วัยเด็กของคุณเป็นอย่างไร มันเต็มไปด้วยโลกอันสนุกสนานจากสิ่งใดได้บ้าง หากถามเรา เรามองว่าความสนุกของโลกวัยเด็กคงหนีไม่พ้น ‘สนามเด็กเล่น’ ที่ไม่ว่ามันจะใกล้หรือไกลบ้าน เราก็จะรบกวนให้พ่อแม่พาไปเสมอ
เพื่อนใหม่ที่ไม่เคยเจอหน้ามาก่อน สถานที่ที่เต็มไปด้วยเส้นทางให้วิ่งเล่น สไลเดอร์ ซ่อนหา ไกวชิงช้า หรือถลาตัวลงบ่อทรายไปเลอะนิดเลอะหน่อยให้พ่อแม่ดุเล่น
ทั้งหมดล้วนเป็นความสนุกของโลกวัยเด็กที่เราทุกคนต่างเคยผ่านมา และกลายเป็นประสบการณ์ที่หล่นหายตามกาลเวลาเมื่อเราโตขึ้น เว้นเสียแต่ว่าในโลกวัยผู้ใหญ่ตอนนี้ เรายังค้นพบ ‘สนามเด็กเล่น’ แห่งใหม่ที่ยังสร้างความสนุกสนาน ตื่นเต้นให้เราเสมอไม่ต่างจากตอนเด็ก
‘อาร์ท-เอกรัฐ ตะเคียนนุช’ ผู้สื่อข่าวสายการเมือง ผู้ประกาศข่าว และบรรณาธิการข่าวประจำสถานีโทรทัศน์ PPTV HD36 ก็เป็นคนหนึ่งที่เจอสนามเด็กเล่นของตัวเองแล้ว นั่นคือ ‘การทำงานข่าวภาคสนาม’ ที่เขาภาคภูมิใจและสนุกสนานทุกครั้งที่ได้ออกเดินทางไป ผู้คนใหม่ ๆ แหล่งข่าวผู้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจที่เขาไม่เคยรู้ หรือแม้แต่ความคาดเดาไม่ได้ และความท้าทายทุกครั้งในการทำงานบนพื้นที่จริงที่กำลังจะกลายเป็น ‘ข่าว’ ให้ทุกคนได้รับรู้
วันนี้ SUM UP ลงพื้นที่ภาคสนามไปพูดคุยสบาย ๆ กับเขาถึงสถานีฯ ถึงเส้นทางการเป็นคนข่าวในระยะเวลา 14 ปี ว่างานนี้มันให้อะไรกับเขา และมาดูกันว่าในสนามเด็กเล่.. เอ้ย ‘สนามผู้ใหญ่เล่น’ ของเขา มันสนุกสนานอย่างไร
ติดตามรายงานนี้จาก SUM UP ได้เลยครับ!

ชีวิตการเป็นคนข่าวเมื่อ 14 ปีที่แล้วของพี่อาร์ทเริ่มต้นได้ยังไง
เราเรียนจบปริญญาตรี ไปทํางาน แล้วเรียนต่อปริญญาโท พยายามค้นหาตัวเองเรื่อย ๆ พอจบเสร็จปุ๊บมันมีเปิดสอบราชการที่รัฐสภา ตําแหน่งมันคือผู้สื่อข่าวสังกัดสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา แต่เป็นข้าราชการด้วย เราก็ดันสอบเข้าไปติดคนเดียว
ก็ดีใจนะ แต่เราก็ไม่รู้หรอกเข้าไปวิทยุโทรทัศน์สภาแล้วจะทําอะไร เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ทํางานข่าวเลย แต่แม่ดีใจ พ่อดีใจ พี่สาวดีใจ เพราะเป็นครอบครัวข้าราชการมาอยู่แล้ว เป็นครู เป็นอัยการ เราก็เป็นหนึ่งในข้าราชการ เลยคิดว่าชีวิตน่าจะที่สุดแล้ว การเข้าสู่การทำงานในระบบราชการของคนต่างจังหวัดนี่คือที่สุดแล้วจริง ๆ เราคิดว่าชีวิตจะทำงานนี้ไปอย่างราบเรียบจนเกษียณอายุ แต่เรื่องราวไม่ได้หวานชื่นอย่างที่คิดขนาดนั้น
เข้าไปทําแรก ๆ รู้สึกต่อต้านมาก ไปทําข่าวการเมืองล้วน ๆ อยู่ในห้องกรรมาธิการ เฝ้าฟังประชุมสภา ฟังประชุมวุฒิสภา สรุปข่าวการเมืองจากรายการวิทยุ ทํารายการทีวีนู่นนั่นนี่จนจะอ้วก มันเหนื่อยแสนสาหัสมากเลยนะการทำข่าวการเมือง มันมีความเมามันส์ แต่มันก็มีความกดดัน มีความเครียดสูง ถึงจุดหนึ่งเรารู้สึกว่าเริ่มทำอะไรได้ไม่เต็มที่ จากที่เราเคยภาคภูมิใจที่สุดเลย เป็นนักข่าวด้วย เป็นข้าราชการด้วย แต่ผ่านไปสักพักเข้าสู่ปีที่ 2 มันเริ่มสนุกเว้ย อยู่ดี ๆ มันก็สนุกเฉยเลย เพราะตอนแรกรู้สึกมันยาก หลังจากทําซ้ำ ๆ แล้วสนุก อันนี้เป็นจุดที่เริ่มรู้ตัวว่าชอบงานนี้
