เวลาพูดถึง “ซีรีส์วาย” เรามักนึกถึงเรื่องรักใส ๆ วัยมหาวิทยาลัย หรือความสัมพันธ์ที่เบ่งบานท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นน่ารัก แต่ “คมเดือน” (MANDATE) กลับเลือกเดินไปอีกทาง หยิบเอา “การเมือง” ซึ่งจริงจังและซับซ้อน มาปะทะเข้ากับ “ความรัก” ที่อ่อนไหวและเปราะบาง ผลลัพธ์ คือพื้นที่ใหม่ที่ทั้งท้าทายและน่าจับตา
ในพื้นที่ใหม่นี้เอง “บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” นักแสดงที่เราคุ้นตาในบทบาทพระเอกหลากหลายแนว ต้องก้าวออกจากกรอบที่เคยชิน มาสวมบท “สส.หมอหน่อง” หมอหนุ่มผู้ไม่ศรัทธาการเมืองแต่ถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิอำนาจ ขณะที่อีกฝั่ง “เบน-บัญญพนต์ ลิขิตอำนวยพร” นักแสดงรุ่นใหม่ไฟแรง ก้าวเข้ามาเป็น “สส.วี” ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พยายามพิสูจน์ตัวเองต่อโลก และต่อพ่อผู้เป็นอดีตนักการเมืองใหญ่
เพราะการทำงานร่วมกันไม่ใช่เพียงการท่องบท แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะฟังและปรับไปด้วยกัน ความต่างวัย ต่างประสบการณ์ และต่างเส้นทาง ถูกโยงเข้าด้วยกันผ่านเส้นเรื่องที่ทั้งเข้มข้นและเปราะบางพอดิบพอดี สำหรับบอย นี่คือการรับบท BL ครั้งแรกในชีวิต ส่วนเบน แม้จะมีประสบการณ์มาก่อน แต่การได้ประกบกับรุ่นพี่ที่ผ่านสนามการแสดงมานาน ก็กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทั้งกดดันและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
และนี่คือบทสนทนาที่ไม่เพียงพาเราไปรู้จักซีรีส์เท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นถึงการเดินทางเล็ก ๆ ของบอย-เบน ที่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้กัน จากวันที่ไม่รู้จักสู่วันที่พวกเขาเริ่มไว้ใจกันมากพอที่จะช่วยเหลือและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เหมือนกับเส้นเรื่องที่ตัวละครต้องก้าวผ่านเพื่อการพิสูจน์ว่า ต่อให้การเมืองจะซับซ้อนแค่ไหน ถ้าเป็นเรื่องของหัวใจ มันก็ยังดื้อที่จะหาทางไปเจอกันจนได้อยู่ดี

จุดเริ่มต้นของบอย-เบนกับ “คมเดือน” (MANDATE)
เบน : ตอนแรกไม่ได้มา cast ครับ คือมันเริ่มด้วยพี่หมูมี fashion show แล้วผมไปเป็น guest ตอนนั้นก็บังเอิญได้ลองชุดที่ออฟฟิศของพี่หมู แล้วพี่หมูลงมาจากรถพอดี เข้ามาแล้วจับ ๆ ดูแล้วแบบ “น้องคนนี้น่าสนใจ” ก็เลยถามผมว่า “ลองมา cast มั้ย” ก็เลยลองไป cast ดูครับ
พอ cast เสร็จ กำลังลงลิฟต์ แล้วหมูยกหูโทรหาพี่ผู้จัดการ บอกว่า “น้องเบนได้นะ” ผมลุยเลยครับพี่ รออะไร

บอย : ในตอนแรก ผมก็ยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่าใครจะได้เล่นก่อนหรือหลัง เพราะความจริงตอนที่เบนรู้ว่าจะได้เล่น เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นผม ส่วนผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคู่ที่จะมาเล่นด้วยคือเบน เราเลยยังไม่รู้ว่าคู่ตัวเองเป็นใคร
ของผมเริ่มจากพี่หมูครับ พี่หมูโทรมา เรารู้จักกันมานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก ๆ มีโอกาสได้ถ่ายหนังสือ เดินแบบ ก็เจอกันมาตลอด ตอนแรกผมยังเข้าใจว่าเป็นงานแฟชั่นทั่วไป พี่หมูอาจจะมา styling ทำเสื้อผ้าให้ซีรีส์ แต่ปรากฏว่าพี่หมูเป็นผู้จัดเอง
พี่หมูก็บอกตรง ๆ เลยว่า “มีซีรีส์ BL อยากติดต่อให้มาเล่น สนใจมั้ย?” แว็บแรกที่ได้ยินก็รู้สึกว่าน่าสนใจ มันท้าทายอะไรใหม่ ๆ ดีนะ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เห็นตัวบท ก็เลยบอกว่า “ขอคุยรายละเอียดเพิ่มก่อน ขอเจอกับพี่หมูก่อน”
พอได้มานั่งคุยกันจริง ๆ พี่หมูก็เล่าให้ฟัง เอาบทย่อมาเล่า เอาคอนเซปต์มานั่งอธิบาย วันนั้นใจผมเทไปแล้วเกือบ 70% แล้วล่ะว่าน่าจะเล่น เพราะแค่คอนเซปต์ก็น่าสนใจมาก ทั้งเรื่องการเมือง ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร
จากนั้นผมก็ขอกลับไปอ่านบทก่อนสอง–สามวัน แต่เอาจริง ๆ แค่วันเดียว ผมก็โทรกลับไปตกลงเลย เพราะเนื้อหามันสนุกมาก มันมีความเข้มข้นจริง ๆ และสำหรับผม ผมมองว่านี่เป็นความกล้าของทีมเขียนบทด้วย ที่เลือกจะเล่าเรื่องการเมืองในเชิงโครงสร้างขนาดนี้

