อันวาร์ อิบราฮิม Anwar Ibrahim

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาดูเหมือนจะคลี่คลายลงมาหนึ่งเปลาะ หลังจากที่ทั้ง 2 ประเทศได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตัวกลางในการเจรจาหารือครั้งนี้ตกเป็นของมาเลเซีย ในฐานะที่เป็นประธานอาเซียน โดยมี ‘นายอันวาร์ อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ทั้งนี้ หากเราลองย้อนดูประวัติของนายอันวาร์ที่เป็นคนกลางในการเจรจาครั้งนี้จะพบว่า เขาเป็นนักการเมืองที่มีประวัติน่าสนใจ และผ่านการล้มลุกคลุกคลานในสนามการเมืองมาเลเซียมาไม่น้อย

นายอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ปีนี้กำลังจะมีอายุ 78 ปี พ่อของเขาเป็นพนักงานโรงพยาบาลและสมาชิกพรรค United Malays National Organisation (UMNO) อันวาร์นับว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง เขาเป็นที่รู้จักในฐานะของผู้นำนักศึกษาชาวมุสลิม และเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเยาวชนอิสลามแห่งมาเลเซีย (ABIM)

จุดเปลี่ยนสำคัญของอันวาร์ได้เกิดขึ้นในปี 1982 หลังจากที่เขาได้ตอบตกลงเข้าร่วมกับพรรค  UMNO ตามคำเชิญชวนของ ‘มหาเธร์ โมฮัมหมัด’ (Mahathir Mohamad) ซึ่งเป็นนายกฯ ของมาเลเซียในขณะนั้น การตัดสินใจครั้งนี้ได้สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับหลาย ๆ ฝ่าย เพราะอันวาร์เองก็เป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์พรรครัฐบาลมาโดยตลอด แต่ก็เป็นเพราะการตัดสินใจครั้งนี้นี่แหละที่ทำให้อันวาร์เติบโตในหน้าที่การงานอย่างก้าวกระโดด เขาได้รับตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายตำแหน่ง เช่น รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร, รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ, รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ไปจนถึงตำแหน่งรองนายกฯ  

เรื่องราวดูเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเกิดวิกฤตทางการเงินในเอเชียขึ้น อันวาร์ก็ได้เริ่มมีความขัดแย้งกับมหาเธร์เกี่ยวกับการดำเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่งผลให้ในปี 1998 เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งรองนายกฯ และรมว.คลัง และในปี 1999 เขาถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 6 ปีในข้อหาทุจริตคอรัปชัน ในเวลาต่อมาเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดเพิ่มเติมฐานมีสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน (Sodomy) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในมาเลเซีย ส่งผลให้มีโทษจำคุกอีกเป็นเวลา 9 ปี แต่ช่วงประมาณปี 2004 ศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาในคดีมีสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน ทำให้อันวาร์ได้ออกมามีอิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง เพราะเขาได้ต้องโทษในคดีทุจริตคอรัปชันจนครบแล้ว 

หลังจากที่เขาพ้นโทษ อันวาร์ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลหลายประเด็น โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจใหม่ ที่ดูเหมือนจะเอื้อสิทธิพิเศษให้กับคนบางกลุ่ม นอกจากนี้เขาได้ถูกเชิญให้ไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ก่อนที่จะกลับสู่สนามการเมืองอีกครั้งในปี 2006 อันวาร์ได้ออกมาประกาศว่าเขามีแพลนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2008 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เขาพ้นจากการถูกสั่งห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ต่อมา อันวาร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในพรรค Parti Keadilan Rakyat (PKR) และทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยพฤตินัย นอกจากนี้ในการเลือกตั้งปี 2008 เขายังได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการนำทัพฝ่ายค้านคว้าเสียง 1 ใน 3 ของที่นั่งในรัฐสภา และชนะการเลือกตั้งใน 5 รัฐ แต่ระหว่างนั้นข้อกล่าวหาที่ว่า เขามีสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกันก็ถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ช่วงต้นปี 2012 คดีนี้ก็ถูกยกฟ้องไปเพราะศาลมองว่าหลักฐานไม่เพียงพอ 

ในการเลือกตั้งปี 2013 อันวาร์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายค้าน ได้นำทัพฝ่ายค้านลงสมัครรับเลือกตั้ง และแม้จะพ่ายแพ้กลับมา คะแนนนิยมของอันวาร์ก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่จุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อศาลได้กลับคำตัดสินคดีที่เขามีสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน ส่งผลให้เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง และอันวาร์ก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า นี่มันเป็นการใส่ร้ายป้ายสีกัน 

คีย์แมนคนสำคัญที่ดึงอันวาร์กลับมาสู่เส้นทางทางการเมืองอีกครั้งก็คือคู่ขัดแย้งเก่าอย่าง ‘มหาเธร์’ ที่จู่ ๆ ก็กลับมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านในวัยเกษียณ ซึ่งตอนนั้นมาเลเซียอยู่ภายใต้การนำของ รัฐบาล ‘นาจิบ ราซัค’ และตอนนั้นรัฐบาลกำลังเผชิญกับข้อครหาว่ายักยอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนพัฒนาของรัฐ นอกจากนี้มหาเธร์ยังได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ พร้อมกับกล่าวว่า หากว่าเขาได้รับเลือกตั้ง เขาจะอภัยโทษให้อันวาร์ และเขายังมีความตั้งใจว่าจะดำรงตำแหน่งเพียงแค่ 2 ปี (ตอนนั้นอายุ 92 ปี) หลังจากนั้นจะให้อันวาร์ขึ้นมารับไม้ต่อ  

และในการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 พรรคฝ่ายค้านที่นำโดยมหาเธร์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง หลังจากนั้นเขาก็ยื่นเรื่องคำขออภัยโทษแก่อันวาร์ และในวันที่ 11 พฤษภาคม 2018 คำขอดังกล่าวก็ได้รับการอนุมัติ อันวาร์จึงถูกปล่อยตัวในอีก 5 วันต่อมา หลังจากนั้นในปีเดียวกัน อันวาร์ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อม และก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในปี 2022 เขาก็ได้รับแต่งตั้งจากสุลต่านให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของมาเลเซีย เพราะในปีนั้นไม่มีพรรคการเมืองไหนชนะขาดเสียทีเดียว 

นี่คือเส้นทางทางการเมืองของชายคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม จนในที่สุดการรอคอยกว่า 25 ปีก็สิ้นสุดลง และเขาก็สามารถขึ้นมานั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ 

อ้างอิง