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อคือการที่เรารู้สึกว่าขาหนึ่งเราเป็นข้าราชการ ขาหนึ่งเราเป็นนักข่าว มันจะประคับประคองกันไปไหวหรือเปล่า มีช่วงหนึ่งโดนหลังไมค์มาบ้างจากฝ่ายการเมือง แล้วรู้สึกว่า “เฮ้ย ไม่ใช่ล่ะ มุมมองนักข่าวของเรามันน่าจะเป็นทําหน้าที่ในตรวจสอบนักการเมืองสิ ไม่ใช่ทำ PR สิวะ” มันก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนในวิชาชีพช่วงนั้น
เราวางแผนชีวิตการทำงานข่าวใหม่ แล้วก็เลยตัดสินใจกำเอาอนาคต ซึ่งเป็นช่วงขาลงแล้วของทีวีดิจิทัล ผ.อ. พี่ บอกเจ้านายพี่ วันเดียวจบเลย แต่ด่านสุดท้ายคือแม่ จําได้ว่าที่บอกเนี่ย หืมใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพราะแม่เครียดมาก สุดท้ายแม่ไม่เครียด เพราะแม่รู้ว่าเราทุกข์ทรมานมานาน แล้วอันนี้คือจุดเปลี่ยนที่ก้าวเข้าสู่นักข่าวจริง ๆ ที่ไม่ใช่นักข่าวในสังกัดข้าราชการ
ขยายความให้เราฟังหน่อยว่าจุดเปลี่ยนความชอบในสายงานนี้จริง ๆ มันเกิดขึ้นได้ยังไง
แรก ๆ มันยังไม่มีฟีดแบ็ก แต่ทำไปเรื่อย ๆ ก็มีคนมาบอกว่า “เฮ้ยคุณอาร์ท เมื่อเช้าฟังข่าวนั้น เห็นข่าวนี้ แล้วเราเอาไปใช้งานต่อได้นะ” หรืออย่างการที่ช่วงนั้น Facebook มา มันก็เริ่มมีข้อความส่งมาทางหลังไมค์ โทรมาทางวิทยุรัฐสภาบ้าง ถามหาเรา ส่งจดหมายมาจากทางบ้าน เป็นลายมือคุณลุงคุณป้าที่เขาฟังรายการวิทยุของเรา
เออ เนี่ย เราก็มาคิด “เฮ้ย อาชีพกูแม่งมีความหมายนี่หว่า” มันเหมือนเราตีปิงปองไปแล้วมันมีอะไรเด้งโต้กลับมาเข้าหัวใจ อันนี้แหละที่รู้สึกว่ามันใช่ แล้วก็มีความสุขมากขึ้นว่าเออ เราก็มีประโยชน์กับสังคมเหมือนกันนะ คิดแบบวัยรุ่น จนทำให้รู้สึกว่าไอเรื่องที่เราทำมันดูยิิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ความภูมิใจมันเริ่มมา
อีกจุดที่รู้สึกว่างานนี้มันเริ่มใช่ คือการที่เราตื่นตี 4 ครึ่งมาทำงานไม่มีปัญหาว่ะ ตื่นเหมือนตอนเรียนสวนกุหลาบเลย นั่งรถจากกระทุ่มแบนเข้ามาที่สวนกุหลาบตอนนั้น ผ่านไป 10 กว่าปี รอบนี้ตื่นตี 4 ครึ่งอีกรอบไม่เป็นอะไร เพราะอยากมาจัดรายการวิทยุ อยากมาทําข่าวตอนเช้า อยากมารายงานข่าว อันนี้รู้สึกว่าใช่แล้ว แสดงว่าเริ่มสนุก

กลับมาตอนนี้ 14 ปีผ่านไป เล่า Career Path ให้ฟังหน่อยว่าผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง
จริง ๆ ทํามาหมดแล้วครบถ้วนเลย เราเริ่มต้นเป็นนักข่าวที่สภาฯ 5 ปีเต็ม แล้วก็มีโอกาสมาอยู่ที่เนชั่นทีวี ช่วงที่คุณสุทธิชัยยังอยู่ ซึ่งเป็นยุคที่เราภาคภูมิใจมากเลยนะ เราไปประจําที่ทําเนียบฯ วนไปวนมา สภาฯ ทําเนียบ แล้วก็มีโอกาสขึ้นมาอ่านข่าวเบรกกับเขาบ้าง อ่านข่าวช่วงกลางคืนบ้าง แล้วก็เริ่มมีรายการข่าวเป็นของตัวเอง
งานภาคสนามทําแล้ว อ่านข่าวแล้ว ดําเนินรายการทอล์ก ฮาร์ดทอล์กก็ทําแล้ว บ.ก. ทําแล้ว สื่อโซเชียลทําแล้ว ครบ เราว่าน่าจะครบทุก Career Path แล้วในแวดวงวิชาชีพข่าว
หากนับเฉพาะงานที่ผู้ชมเห็นเราจริง ๆ มันคืองานหน้าจอ แต่หน้าจอมันมีสองแบบ ก็คือผู้ประกาศข่าวนั่งโต๊ะ กับผู้สื่อข่าวภาคสนาม พี่อาร์ตชอบมุมไหนมากกว่ากัน
มันมีความสุขคนละแบบ มีศาสตร์และศิลป์คนละแบบ มีความยากง่ายคนละแบบ Mood & Tone คนละแบบ แต่เราว่าทุกคนที่เป็นนักข่าว เราย้ําเสมอว่าทุกคนควรต้องมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นนักข่าวภาคสนาม คือเราจะรู้เลยว่ากระบวนการในการผลิตข่าวแต่ละชิ้นมันไม่ได้ง่าย