โมเมนต์แรกที่เจอกัน
เบน : ครั้งแรกก็ถ่าย pilot เลย
บอย : ตอนนั้นทาง Mono กำลังจะเปิดตัวซีรีส์ประจำปี เหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนเอง พวกเราก็เพิ่งตกลงรับเล่นกันไป แต่บทยังไม่เสร็จ เลยต้องถ่าย pilot ขึ้นมาก่อนเพื่อใช้เป็นตัวอย่างของซีรีส์ และวันนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอเขา
เบน : ตอนแรกผมเกร็งมาก แล้วก็ตื่นเต้น เพราะเรารู้แล้วว่า เราจะได้เล่นคู่กับพี่บอย ผมก็แบบ “อันนี้คือจะได้เล่นกับพี่เขาจริง ๆ ใช่มั้ย” เพราะเราก็เคยเห็นพี่เขามาตั้งนานแล้วทางทีวี เราก็ไม่คิดว่าเราจะได้มาเล่นคู่กับพี่บอย
บอย : กลัวโดนหลอก (แซว)
เบน : ผมยังแอบคิด “เฮ้ย!!! อันนี้มันของจริงเปล่านะ” แต่พอมาถึงกองเจอพี่บอยจริง ๆ ของจริงว่ะ ซึ่งพี่บอยน่าจะดูออกว่าผมเกร็งมาก เลยเข้ามากอดให้กำลังใจ “ไม่เป็นไรนะ เต็มที่นะ เรามาลุยไปด้วยกัน” ซึ่งจริง ๆ แค่นั้นนะ มันแค่นั้นจริง ๆ ที่ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก ทำให้รู้สึกว่าวันนั้นการถ่ายก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่


บอย : pilot มันเน้นเล่าเรื่องตามภาพมากกว่า วันนั้นพอผมมาถึงกอง คนแรกที่ผมมองหาคือเบน ก็ตามหาเขา แล้วถามว่า “คนไหนคือเบน” ผมไม่รู้เหมือนกัน พอเจอปุ๊บ แว็บแรก “เฮ้ย!!! เขาหน้าเหมือนเรา” คล้าย ๆ เป็นโครงเดียวกัน หน้าแคบ ๆ แล้วก็รูปปาก ก็รู้สึกว่ามันมีความคล้ายคลึงกัน
พอเจอกันก็แบบ “นี่พี่บอย” “นี่เบน” ผมก็เลยกอดเขา แล้วก็บอกเขาว่า “สู้ไปด้วยกัน มีอะไรคุยกันนะ ทำงานกันนะ ร่วมทำงานกัน” คืออยากจะให้เขารู้สึกอุ่นใจที่สุดในการที่จะได้ทำงานด้วยกัน เพราะว่าเราคงต้อง join กันไปอีกไกล แล้วเดี๋ยวก็คงต้องมีเรื่องของการทำ workshop ละลายพฤติกรรมอะไรกันอีกเยอะ ง่าย ๆ คือผมอยากจูนกับเขาให้เร็วที่สุด
ก่อนจะมาถ่าย pilot ก็ทำการบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไปนั่งดูซีรีส์ BL บ้าง ดูฉากนู่นนี่จากคลิปตัด เพราะตอนนั้นยังไม่มีเวลาเยอะเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงการถ่าย pilot ทันที
พอผ่าน pilot ไป ก็เป็นช่วงที่ผมได้ทำการบ้านเยอะขึ้น โดยเฉพาะการทำ workshop ร่วมกับเบน สิ่งแรกที่รู้สึก คือมันเหมือนเราได้มาเรียนรู้เรื่องการแสดงใหม่หมด เพราะการถ่าย BL มันเป็นอีกโลกหนึ่งของการแสดงเลย ไม่เหมือนกับซีรีส์ที่ผมเคยเล่นมาเป๊ะ ๆ

ตอนที่ทำ workshop ผมก็มีคุยกับ coach acting ว่า จริง ๆ แล้วผมก็ set zero ใหม่เหมือนกัน แค่อาจจะมีประสบการณ์ในการทำงานมา แต่ว่าก็เป็นสิ่งที่เราต้อง set zero แล้วก็เรียนรู้ใหม่
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคู่เป็นผู้หญิง ต่อให้เราโกรธหรือมี conflict กันยังไง การกระทำหรือคำพูดมันก็จะมีความทะนุถนอมในฐานะที่เขาเป็นเพศหญิง แต่พอมาเป็น BL ที่ตัวละครทั้งคู่เป็นผู้ชาย เวลาโกรธหรือมีปัญหากัน คำพูดมันก็สามารถจะตรงไปตรงมาได้แบบ “เฮ้ย / วะ / มึง” หรือถ้ามีการปะทะกันจริง ๆ ก็ถึงขั้นผลักหรือต่อยได้ ความจริงจังตรงนี้มันทำให้ผมต้องเรียนรู้วิธีการเล่นใหม่เหมือนกัน
นอกจากนั้น ผมก็นั่งดูซีรีส์ BL หลายเรื่องเพื่อสังเกตธรรมชาติของคู่ตัวละคร ดูว่าเวลาเขาพูดคุย หรือมีโมเมนต์ร่วมกันเป็นยังไงบ้าง ควบคู่ไปกับการทำการบ้านในมุมของคาแรกเตอร์ “ส.ส.” ด้วย ผมต้องไปนั่งไล่ดูนักการเมืองเวลาหาเสียง เวลาอภิปรายในสภา ลีลาเป็นยังไง อันนี้ผมก็ไปดูเยอะ ดูเพื่อว่าลีลาของใครที่เราหยิบมาใช้ในคาแรกเตอร์ตัวเองได้บ้าง เพื่อให้ภาพรวมของบทออกมาสมจริงที่สุด

