับทางแอมเนสตี้มาจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน ไทย มาเลเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม ไต้หวัน และเอธิโอเปีย เป็นต้น