สมมุติเราเป็นนักข่าวคนหนึ่ง เราต้องคิด พรุ่งนี้จะไปไหน ทําอะไร แตะประเด็นอะไร เจาะลึกเรื่องอะไร ลงพื่นที่ที่ไหน แหล่งข่าวเป็นใคร นัดหมายหรือยัง รายงานสดมั้ย มีระเบิดมั้ย มีสารเคมีมั้ย หรือม็อบมั้ย มันเป็นรากฐานของความเป็นผู้สื่อข่าวสากลทั่วโลก เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่สําคัญ เหมือนเหมือนตึกที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ถ้าเรารู้ว่าข้างล่างมัน มีดิน มีปูน มีหิน มีทราย มีการฉาบปูน ก่อร่างสร้างตัวก่อนที่มันเป็นตึกใหญ่ ๆ นั่นแหละคือรากฐานความเป็นนักข่าว
ทุกวันนี้เราก็ชอบความเป็นนักข่าวอยู่เสมอ อยากออกภาคสนามไปทำข่าวทุกวัน ไปรายงานสดทุกวัน ไประเบิด ไปแคดเมียม ตามแต่จะมี ไปม็อบ ไปเลือกตั้งหาเสียง กลับเข้ามาก็เอาวัตถุดิบตัวเองนี่แหละ เข้ามาใช้การผลิตเนื้อหาด้วยตัวเอง ทั้งเขียน คัด ฟัง เรียบเรียง อ่าน เล่า ทุกสิ่งอย่าง จบครบอยู่ในตัว แล้วก็มีทีมเบื้องหลังช่วยเรื่องของโปรแกรม โปรดักชั่นอีกที
เราชอบทั้งคู่นะ แต่ในความชอบทั้งคู่ มันต้องมีรากฐานสําคัญคืองานข่าวภาคสนามจริง ๆ อย่างที่บอกไป เหมือนเล่นดนตรีกลางคืน คนที่รู้สเกลกีตาร์ รู้โน้ต มันจะมีรากฐานการเป็นคนดนตรีที่เข้มแข็งมาก
ความสนุก หรือความรู้สึกจากประสบการณ์การทำงานข่าวภาคสนามในช่วงที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง
วันที่นั่งคุยกันเราไปทําข่าวกากแคดเมียม ไปเป็น 10 ครั้ง สมุทรสาครจุดที่หนึ่ง บางน้ําจืดจุดที่สอง กระทุ่มแบน บางซื่อ หรือกระทั่งโรงงานที่คลองกิ่ว ชลบุรี
เชื่อมั้ยที่คลองกิ่ว เป็นโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาตแต่ยังฝืนทําอยู่ ทันทีที่ไปเห็น เราไปเจอชาวบ้านที่เขาอยู่ตรงจุดนั้น แล้วก็็ได้ภาพข่าวชิ้นหนึ่งที่มีผู้คนแชร์ไปเยอะมาก ภาพข่าวเป็นน้ําสีเหลือง ในจุดที่เขาอยู่ประมาณ 20 ปี จนกระทั่งมีโรงงาน แล้วเขาก็ขุดบ่อขึ้นมา ณ ที่ตั้งโรงงานตรงนั้น มันมีสารซึ่งเป็นกากวัตถุอันตรายเต็มไปหมด แล้วมันก็ไหลลงไปในน้ำด้านล่าง พอขุดบ่อขึ้นมามันก็ซึมที่บ่อกลายเป็นน้ําสีเหลือง
เขาใช้ชีวิตกันยังไง น้ําประปามีมั้ย ก็พอมีอยู่บ้าง แต่น้ําที่ขุดขึ้นมาก็มีชาวบ้านเอาไปรดต้นไม้ ไม่กี่วันก็เฉาตาย ทุกอย่างเห็นตรงหน้ามันน่าตื่นเต้นจริง ๆ เว้ยแบบ โห พี่อยู่มาได้ยังไงวะเนี่ย แล้วทําไมหน่วยงานรัฐไม่เข้ามาจัดการ อะไรแบบนี้ ความรู้สึกนี้เลยครับ เวลาที่เราลงพื้นที่ไปทําข่าวภาคสนาม เรารายงานสดข้างนอก เราเห็นมัน เรากลับเข้ามา มันก็มีความรู้สึกบางอย่างติดค้างในใจเรา แล้วก็เล่าผ่านหน้าจออีกที
มันคือความอินและความจริง ซึ่งทําให้เราตื่นเต้นกับการที่ได้เห็นทั้งจุดที่ดี และจุดที่เป็นปัญหา จุดที่ต้องตรวจสอบ ความรู้สึกที่ได้รับว่าสถานการณ์มันเป็นแบบนี้จริง ๆ ว่ะ ในการออกไปทําข่าวทุกวันของเรา

เบื้องหลังของคนทําข่าวภาคสนามว่าเป็นยังไง ทีมงานเป็นแบบไหน เล่าเบื้องหลัง โครงสร้างคร่าว ๆ ให้เราฟังหน่อย
เราต้องเซ็ตประเด็นก่อน พรุ่งนี้มีหมายข่าว Routine มั้ย เช่น ไปทําเนียบฯ ไปสภาฯ หากไปสภาฯ ก็ต้องคิดประเด็นว่าคือถามนายกฯ เรื่องอะไร ทำการบ้านกับมัน เราพยายามจะทําให้มันไม่เป็นข่าวปิงปองมากในช่วงที่ผ่านมา (ข่าวที่เน้นทำเพื่อส่งต่อข้อมูลสู่ผู้ชมเป็นหลัก – ผู้เขียน) เน้นทำเป็นข่าวขยาย ไปสัมภาษณ์ ไปเจาะเพิ่มเติม