“คมเดือน” (MANDATE) เกมการเมืองเรื่องของหัวใจ
บอย : ผมเล่นเป็นหมอหน่อง หมอหน่องเป็นหมอชนบทที่ทำเพื่อชุมชน คลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน เป็นหมอไฟแรงที่ทำนู่นทำนี่ให้ชาวบ้านมาตลอด แต่ว่าดันเป็นหมอที่ไม่ชอบเรื่องการเมือง เพราะว่าที่บ้านเล่นการเมืองท้องถิ่น เคยเห็นสิ่งที่พ่อทำ เคยเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ แล้วมีความไม่ชัดเจน ไม่เคลียร์ ไม่สะอาด เราก็เลยไม่ชอบ

ความจริงแล้วผมก็เป็นคนที่ชอบเรื่องการเมืองนะ ติดตามข่าวสารบ้าง ดูบ้าง หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าผมเป็นหนอนหนังสือ ผมชอบอ่านหนังสือ แล้วก็เรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยในยุคก่อน ผมชอบอยู่แล้ว พอการที่เราติดตามการเมืองในยุคสมัยนี้ ทำให้เรารู้ว่าคาแรกเตอร์นักการเมืองเป็นยังไง การเมืองคือการต่อรองนะ มันก็มีเรื่องราวของผลประโยชน์ อำนาจ อะไรก็ตาม ก็เลยทำให้รู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้ ตอนที่อ่านบทหรือตอนที่ถ่ายไป “โอ้โห คนเขียนกล้าเว้ย!!!” กล้าที่ออกมาพูดในมุมที่คนทั่วไปอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่ว่าแค่ไม่มีใครสามารถไปฟันธงได้ว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ในสังคม เช่น เราทุกคนล้วนต่างรู้เกี่ยวกับการต่อรองลับหลัง…….
เรื่องนี้กล้าที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านั้น ที่จะบอกว่ามันมีการดีลกันอย่างนี้ ต่อรองกันเพื่อเก้าอี้ เพื่ออะไรก็ตาม มันมีหมด สำหรับผมนะ ในเรื่องนี้เป็นการเมืองที่ค่อนข้างอัปเดต ทันยุค ทันสมัย เดี๋ยวนี้เรื่องราวของความนิยมของพรรคการเมืองมันไม่ใช่แค่การลงพื้นที่อย่างเดียวแล้ว มันเป็นเรื่องของการทำ social มันก็มีปนเข้ามาหมด
เบน : ผมเล่นเป็น สส.วี ครับ เป็นลูกของนักการเมือง แล้วก็เป็น สส. gen ใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวของวีเขาอยากพิสูจน์ให้พ่อรู้ถึงฝีมือของเขา ก็เลยอยากจะดึงตัวหมอหน่องเข้ามาในพรรค
บอย : background ของเขาก็คือ พ่อเคยเป็นอดีตนายกพรรคการเมืองเก่าแก่ แต่ตอนกำลังเปลี่ยนถ่ายมาสู่ gen ใหม่ มันก็จะคล้าย ๆ กึ่ง ๆ inspire มาจากเรื่องจริง เขาก็เหมือนต้องการจะสร้างกลุ่ม สส. สายเลือดใหม่ ก็เลยพยายามจะมาดึงผมไป ทีนี้ผมไม่เอาเพราะเกลียดการเมือง มันก็จะมีเรื่องราว conflict เกิดขึ้นแล้ว ว่าทำไมสุดท้ายผมถึงตกลงกลายไปเป็น สส. เหมือนกัน
เบน : การเข้ามารับบทเป็นสส.วี ทำให้ผมติดตามการเมืองมากขึ้น เริ่มเข้าใจความเป็นการเมืองมากขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรานะ

ความท้าทายครั้งนี้ต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่เคยเล่นยังไง
เบน : ทุกตรงนะครับ มีคาแรกเตอร์ที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อายุจริง ๆ ก็อาจจะไล่ ๆ กับตัวละครเรื่องที่แล้ว แต่ว่าด้วยความที่คาแรกเตอร์เป็นนักการเมือง มันมีมิติ การวางตัว ท่าทาง ความคิด ทุกอย่างท้าทายหมด สำหรับผมนะครับครับ
บอย : มีความรับผิดชอบหน้าที่การงาน
เบน : ใช่ มันจะเล่นไม่เหมือนกันเลย ซึ่งก็ต้องไป workshop ค่อนข้างเยอะ
บอย : เบนจะมี workshop section เดี่ยวของเขา เรื่องการทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
เบน : ใช่ครับ เพราะก่อนหน้านี้ผมดูเด็กมาก เด็กจริง ๆ ผมก็ต้องไปฝึกเรื่องการพูด พูดช้าลงเพราะก่อนหน้านี้ผมพูดเร็ว…เร็วมาก