แต่มันจะมีข่าวเหตุการณ์ ข่าวสถานการณ์ ไฟไหม้ แผ่นดินไหว น้ําท่วม ทีมข่าวเราต้องเซ็ตประเด็น ร้อนหรือไม่ร้อน แรงหรือไม่แรง ด่วนไม่ด่วน หรือด่วนไม่ด่วนไม่รู้แต่ต้องไป คนลงพื้นที่มีเรา มีช่างภาพ ผู้ช่วงช่างภาพ แค่นี้เลย 3 คน นักข่าวคือหัวหน้าทีม ขับรถไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ระหว่างทางเราต้องเตรียมตัวข้อมูลอยู่ในหัว เผื่อต้องไปรายงานสถานการณ์สด นู่นนั่นนี่
เล่าให้ฟังตัวอย่างเผื่อจะเห็นภาพ เราทําข่าวน้ําท่วมอยุธยาเมื่อตอนปลายปี 2565 ทําข่าว รายงานสด 62 ครั้ง เรารับผิดชอบที่อยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท เขื่อนเจ้าพระยา แล้วก็อ่างทอง น้อง ๆ ในทีมข่าวเขาก็กระจายไปภาคอีสาน ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง เรารับผิดชอบภาคกลาง จนมันเริ่มคลี่คลายและกําลังจะเดินทางกลับ
มีวันหนึ่งการเดินทางไปอยุธยา พี่ ๆ กอง บ.ก. โทรเข้ามาว่ามีข่าวด่วนเหตุสลดที่หนองบัวลําภู ตอนนั้นใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าบูต ขับรถไปถึงดอนเมืองแล้วกําลังจะเข้าไปที่รังสิต ทุกคนต้องเบรกเอี๊ยดแล้วยูเทิร์นกลับมา จองตั๋วเครื่องบิน เก็บข้าวของในครึ่งชั่วโมงแล้วออกบินเลย ถึงที่อุดรธานีแล้วก็เช่ารถขับไปหนองบัวลําภูกันสองคน
เราต้องรายงานเข้ารายการพี่นา (กรุณา บัวคำศรี) รอบโลก Daily เป็นรายการแรก ตอน 3 ทุ่มประมาณนี้ เราไม่มีโอกาสเห็นหน้างานเลย ระหว่างทางช่างภาพขับรถสลับกับเรา พิมพ์สคริปต์สั้น ๆ ตรวจสอบข้อมูล พิมพ์เสร็จปุ๊บเราสลับกลับมาขับรถให้ช่างภาพมาเปิด LiveU ส่งสัญญาณรอ เพราะเดี๋ยวเราจะถึงแล้ว
ไปถึงพื้นที่จอดตรงลานเฮลิคอปเตอร์ วิ่งลงไปเสียบปลั๊ก 1 นาทีเข้ารายงานสดเลยทันทีหน้างาน และเราดีใจที่วันนั้น PPTV ไม่ได้ใช้ภาพที่หน้าสถานที่นั้นเลย เราบอกว่าจะไม่ Pan ภาพไปเด็ดขาด ไม่มีการสัมภาษณ์คนที่สูญเสียเด็ดขาดนะ ภาพที่ใช้มีแค่ช็อตที่เอาพวงมาลัยมาวางเพื่อแสดงความอาลัยกับน้อง ๆ
อันนี้คือสิ่งที่รู้สึกว่า เฮ้ย เราสนุกในตัวงาน และเราได้คุณค่าทางจิตใจด้วย นี่คือกระบวนการทํางานข่าวภาคสนามจริง ๆ ของเรา
เจอช่วงเวลาล่กๆ ในการทำข่าวภาคสนามบ่อยมั้ย
เจอครับ เราว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่ามันต้องอาศัยการฝึกฝน แรก ๆ การทำข่าวภาคสนามเราก็ลน เราจําได้การรายงานสดครั้งแรกเหมือนหัวใจเราจะหลุดออกมาข้างนอกอะ ในหัวเราคือแบบ คนรอดูอีกเท่าไหร่ที่ไอ้ตัวกล้อง ๆ เดียวเนี่ยนะ ภาวนาในใจอย่าดูเลยขอร้อง
ตอนที่ช่างภาพที่นับ อีก 15 นาทีเตรียมตัวนะ ข้างในสตูฯโทรมาอีก 5 นาทีครับ “5 นาทีแล้วว่ะ” “1 นาทีเข้าครับ 1 นาทีพร้อม ตอนนี้เข้าเบรกแล้วนะ” “จบโฆษณา 1 นาทีพร้อม” “นับถอยหลัง 10 9 8 7 5 4 3 2 คิวครับ” เชื่อไหมว่ามันเป็นโมเมนต์ที่พอผ่านไปเรื่อย ๆ ซ้ํา ๆ บางคนกลัวเลย แต่เชื่อมั้ยว่าการรายงานสดในฐานะผู้สื่อข่าว มันคือความรู้สึกที่เติมเต็มในชีวิตนักข่าวจริง ๆ นะเว้ย การได้รายงานข่าวว่าข้างหลังคือรถขนส่งกากแคดเมียม เรารู้เลยว่านี่คือโมเมนต์สําคัญที่คนไทยทุกคนต้องรับรู้
แม้มันมีความลน มีความกดดัน แต่วิธีการแก้ความรู้สึกเหล่านั้นคือทําซ้ํา ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้เราไม่ต้องใช้ Script ล่ะ เพราะเราไปรายงานมันด้วยความเข้าใจ เราอินไปกับมัน ข้อมูลอยู่ในหัวแล้ว มันผ่านจากประสบการณ์การทําซ้ํา ๆ และความผิดพลาดหลาย ๆ ครั้ง บางทีพูดผิดพูดถูก รายงานผิด สัญญาณหาย มันจะลน แต่ต้องกลับมาให้ได้ แล้วการรายงานสดทุกครั้งเราจะตื่นเต้นกับมัน แต่ตื่นเต้นด้วยความสนุกและลดความกดดันลงไปได้


ทํายังไงให้จัดการหรือจดจำข้อมูลมากมายในหัวได้
เราต้องชอบก่อน มีหลายคนชอบมาแซวเรา พี่อาร์ทไม่หลับไม่นอน พี่อาร์ทไม่นู่นไม่นี่ จริง ๆ พี่ไม่ได้บ้างานขนาดนั้นหรอก แต่บางทีเราไม่รู้จะทําอะไร ทั้งชีวิตเราหายใจเข้า หายใจออกคือข่าว ๆ เจออะไรที่เป็นข่าว แล้วก็ชอบหมด
พี่เคยหลอกคนใกล้ชิดหลาย ๆ คนให้ไประยองว่าจะไปเที่ยว แต่จริง ๆ พี่จะไปดูน้ํามันที่รั่ว อะไรหรือหลอกน้องสองคนไปที่กาญจนบุรี บอกว่าไปเที่ยวกัน แต่จริง ๆ ไปดูกระบวนการทุจริตเรื่องบัตรประชาชนอะไรอย่างเงี้ย มันอาจจะเป็นนิสัยความชอบส่วนตัว แต่ถ้าเอาไปประยุกต์ใช้ได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เช่นเราเจออะไรที่เราอยากรู้ เราก็จะอยากไปสืบค้นมัน อยากทําความเข้าใจมัน มันจะสนุกกับข้อมูลตรงนั้นเอง
เราไม่ได้จบเคมี ไม่ได้จบวิศวะ แต่เราอยากรู้จักกากแคดเมียมมันเป็นยังไง มันเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติมากกว่า ซึ่งเราว่ามันเป็นจุดหนึ่งของสัญชาตญาณนักข่าว ที่อยากรู้อยากเห็นและอยากเข้าใจที่มาที่ไป แล้วไปค้นหา อ่าน ฟัง คิด เขียน ออกไปทําข่าว แล้วกลายเป็นก้อนข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยอัตโนมัติ
เคยเจอเหตุการณ์ หรืออุปสรรคที่อาจจะทําให้เรารู้สึกว่านี่แหละอาจส่งผลให้เราอยากหยุดทำงานข่าวภาคสนามบ้างหรือเปล่า
มีข่าวชิ้นหนึ่งที่ตอนที่มาอยู่ที่ PPTV เป็นข่าวบ่อน ช่วงหนึ่งก่อนเลือกตั้งปี 2566 มีอยู่ครั้งหนึ่งไปทำข่าวที่นนทบุรี เป็นบ่อนของเครือข่าย ๆ หนึ่ง เรามีแหล่งข่าวหลายคนซึ่งเป็นชาวบ้านและนักพนันที่นั่น เลยไปที่บ่อนตรงอําเภอเมืองนนทบุรี
ไปครั้งแรกก็นั่งคิดว่าน่าทํามั้ยวะ มีจริง ๆ หรือไม่มีจริง วันแรกก็เลยขึ้นไปดู แล้วก็ได้คลิปมานู่นนั่นนี่ โอเค แสดงว่ามีบ่อนแน่ ๆ เลยลงไปด้านล่าง ไปสอบถาม “ลุง ๆ ตรงข้างบนเล่นคนเยอะป่ะ” อะไรแบบนี้ แต่เราต้องแต่งตัวซ่อมซ่อหน่อย เค้าจะได้จําไม่ได้ สรุปก็ได้หลักฐานมาว่าที่นั่นเป็นบ่อนจริง ทั้งบาคาร่า ทั้งตู้ปั่นสล็อต โจ๋งครึ่ม รู้สึกว่าต้องทําแล้ว
อีกวันหนึ่งกลับมาสังเกตเห็น เฮ้ย ไม่ทําไม่ได้แล้วว่ะ ตู้แดงใต้ที่บ่อนที่ได้หลักฐานมันหายไป แปลว่ามันมีเจ้าหน้าที่มอนิเตอร์ถูกไหม แล้วคิดว่าเราจะอยู่นิ่ง ๆ ได้หรือ ก็เลยเขียนข่าว ทำข่าวไปเรื่อย ๆ ก็เห็นว่ายังไม่ปิดตัวลง มีคนมาเดินลาดเลา ขายของเบ็ดเตล็ด ที่ตู้ด้านล่างก่อนขึ้นไปข้างบนเหมือนโรงหนัง
จําได้ว่าไปทําอยู่เกือบ 2 อาทิตย์ ครั้งสุดท้ายเราไปกับช่างภาพ PPTV เราจอดรถอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้กับบ่อนตรงนั้น ช่างภาพโทรมาบอก “พี่อาร์ท มีคนขอคุยด้วยนิดนึงพี่” พี่บอก “อะไรวะ กอล์ฟอะไร” “อ่อพี่อาร์ท เขาอยากคุยด้วยนิดนึง พอดีเขาไม่ไม่โอเคที่เรามาทําข่าวพี่” เราก็เดินไปหาเขา เขาจําเราได้ “หวัดดีครับพี่” “คุณอาร์ทมาเองเลยเหรอ” “มาเองพี่ มาเอง” “ผมคุยเปิดใจได้ไหม ขอนิดนึงตรงจุดนี้เท่านั้นเอง ไม่เป็นไรหรอกเนอะ” “เออ เดี๋ยวผมดูแลก็ได้ ดูแลดี ๆ แบบ เออ 5-6 หลักเลย” อะไรอย่างนี้