บอย : แต่จริง ๆ ตั้งแต่วันแรกที่ผมเจอจนถึงวันนี้ เขาดูโตขึ้นนะ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผมว่ามีส่วนจากการที่ wokshop ด้วย จากการที่เล่นเรื่องนี้มาด้วย
เบน : เหมือนเราได้เรียนรู้แล้วมาปรับเปลี่ยนบางเรื่องในชีวิตจริงไปด้วย
บอย : สำหรับผมในเรื่องนี้จริง ๆ เลย ก็คือเรื่องของการพูดอีสาน เพราะว่าช่วงต้น ๆ เรื่องพูดเยอะ แล้วก็ไม่ใช่พูดใน dialogue แบบตอบโต้ด้วยนะ แต่จะเป็นการพูดเพื่อไปหาเสียงในตลาด ตอนขึ้นอภิปราย
ต้องย้อนกลับไปว่า พี่เลี้ยงของผมตั้งแต่เด็กก็เป็นคนอีสาน เราได้ยินภาษาอีสานมาตลอด พอซึมซับมาบ้าง แต่พอต้องมาพูดเองมันไม่ง่าย เพราะว่ามันจะต้องจำเป็น melody เล่นไปก็ต้องเช็ก melody ตัวเองไป ฝั่งหนึ่งก็ต้องโฟกัสกับอินเนอร์ที่เล่นอยู่ แต่ว่ามันก็เป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกว่าก็สนุก ดีที่ได้ทำสิ่งนี้ ผมไปเรียนพูดอีสานมาเลยนะ แล้วเราก็ต้องมาฟังซ้ำ ๆ ขับรถไปก็ต้องฟังให้ melody มันไม่ผิด

เบน : พาร์ตที่ผมว่ายาก คือ ตอนที่ต้องขึ้นไปอยู่บนเวที คือผมรู้สึกว่าผมตื่นเต้น พอคนเยอะ ๆ มัน feel เหมือนพรีเซนต์งานหน้าห้องเรียน ผมยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่มาก
บอย : ที่เบนพูด คือหมายถึงว่าเป็นฉากดีเบต ฉากพูดหาเสียงบนเวที แล้วข้างล่างพี่ ๆ นักแสดงร่วมเยอะมาก เป็นร้อยคน
เบน : ใช่ครับ ผมตื่นเต้นมาก
บอย : เบนมาถามผมว่า “ตอนฉากที่ต้องขึ้นไปเล่นบนเวที พอตอนถ่ายแล้วคนเยอะ ๆ พี่ไม่ตื่นเต้นเหรอ เพราะว่าคนมองเยอะ” ผมก็บอกว่า “ก็ตื่นเต้น แล้วก็เคยมีความรู้สึกเหมือนเบนมาก่อน” แต่ว่ามันเป็นเรื่องของประสบการณ์ ความคุ้นเคย ชั่วโมงบินที่ทำมาเรื่อย ๆ จนเรารู้ว่าถ้าเราสวมบทเป็นตัวละครจริง ๆ ก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว แค่นั้นเอง
หรือแม้แต่ love line กับเบนก็ตาม แต่ส่วนใหญ่มันเป็นการ set zero ในห้อง workshop พอมาทำงานจริงผมก็รู้สึกว่า สุดท้ายผลงานออกมาเป็นยังไง ผมคงต้องให้คนดูเป็นคนตัดสิน
หลายคนต้องถามผมแน่นอนว่า “ผมมาเล่นเป็น love line กับเบน ผมต้องปรับตัว หรือว่าผมมีความเขิน ๆ มั้ย” กลายเป็นว่าผมเฉย ๆ คือสุดท้ายแล้วผมแค่รู้สึกว่าเรากำลังรู้สึกดี ๆ หรือกำลังรู้สึกโกรธใครคนหนึ่งที่เราไว้ใจ แต่เขาหักหลังเรา เพราะเราชอบเขา เพราะเรารักเขา สุดท้ายมันคือแค่นั้นเลย โดยที่เราไม่ต้องไปกำหนด หรือโฟกัสว่าเขาคือเพศไหน เราแค่กำหนดว่าเขาคือคนที่เราชอบ เขาคือที่เรารัก แค่นั้นเลย จบ แค่นั้น แค่รู้สึกว่าคือคนที่เรารัก
ง่าย ๆ เลย คืออย่างที่ผ่านมาผมเล่นละคร เล่นซีรีส์ที่คู่เราเป็นผู้หญิง แต่ในความเป็นจริงผู้คนเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นคนรักของเราในชีวิตจริง บางคนเป็นเพื่อนเรา บางคนเราไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วเราสามารถรักเขาได้ในการเล่นเป็นบทบาทตัวนั้น การเล่น BL ก็เหมือนกัน