แล้วไม่ได้มาคนเดียว มากับลูกน้องอีกสองคน ลูกน้องดูอารมณ์ร้อน แต่ตัวอาเฮียแกใจเย็น เราเลยบอกว่า “เฮ้ยพี่ ผมต้องทําหน้าที่จริง ๆ พี่จะนู่นจะนี่ จ่ายอะไรเงี้ยผมรับไม่ได้จริง ๆ พี่ บาทเดียวผมก็รับไม่ได้ ไม่เคยรับเลยทั้งชีวิตการเป็นนักข่าว” วันนั้นเราก็ส่งสัญญาณกับช่างภาพว่า เฮ้ย เพื่อความปลอดภัยของเรา เราต้องเซฟชีวิตนักข่าว เซฟทีม ก็เลย “โอเคพี่ งั้นผมไม่เล่นข่าวนี้ วันนี้ถือว่าผมไม่ได้มาถึงตรงนี้ก็แล้วกัน เฉพาะวันนี้นะ” แยกย้ายกันไป
ถามว่ากลัวมั้ย โคตรกลัวเลย แต่เรารู้สึกว่าถ้าเรากลัว เราก็ใช้ศิลปะในการคุยให้เขาเกรงเรา อาจจะโชคดีที่เรารู้จักเรา มันช่วยให้ทุกอย่างจะหนักกลายเป็นเบาได้
สุดท้ายตอนนี้บ่อนนี้ปิดเพราะตํารวจลง ซึ่งตํารวจก็คือเจ้าของตู้แดงที่อยู่ตรงนั้นแหละ พอมีีข่าวที่ตอกย้ำเยอะ ๆ บ่อนนั้นเลยปิดไป ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่กลับมาเปิดอีกเลย โคตรดีใจเลย ภูมิใจจริง ๆ เรารู้สึกว่า เฮ้ย เราก็ช่วยสังคมได้ระดับหนึ่งนะเว้ย แม้จะเป็นบ่อนไม่ได้ใหญ่มากก็ตาม
วิธีการสื่อสารของนักข่าวภาคสนามกับแหล่งข่าวทํางานกันยังไง หรือใช้วิธีสื่อสารกันยังไงให้ได้ข้อมูลอย่างที่อยากได้
นักข่าวต้องมีแหล่งข่าวในมือที่เชื่อใจกันได้ เพียงแต่ว่าความสนิทสนมมันต้องมีเพื่อที่จะได้ข้อมูลสําคัญเป็นที่แรก ๆ จากการแข่งขันที่มันสูง หรือเพื่อรีเช็คข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น ท่านอธิบดีท่านนั้น ท่านปลัดกระทรวงท่านนี้ นักการเมืองท่านนั้น ปรับ ครม. เป็นยังไง
เรามีหลักคิดสากลเรื่องความใกล้ชิดกับแหล่งข่าวมันต้องเว้นระยะ สนิทมากไปไม่ได้ เพราะเราจะถูกตกเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว เราจะกลายเป็นเครื่องมือในการ PR ของเขา โดยเฉพาะนักการเมือง หรือบางทีมันต้องทำฟอร์มสนิทก็ได้เพื่อจะได้แหล่งข่าวมา แต่ไม่ใช่การเฟคนะ การฟอร์มสนิทมันมีเพื่อที่เราจะตรวจสอบเขานั่นแหละ เขาเป็นฝ่ายการเมือง เขาเป็นหน่วยงานรัฐนู่นนั่นนี่
เส้นของความเป็นนักข่าว กับเส้นความเป็นแหล่งข่าว มันต้องมีช่องว่างระหว่างกัน เพื่อที่จะทําให้การทําหน้าที่ของเราไม่ได้ถูกครอบงํา

หลังจากเป็นนักข่าวภาคสนาม มันเพิ่มทักษะอะไรให้กับพี่อาร์ทบ้าง
เราว่าทุกอย่างมันฝึกได้หมด เพราะพี่เป็นเด็กกลางห้อง ที่พูดน้อย ไม่ชอบการ Present ไม่เชื่อว่าตัวเองจะเป็นอาชีพนักข่าวแบบทุกวันนี้ได้ ย้อนกลับไปสมัยเรียนสวนกุหลาบ สมัยเรียนมหาลัย ไม่มีเพื่อน ๆ สักคนเชื่อว่า อยู่ดี ๆ อาร์ทจะเป็นนักข่าว เราก็ไม่เชื่อแบบนั้น เพราะเป็นคนขี้อายมาก เจอคนเยอะ ๆ ก็เริ่มเขินละ
ดังนั้นเรารู้สึกว่าไม่ต้องฝึกหรือมีทักษะอะไรเป็นพื้นฐานเลย แต่วันหนึ่งถ้าเกิดมันต้องกระโจนเข้ามาจริงจริง เดี๋ยวมันจะเกิดการฝึกอัตโนมัติ มันจะหลีกหนีการพรีเซนต์ไม่ได้ คุณต้องพรีเซนต์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วทักษะนี้มันจะเกิดขึ้นมาเอง
เรามีหลักคิดอย่างนึงว่าทักษะที่ได้จากการทําข่าว การรายงานข่าวภาคสนาม หนึ่ง มันได้ทักษะของการสร้างปฏิสัมพันธ์ จากคนที่แบบขี้กลัว แบบไม่เอาเลย ไม่เข้าสังคม ทักษะนี้มันจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะเราอยากได้ข่าว มันจะกล้าโหรหาแหล่งข่าว เราจะกล้าออกไปที่นั่นที่นี่ ได้การเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยเห็น
อีกอันหนึ่งที่ได้มาโดยอัตโนมัติ คือทักษะในการเรียนรู้และทําความเข้าใจกับประเด็นต่าง ๆ การยายามจะเข้าใจมันทำให้เราไม่ต้องไปนั่งอ่านเนื้อหาเป็นปึก ๆ เพราะเราจะหาทางทําความเข้าใจในประเด็นที่เราจะรายงานข่าว ดังนั้นทักษะที่เป็นผลพลอยได้ทุกอย่างมันจะได้มาอย่างง่ายดายมาก