ความประทับใจในกอง “คมเดือน”
เบน : อาหารอร่อยมากนะครับ
บอย : อร่อยทุกอย่างเบนน่ะ (หัวเราะ)
เบน : อร่อยทุกอย่าง รู้สึกกินได้ทั้งวันเลยครับ ไม่รู้ทำไม
บอย : อันนี้ไม่ใช่ความสุขในกอง อันนี้คือเป็นนิสัยส่วนตัว (หัวเราะ)
เบน : ผมกินได้ทั้งวัน ไม่รู้ทำไม ไม่รู้ใช้พลังงานเยอะรึเปล่า
บอย : อาจจะเป็นด้วยเด็ก วัยนี้กินเท่าไหร่ก็ได้ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ตัวเขาเผาผลาญดี ซึ่งจะเป็นปัญหาระหว่างผมกับเบนอยู่เรื่อย ๆ คือผมจะเหน็บเบนอยู่เรื่อย ๆ เพราะว่าเบนกินตลอด เช้า กลางวัน เย็น แล้วก็มีระหว่างมื้อด้วย มีคั่นกลาง พอเลิกกองก็ชอบอวดเบา ๆ ให้ผมรู้ว่า “เนี่ย!!! เดี๋ยวกลับไปนะพี่ พ่อผมสั่งราเม็งรอแล้ว มีซูชิด้วยนะ” วันต่อมาก็มาเล่า ผมก็ถามว่า “สรุปเมื่อคืนกินราเม็งหรือซูชิ” ก็บอกว่า “ตอนแรกผมจะกินราเม็งอย่างเดียวพี่ แต่ว่ามันอดไม่ไหวว่ะพี่ ผมก็เลยกินสองอย่าง” ชอบมาเล่าอะไรพวกนี้ให้ผมฟัง


ตั้งแต่เปิดกล้องผมกินคลีน ผมพกข้าวที่บ้านมากองทุกวัน ทุกคิว เอาง่าย ๆ เรื่องนี้มันก็ต้องมีฉาก love scene มันก็ต้องมีถอดเสื้อ เราก็อยากให้ร่างกายดูสมบูรณ์ที่สุด แต่เราในวัย 41 เราต้องดูแลตัวเองมาก ๆ คือไม่สามารถที่จะหลุดได้ ต้องออกกำลังกายบ่อย ๆ ต้องไป gym แต่คนนี้ (ชี้ไปที่เบน) ก็คือกินอะไรก็ได้ เดี๋ยวแป๊บหนึ่งเขาก็กินเฟรนช์ฟราย กินไก่ทอด เยลลี่ ของหวาน
เบน : แต่มันหิว มันเหมือนใช้พลังงานเยอะไงพี่ (หัวเราะ)
บอย : น่าจะเป็น topic ที่ผมคุยกับเบนได้เยอะที่สุด ก็คือเรื่องการกินนี่แหละ ผมจะชอบว่าเขา เพราะว่าอิจฉา
เบน : ผมก็ชอบเอาไปแหย่เขา “พี่ ไก่ทอดเปล่า สักชิ้นหนึ่ง ชิ้นเดียวน่ะ หน่าาาาาา”
บอย : เออ!!! ก็แบบ “อร่อยมากเลยพี่ มันดีมาก” แบบนี้
เบน : (หัวเราะ)

SUM UP : ซีรีส์เรื่องนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของเบน การได้มีพี่บอยอยู่ข้าง ๆ ในฐานะพาร์ตเนอร์คนสำคัญ มันเป็นการทำงานแบบไหนสำหรับเบน?
เบน : พี่บอยช่วยผมเยอะมากครับ เพราะนี่เป็นแค่เรื่องที่สองที่ผมได้มาแสดง ยังรู้สึกว่าตัวเองชั่วโมงบินน้อย ประสบการณ์ไม่เยอะ เวลาเล่นก็อาจจะไปตามความเข้าใจของตัวเองเป็นหลัก แต่พอมีพี่บอยคอยแนะนำ ก็เหมือนได้มุมมองใหม่ ๆ ที่ทำให้เราคิดว่า “อ๋อ!!! จริง ๆ มันเล่นแบบนี้ก็ได้เหมือนกันนะ” กลายเป็นอีกมิติที่ทำให้ผมได้เห็นและเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากประสบการณ์ของพี่บอย
บางครั้งผมอาจมองว่า dialogue นี้ควรเล่นแบบนี้เพื่อให้ได้อารมณ์แบบที่คิดไว้ แต่พอพี่บอยแนะนำนิดเดียว พอลองเอามาปรับใช้ก็รู้สึกเลยว่า “เฮ้ย!!! มันก็ได้แบบนี้เหมือนกันหรอ” อย่างแค่การหยิบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถส่งความหมายออกมาแตกต่างไปเลย ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดีมากครับ
บอย : ความจริงแล้วเราช่วย ๆ กันครับ จะบอกว่าผมช่วยเบนคนเดียวคงไม่จริงทั้งหมด ผมเองก็ต้องขอบคุณเบนด้วย เพราะน้องเป็นคนที่เปิดรับมาก ๆ ตรงนี้ผมขอบคุณจริง ๆนะ ผมรู้สึกว่าการทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน มันต้องคุยกันได้ในทุกเรื่อง ต้องซิงก์กันได้

ผมแค่รู้สึกว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรที่ผมอยากนัด หรืออยากพูดให้เบนฟัง ผมกล้าที่จะพูดกับน้องทุกเรื่อง เพราะตั้งแต่วันแรก ๆ เบนเป็นเด็กที่รับฟัง และก็มีคำถามที่อยากเอาไปปรับเพื่อพัฒนาตัวเอง ตรงนี้ผมคิดว่าเบนช่วยผมมาก ๆ ทำให้การทำงานราบรื่นและไปด้วยกันได้ง่ายขึ้น
จริง ๆ แล้วผมกลับรู้สึกว่า ผมได้ขอคำแนะนำจากเบนบ้าง โดยที่เบนอาจจะไม่รู้ตัว เพราะเบนเล่น BL มาก่อนผม เขาจะรู้ธรรมชาติของ BL มากกว่าผม ผมก็เลยแอบดู แอบเรียนรู้จากเขาในหลาย ๆ อย่าง ถ้าพูดถึงเรื่องของ love line ที่เกี่ยวกับ BL ช่วงแรก ๆ ผมยังต้องดูเบนเลยด้วยซ้ำว่าเขาเล่นยังไง
เบน : ด้วยความที่นี่เป็นเรื่องที่สองของผม มันก็อาจจะไม่ได้ยากเท่าไหร่ สิ่งที่ท้าทายจริง ๆ คือการต้องเข้าคาแรกเตอร์ตัวละคร ซึ่งเราก็ไปทำ workshop กัน ตรงนี้แหละที่ยากที่สุดสำหรับผม แต่พอถึงจุดที่เรารู้สึกว่า “ได้แล้ว” แล้วพอเรา break the ice ระหว่างพาร์ตเนอร์ได้ มันก็เหมือนตัวละครสองตัวที่เริ่มมีความสัมพันธ์กันจริง ๆ
พอถึงตอนนั้น ทุกอย่างมันไหลไปตามบท รู้สึกว่าไม่ได้ยากอะไรเป็นพิเศษ พอเข้าคาแรกเตอร์ได้แล้ว เคมีก็ไปด้วยกันเอง มันเลยค่อนข้าง flow ครับ อันนี้คือมุมของผมนะ
บอย : love line ล่ะ?
เบน : เรื่อง love line สำหรับผมก็ไม่ได้ยากอะไรครับ เพราะมันก็คือเรื่องของคนสองคนที่รักกันอยู่แล้ว และด้วยความที่บทส่งอยู่ตลอด มันมีหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ค่อย ๆ นำพาไปสู่ความสัมพันธ์ของ สส.วี กับ สส.หมอหน่อง ทำให้เส้นรักมันไหลไปเองตามธรรมชาติครับ

บอย : สำหรับผม love line มันไม่ได้ยาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ เพราะว่าความสัมพันธ์ฝั่งผมมันมีดีเทลบางอย่าง อย่างเช่น ช่วง period ของการค้นหาตัวเองในเรื่อง ที่มันจะมีโมเมนต์ของความ “เอ๊ะ” เหมือนเรากำลังค้นหาตัวเอง แล้วความสัมพันธ์ของสองตัวละครมันเกิดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิการเมือง ซึ่งจริง ๆ มันเริ่มจากความไว้วางใจ ความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กัน แต่ถูกแทรกด้วยเรื่องหน้าที่การงาน การต่อรอง หรือดีลลับ ๆ ในการเมืองที่ทำให้เราไม่สามารถวางใจอีกฝ่ายได้เต็มที่ แล้วอีกฝ่ายก็เป็นคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองจริง ๆ มีเล่ห์เหลี่ยมบางอย่างที่ทำให้เราสงสัยตลอดว่า “จริง ๆ แล้วเขาเป็นยังไงกันแน่”

ตรงนี้จากจุดเริ่มต้นที่ผมกำลังหาตัวเอง กลับรู้สึกดีกับเขา รู้สึกชอบเขา แต่เป็นความชอบที่กั๊ก ๆ ยังไม่สามารถเข้าไปได้เต็มตัว … ซึ่งมันก็กลายเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของ love line ในเรื่องนี้ เวลาอยู่ด้วยกันมันก็หวาน เขามีมุมน่ารัก ๆ ที่ทำให้เราใจอ่อน แต่พอแยกจากกันกลับมีมุมขม ๆ ที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า “สรุปแล้วเขาเป็นยังไงวะ?”
บอย : ข้ามมาส่วนของ love scene มันยากมั้ยเบน?
เบน : มันก็ไม่ได้ยาก ด้วยความที่มันเป็นคิวท้าย ๆ ของการถ่ายแล้วด้วย
บอย : love scene เราถ่ายตอนคิวแทบจะปิดกล้องแล้ว ซึ่งตอนนั้นตัวละครสองตัวนี้รักกันไปแล้ว เพราะฉะนั้น มันก็เป็น love scene ที่เกิดขึ้นเนื่องจากความรัก แต่ถือว่าเป็นครั้งแรกสำหรับผม แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากมาก วันนั้นทีมงานค่อนข้างที่จะเข้ามาคุยแบบละเอียดมาก ๆ ทำ story board ขึ้นมาให้เราเห็นภาพว่าจะเป็นประมาณไหนยังไง สุดท้ายเราก็เกาะ story board บวกกับการ improvise ระหว่างคนสองคน เรามีการตกลงระหว่างเราสองคน สุดท้ายมันก็ออกมาเป็นภาพที่ดีและสวยมากครับ
สิ่งที่ซับซ้อนที่สุดไม่ใช่การเมือง แต่คือ ‘หัวใจ’
บอย : การเมืองมันก็คล้าย ๆ ความรักนะผมว่า ถ้าเราไม่ได้พูดถึงความรักในแบบอุดมคติขนาดนั้น ความรักของคนเรามันก็มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย มีสุข มีทุกข์ มีดำ – ขาว – เทา – บวก – ลบ -คูณ – หาร อะไรกันไปอยู่ในนั้น สุดท้ายแล้วแค่ว่าคู่ไหนที่สามารถจะประคองความรักไปให้ได้ยาว ได้ไกลที่สุดแค่นั้นเอง
การเมืองก็คล้าย ๆ กัน มีเรื่องราวอะไรต่าง ๆ การต่อรอง มันก็เป็นเรื่องของการสอง party หรือมากกว่านั้นมาอยู่ด้วยกันยังไงให้สงบสุขที่สุด