การทํางานบน Red Ocean ของสื่อในมุมคนภาคสนามมันมีความกดดันเพิ่มขึ้นยังไงบ้างในการทําข่าว หรือการจะได้ข่าวเป็นคนแรก ๆ ในยุคนี้
กดดันมาก ยากทุกอย่าง มันคือ Red Ocean ไปหมด ไม่เว้นแม้แต่สํานักข่าวออนไลน์ จริง ๆ เราทําออนไลน์อยู่ด้วยกันกับเพื่อน เรารู้เลยว่า โห ข่าวจริง ๆ กับธุรกิจ มันคนละทางกันเลยด้วยซ้ํา แต่ว่าวันหนึ่งมันต้องมารวมอยู่ด้วยกัน
เราเคยคิดว่าเอาจริงๆ กากแคดเมียมจะมีคนดูไหมนะ บางทีก็มีนั่งน้อยใจเหมือนกัน สารเคมีนั้นรั่วไหลจะมีคนดูไหมนะ แม้แต่การเมืองช่วงที่ไม่ได้แรง จะทําเรื่องการเลือกตั้ง สว. จะคุ้มมั้ย แต่ว่าเราดูถูกคนดูไม่ได้ เราต้องทํา เพราะมีคนที่เขาเฝ้ารอ หรือไม่เฝ้ารอเราก็ต้องทําอยู่ดี เพราะคนดูมีคุณค่ากับเรามาก ๆ
เพียงเรารู้สึกว่า โอเค มันก็บีบให้เราปรับตัว บีบให้เราต้องพยายามเอาชนะให้ได้ อย่างการได้ข้อมูลที่ดีกว่า ลึกมากกว่า เร็วแต่ถูกต้องมากกว่า หรือที่ข้อมูลที่แปลกมากกว่า กลายเป็นว่ามันจะฝึกทักษะการเอาตัวรอดไปในตัว เพื่อที่จะพยายามจะประคับประคองมันให้ได้ หรือกระทั่งทําให้มีคนเสพสื่อของเราให้ได้ ในมุมหนึ่งมันก็มีข้อดีของมันอยู่เหมือนกัน

วงการสื่อยุคนี้เป็นยังไงในสายตาเรา
พูดไปถอนหายใจไปเหมือนกันนะ เพราะการแข่งขันมันสูง แล้วก็เป็นวงการที่หนักหนาสาหัสอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้ว พอมันมีวันที่พอมันโยกไปที่ออนไลน์ก็สาหัสต่อไปเรื่อย ๆ แต่เราก็ยังเชื่อตามคำพูดของคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่นับถือกันเป็นเจ้านายตลอดกาล เขาเคยพูดว่า “ยังไง ๆ โลกใบนี้ข่าวก็ไม่หายไปไหนหรอก ข่าวมันยังอยู่ สื่อมันก็ต้องอยู่ เพียงแต่ว่ามันจะเปลี่ยนไปตามสภาพของแพลตฟอร์มไหนเท่านั้นเอง”
อย่างเราเองอาชีพอื่นทํากูทําไม่เป็นล่ะ ยังไงก็ต้องไปหาทางรอด ดังนั้นเชื่อว่ารักษาไว้ก่อน อย่างทุกวันนี้ครับที่ทํากากแคดเมียมก็คือการรักษานะ เราพยายามรักษาเส้นมาตรฐานตรงนั้นไว้ก่อน ซึ่งบางทีเส้นนี้มันถูกหลงลืมไปเลย แต่เราต้องทําไว้ก่อน
วันหนึ่งถ้าเกิดว่าทุกอย่างมันเซ็ตตัวกลับมา เส้นที่ผู้ชมลืมดูว่าเส้นมาตรฐานของพี่คนนั้น เส้นมาตรฐานของพี่คนนี้เขาเดินมาตลอดเลยนะเว้ย แต่มันมีเมฆหมอกมาบดบังในช่วงนั้นเท่านั้นเอง
มองชีวิตตัวเองในวงการข่าวหลังจากนี้ยังไง
คงทําไปเรื่อย ๆ ทั้งในฐานะสังกัดที่ต้องเป็นหนึ่งในพนักงาน และก็ต้องทําของตัวเองไปด้วย เรายืมคําคุณสุทธิชัยอีกรอบ แกเคยบอกว่า “คุณต้องไปทํานะ เรือลําเล็กอะ ต่อไปเนี่ยเรือลําใหญ่มันไปไม่รอดแล้ว คุณต้องมีเรือลำเล็กของคุณ” คุณจะรวมเพื่อนของคุณ 2 คน 3 คน 4 คน ก็ได้ รูปแบบของเรือลําเล็กมันจะมีร่องน้ําเล็ก ๆ ของตัวเองให้ได้พายไป ช่วงแรกอดทนพายก่อน แต่อย่าหยุดพาย วันหนึ่งเดี๋ยวมันจะเริ่มมีเรือเครื่องยนต์ เรือสปีดโบ๊ตของตัวเอง ประคับประคองไว้ ไม่ต้องไปใหญ่มาก แต่ให้ไปมีร่องน้ําเฉพาะของเรา
อาชีพนี้คงเป็นอาชีพแกนหลักของเราไปเรื่อย ๆ แต่อาจจะสร้างฐานคนดูของตัวเองขึ้นมาเพิ่มเติม ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ซึ่งเติบโตขึ้นแบบช้า ๆ แต่มั่นคง พยายามรักษามาตรฐานที่ถูกสั่งสอนมา เพื่อประคับประคองทั้งตัวเองด้วย สังกัดปัจจุบันด้วย รวมถึงเรือลําเล็กของเราให้อยู่รอดในระยะยาวได้