เบน : ในความสัมพันธ์บางทีก็อาจจะมีความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจนบ้าง ผมก็ตอบไม่ถูกนั่นแหละ
บอย : ความรักมันก็เป็นสิ่งที่มาทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ขึ้น ไม่โดดเดี่ยว มีเพื่อนคู่คิด มีคนที่เราสามารถเป็นอีกหนึ่งที่พักพิง
เบน : อาจจะเหมือนการที่มีเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่เราสามารถแชร์อะไรต่าง ๆ ได้ สมมติเรามีเรื่องอะไรก็ปรึกษา คุยเล่นได้โดยที่เขาอาจจะไม่ได้มาตัดสินเรา ก็คือเหมือนเราเป็นตัวเราเองได้โดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก

SUM UP : แล้ว “หน้าที่” กับ “ความรัก” ล่ะ???
บอย : ผมจะบอกว่าในเรื่องมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความรัก” และ “หน้าที่” จริง ๆ เราต้องเลือกระหว่าง “ความรัก” กับ “หน้าที่” ซึ่งมันบีบคั้นมาก
เบน : ใช่ ในเรื่องเราต้องเลือก ไม่เลือกไม่ได้
บอย : ในเรื่องคือขมมาก ตอนท้าย ๆ ความรักกับหน้าที่จะเอาอะไร แต่ถ้าในชีวิตจริง ผมว่ามันก็ต้องคู่กันไป ในชีวิตจริงคนเรามันจะเจอเหตุการณ์ที่ต้องเลือกเลยจริง ๆ ก็มีบ้าง แต่คงไม่เยอะ ส่วนใหญ่มันคือการ manage ให้มันพอดี แบ่งเค้กให้ถูกต้อง
เบน : ก็จริงนะครับ ผมมองว่า ในชีวิตจริงต้องแบ่งให้ได้ เพราะว่าในทุก ๆ อย่างเราก็ต้อง manage มันอยู่ดี ไม่ใช่แค่หน้าที่ ความรัก อาจจะทั้งเรื่องเวลา หลาย ๆ อย่าง ในชีวิตคนเรามันต้องแบ่งเวลาให้ได้ทั้งหมด
ถ้าจะให้เขียนสเตตัสตอนที่กันครั้งแรก คิดว่าสเตตัสนั้นจะขึ้นว่าอะไร?
บอย : สเตตัสของผม ก็เขียนแบบ “ไอ้หน้าหล่อนี่น่ารำคาญจริง ๆ เว้ย” อะไรประมาณนี้ ครั้งแรกที่เจอนะ
เบน : ของวีน่าจะ feel “คนคนนี้จะไหวใช่มั้ยเนี่ย” เพราะตอนแรกดูเหมือนเขาจะเป็นหมอบ้าน ๆ หน่อย ไม่ค่อยสนเรื่องอะไร look เขาดูเหมือนชิล ๆ ไปหมด
บอย : ซึ่งมันจะเป็นอีกความสนุกเหมือนกัน เพราะคาแรกเตอร์ของตัวผมที่เป็นหมอแบบลูกทุ่ง แต่วันหนึ่งที่ต้องเข้าสภา ก็ต้องโดน grooming ให้ดูเป็น look การเมือง แต่ว่ามันก็ไม่สามารถทิ้งนิสัยดับเครื่องชนของตัวเองได้
เบน : สองนิสัยที่ไม่เหมือนกันต้องมาอยู่ด้วยกันให้ได้

MANDATE ในฐานะบทสนทนาใหม่ของซีรีส์วายไทย
เบน : มีหลายอย่างที่น่าสนใจมาก ทั้งความหักเหลี่ยม หักมุม แค่ตอนอ่านบทผมก็รู้สึกว่า “โห” สมมติอ่านจบตอนแรกก็แบบ “เฮ้ย!!! แล้วตอนที่สองจะเป็นยังไงวะ” มันอยากรู้ ๆ
บอย : มันจะมีการทิ้ง hint ไว้ทุก ๆ ตอน พอจบแล้วก็แบบ “เชี่ยยย!!!! เอาแล้ว ยังไงวะ” มันจะมีเหตุการณ์ให้ระทึกอยู่เรื่อย ๆ ประมาณว่าน้ำน้อย เนื้อเยอะ
ผมเชื่อว่าถ้าใครที่เป็นคอการเมือง ดูแล้วแซ่บแน่นอน ดูสนุก เพราะว่ามันจะมี detail ลงไปลึก ๆ เช่น การฮั้วประมูลบ้าง มีคอร์รัปชันบ้าง หลายอย่าง แต่อีกมุมหนึ่งถ้าใครไม่ใช่คอการเมือง ผมก็เชื่อว่าดูได้แบบเข้าใจไม่ยาก ถึงมันจะมี detail ก็จริง แต่มันจะบอกให้คนดูเข้าใจได้ง่าย ๆ เลยว่าตอนนี้ใครที่กำลังบิด ทำสิ่งดี ทำสิ่งไม่ดีอยู่ หรืออะไรก็ตาม ดูสนุก ดูแล้วลุ้นมากกว่า “เดี๋ยวไอ้คนที่มันทำอย่างนี้ มันกำลังจะพลิกเกมยังไง” พอดูแล้วมันให้ข้อคิดอะไรหลายอย่างแน่ ๆ
สิ่งหนึ่งสำหรับผมก็คือ ซีรีส์เรื่องนี้มันสะท้อนภาพความจริงในชีวิตจริง ในวงการเมือง การที่เราจะเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองในบ้านเรามันคงไม่ง่าย มันต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงกันไปทีละน้อย…ทีละน้อย ด้วยอะไรบางอย่างที่ต้องค่อย ๆ ขับเคลื่อนไป มันก็ยังมีอะไรหลาย ๆ อย่าง คือระบบเก่า ๆ หรืออะไรก็ตามที่ยังซ่อนอยู่ข้างหลัง ต้องค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกันไป การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ

อันนี้ต้องบอกก่อน สิ่งที่พี่หมูบอกก็คือ มันจะมีหลายเหตุการณ์ที่คนดูอาจจะนึกว่า “เฮ้ย!!! หยิบของจริงมาเขียน หรือว่าทำไมมันอัปเดตขนาดนั้น” ความจริงบทเรื่องนี้ถูกเขียนมาเป็นปี สองปีแล้ว แต่มันแค่บังเอิญมาคล้าย ๆ กับสถานการณ์ตอนนี้นิดหนึ่ง แล้วก็เราdHไม่ได้อ้างอิงถึงใคร มันเป็นแค่ภาพสะท้อนของการเมือง เราไม่ได้ชี้นำไปให้ใครมองว่าคนนี้เป็นใคร ทำดีหรือไม่ดี ก็คือเป็นแค่ภาพสะท้อนสิ่งที่มันเกิดขึ้นในสังคม ละครทุกเรื่อง ซีรีส์ทุกเรื่อง มันสะท้อนภาพสังคมหมด แค่ว่าจะสะท้อนในมุมไหนเท่านั้นเอง

บางครั้งสิ่งที่น่าจดจำที่สุดของการทำงาน ไม่ได้อยู่ที่แสงไฟหรือเสียงปรบมือ แต่อยู่ที่ช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้กันและกันทีละน้อย เหมือนที่บอยกับเบนได้ค้นพบระหว่างการเดินทางของ “คมเดือน” จากวันที่ยังไม่รู้ว่าอีกคนคือใคร จนถึงวันนี้ที่สามารถหันไปพึ่งพาและวางใจกันได้
การถ่ายทำอาจสิ้นสุดลงเมื่อผู้กำกับสั่งคัต แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่ทำให้การแสดงแต่ละฉากเต็มไปด้วยความจริงใจจนกลายเป็นเส้นทางการเติบโตที่ทั้งสองคนแบ่งปันร่วมกัน
ซีรีส์เรื่องนี้จึงไม่ได้เล่าเพียงเส้นทางของตัวละครที่ต้องเผชิญกับเกมการเมืองและความรัก แต่ยังสะท้อนให้เห็นกระบวนการเดียวกันที่เกิดขึ้นจริงกับนักแสดง การต้องฟัง ต้องปรับ ต้องปล่อยให้ตัวเองเปราะบางพอที่จะเรียนรู้จากอีกคนหนึ่ง การส่งต่อพลังให้กันและกันจนต่างคนต่างเปล่งประกาย
และบางที…นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ “คมเดือน” พิเศษกว่าซีรีส์เรื่องอื่น ๆ ไม่ใช่แค่เพราะซีรีส์กล้าที่จะพูดถึงการเมืองในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีใครแตะ ไม่ใช่เพราะมันเป็นความรักต่างวัยที่ชวนให้ตั้งคำถามใหม่ ๆ แต่เพราะมันทำให้เราได้เห็นว่า ความสัมพันธ์ท่ามกลางความซับซ้อนก็ยังงดงามได้เสมอ ความรักไม่เคยเดินง่าย ๆ เหมือนเส้นตรง แต่ความรักก็ไม่เคยหยุดเพื่อที่จะหาหนทางให้กลับไปได้พบกัน
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ ‘บอย’ และ ‘เบน’ แสดงให้เราเห็น อาจไม่ใช่แค่เรื่องราวของ ‘สส.หมอหน่อง’ กับ ‘สส.วี’ แต่คือบทเรียนเล็ก ๆ ที่ว่า… ต่อให้โลกจะเต็มไปด้วยอำนาจ การต่อรอง และความไม่แน่นอนเพียงใด ‘ตราบใด’ ถ้าหัวใจคิดอยากรักใครสักคน มันก็จะหาทางไปหากันจนได้นั่นแหละ เชื่อสิ!!!



ติดตาม ซีรีส์เรื่อง “คมเดือน” หรือ MANDATE
ทางแอปพลิเคชัน Monomax ตอนใหม่ทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น.