อยากบอกอะไรกับคนทําสื่อยุคนี้
อยากฝากถึงความสําคัญของนักข่าวภาคสนาม ที่เป็นต้นทางของสายธารของข่าว พวกเขาหนักและสาหัสมาก สิทธิ สวัสดิการต่าง ๆ เขาไม่ได้สูงมากนัก แต่พวกเขาก็มีความทุ่มเท มีความเสียสละอยู่ ถ้าในอนาคตอันใกล้มันโยกย้ายคุณภาพไปทางได้องคาพยพ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดน่าจะเป็นเรื่องดี
นี่คือความจริง แล้วก็อยากจะเป็นคนหนึ่งที่พูดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาไปตามเวทีเสวนาต่าง ๆ เพราะเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นคนข่าวภาคสนามด้วย เรารู้ว่าความยากมันอยู่ที่ตรงไหน แต่ขณะเดียวกันสูตรเรือลําเล็กของคุณเองก็ช่วยได้ในอนาคต ทั้งเติมรายได้ เติมสวัสดิการ เติมอะไรต่าง ๆ ที่หล่อเลี้ยงในการทําสื่อต่อไปได้
หากชีวิตนี้ไม่ได้ทํางานข่าว คิดว่าอาร์ทคนนั้นในยุคนั้นน่าจะพลาดอะไรไปในชีวิตบ้าง
จริง ๆ อาชีพหลักที่อยากเป็นอันดับหนึ่งในชีวิตคือนักดนตรี ข่าวไม่ได้อยู่ในหัวเลย เราเล่นดนตรีกลางคืนตั้งแต่เรียนที่ธรรมศาสตร์ เล่นดนตรีกลางคืนไปเรื่อย ๆ เป็น 10 ปี นั่นคืออาชีพที่มีความสุขที่สุด และไม่เคยเครียดเลย แต่มันไปต่อเป็นอาชีพหลักในชีวิตไม่ได้ เรารู้ว่ามันทางตัน เส้นทางมันมีน้อย
พอมาทํางานข่าวก็เสียดายงานเดิมอยู่เหมือนกัน เพราะว่ามันทุ่มเททําเป็นอาชีพหลักอยู่ช่วงหนึ่งเลย เล่นดนตรี 6 วันได้เป็นหลายหมื่นอยู่นะ แต่พอไปต่อไม่ได้ก็ละทิ้งไป ส่วน ณ วันนี้ อาชีพคนข่าวก็เป็นอาชีพที่รักที่สุดอยู่แล้ว
ถ้าถามว่าไม่ได้เป็นนักข่าวจะพลาดอะไรไปบ้าง เราพลาดการเติบโต เราเป็นลูกคนเล็กที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเยอะ คุณพ่อ คุณแม่โอ๋ มีพี่สาวดูแลอย่างดี เป็นครอบครัวชนชั้นกลาง เลยคิดว่าก็คงใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่พอเป็นเป็นนักข่าว มันทําให้ชีวิตมีความหวือหวามากขึ้น ได้เห็น ได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอ

มีเรื่องหนึ่งที่เจอมาแล้วน่าจะสะท้อนอะไรได้บ้าง มีช่วงที่ไปทําข่าวการเปิดอาคารใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ตรงห้วยขวาง วันที่ไปทําข่าวนายกมาเปิด ประธาน กกต. โอ้โห แบบโอ่อ่ามาก อาคารใหม่ เราก็ทำงานแฮปปี้มากข่าว รายงานสด โอ้โห เจ๋งว่ะ การเมืองด้วย เศรษฐกิจด้วยนู่นนี่นั่น
เดินออกมาจากตึกอันหรูหรา แล้วก็เดินข้ามสะพานลอย เราเห็นคุณยายคุณตาอายุ 70 กว่าเป็นผู้พิการนั่งขอทานอยู่ตรงนั้น เราถึงกับหยุดตรงแกนี่แหละ แล้วลองนึกภาพว่ามุมที่หันกลับไปคือ มีคุณยายกับคุณลุงขอทานอยู่ตรงนั้น แล้วมีฉากหลังเป็นตึก ๆ คุณเห็นกับตาเลยว่าสังคมไทยมันเหลื่อมล้ําขนาดไหน
ภาพนั้นมันสะท้อนพี่ว่า เฮ้ย อาชีพเราแม่งแบบทําให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้ สะท้อนว่าความจริงเป็นแบบนี้ และเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มากหรอก เราไม่ใช่ซูเปอร์แมน ไอ้ความจริงแบบนี้ ถ้าไม่ได้เป็นนักข่าวพี่จะไม่มีโอกาสรู้มันเลย เรารู้สึกเลยว่าความเป็นผู้สื่อข่าว มันทําให้รู้ความจริงที่มันปรากฏขึ้นในทุกวัน

สามารถรับชมเนื้อหาบทสัมภาษณ์นี้แบบกะทัดรัด ได้ผ่านรายการ ‘SUM UP X JOURNALIST’ บทสัมภาษณ์ซีรีส์พิเศษที่จะพาคุณไปพูดคุยกับ ‘คนข่าว’ ในหลากหลายแง่มุมที่่น่าสนใจ โดยสามารถรัับชมได้ด้านล่างนี้เลย
