ครรภ์เทียม (Artificial Bomb)

ในทุกวันนี้เหมือนคำว่ากล่าวและความกังวลที่ว่า ‘ประชากรกำลังจะล้นโลก’ กำลังแลดูจะลดเลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยคำว่า ‘ประชากรลดลง’ แทน อย่างในประเทศไทย อัตราการเกิดได้ลดฮวบจากที่คู่รักชายหญิงเคยมีบุตรประมาณ 5.15 คนในปี 1972 เหลือเพียง 1.32 คนในปี 2022 เนื่องจากค่าครองชีพที่กำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับวิกฤตสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ได้ทำให้คู่รักหลายคู่ตัดสินใจที่จะมีบุตรน้อยลงหรือไม่มีเลย ซึ่งปรากฏการณ์นี้สามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคตได้จากการที่จะมีแรงงานวัยทำงานและผู้เสียภาษีที่น้อยลงกว่าเดิม ในขณะที่ต้องแบกรับสวัสดิการของผู้สูงวัยมากขึ้น

แต่ทว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้กลับมีเทคโนโลยีหนึ่งที่อาจเข้ามาเป็นความหวังคอยประคับประคองมนุษย์ในวันที่ประชากรโลกกำลังลดลงได้ เทคโนโลยีนั้นก็คือ ‘ครรภ์เทียม’ (Artificial Womb) อุปกรณ์ที่สามารถจำลองสภาวะภายในครรภ์เพื่อรองรับตัวอ่อนของมนุษย์ให้พัฒนามากพอที่จะสามารถอยู่ในโลกภายนอกได้ หากฟังดูเผิน ๆ เทคโนโลยีครรภ์เทียมฟังแล้วอาจจะดูเหมือนหลุดมาจากนวนิยายไซไฟอนาคตเพื่อเป็นโรงงานผลิตมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่ในความจริงแล้วแนวคิดครรภ์เทียมนั้นได้รับการพัฒนามาเพื่อช่วยเหลือและรักษาชีวิตเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดต่างหาก

ย้อนกลับไปในปี 2017 โรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟียในสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกับทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์สร้างถุงชีวภาพ (Biobag) ซึ่งเป็นครรภ์เทียมที่สามารถรองรับตัวอ่อนของแกะ โดยมีสายสะดือจำลองที่คอยลำเลียงสารอาหารจากภายนอก และของเหลวที่จำลองให้เหมือนน้ำในถุงน้ำคร่ำได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการทดลองในลักษณะเดียวกันอีกมากกว่า 300 ครั้งตลอดช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา โดยนักวิจัยกลุ่มนี้ได้ตั้งเป้าหมายว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปทดสอบใช้กับทารกของมนุษย์ที่คลอดก่อนกำหนดประมาณ 3-4 เดือนได้ในอนาคตอันใกล้ และนอกจากทางฝั่งของสหรัฐฯ แล้ว บริษัทด้านการแพทย์ในออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่นก็กำลังมีการพัฒนาและวิจัยเพื่อทดลองในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่มีการเปลี่ยนจากลูกแกะเป็นสัตว์ประเภทอื่น

ครรภ์เทียมแกะ
ภาพจาก The Children’s Hospital of Philadelphia

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเทคโนโลยีครรภ์เทียมจะสามารถช่วยทารกที่คลอดก่อนวัยได้ในเร็ว ๆ นี้ แต่ในปัจจุบันนั้นหนทางที่ครรภ์เทียมจะสามารถรองรับตัวอ่อนมนุษย์หลังจากที่ได้ปฏิสนธิแล้วในทันทีก็ยังคงแลดูห่างไกลอยู่ดี เนื่องจากข้อจำกัดที่ว่าเรายังไม่เข้าใจกลไกการสื่อสารทางเคมีระหว่างตัวอ่อนกับผู้เป็นแม่ได้ 100% และถึงแม้เราจะเข้าใจกระบวนการทางเคมีได้ทั้งหมด นักวิจัยก็ยังไม่มั่นใจว่าเราจะสามารถสร้างครรภ์เทียมที่เลียนแบบสภาวะในครรภ์ของจริงได้จริง ๆ อีกทั้งเรายังไม่สามารถทำสายสะดือที่จะลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนให้มีขนาดเล็กเพียงพอสำหรับตัวอ่อนของมนุษย์ในระยะแรกเริ่มได้อีกด้วย

แต่หากสมมติว่านักวิจัยสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้จนเทคโนโลยีครรภ์เทียมสามารถเกิดขึ้นมาได้จริง ๆ ปัญหาด้านจริยธรรมก็จะตามมา โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิสตรีในการเลือกว่าอยากตั้งครรภ์เองหรือไม่ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำคลอดก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ผู้หญิงหลายคนเกรงกลัวและกังวล จากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในขณะคลอดบุตรที่มากเสียจนเกินกว่าที่บุรุษหลายคนจะจินตนาการได้ คำถามก็คือเทคโนโลยีครรภ์เทียมจะเป็นทางเลือกให้กับผู้หญิงที่ไม่ต้องการคลอดบุตรเองได้หรือไม่ หรือเทคโนโลยีนี้จะถูกสงวนให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพราะตราบใดที่ผู้หญิงยังต้องตั้งครรภ์และอุ้มท้อง ความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงก็จะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

ภาพจาก Hashem Al-Ghaili

ยิ่งเรามองไปยังอนาคตที่ไกลขึ้นอีกก็มีความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีนี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด กลายเป็นโรคงานผลิตมนุษย์จริง ๆ ก็ได้ เพราะถ้าหากย้อนไปในประวัติศาสตร์ในปี 1967 รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของประเทศโรมาเนียต้องการที่จะรื้อฟื้นให้ประชากรในประเทศกลับมาเพิ่มขึ้นหลังจากที่เริ่มมีแนวโน้มลดลงในช่วงทศวรรษที่ 1950 จากคุณภาพชีวิตที่เริ่มถดถอยลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการออกกฎห้ามทำแท้ง ห้ามใช้อุปกรณ์คุมกำเนิด อย่างเช่น ถุงยาง และ ยาคุม โดยมีข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อยไว้ให้กับผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปีและผู้ที่ถูกข่มขืนเท่านั้น ทั้งยังเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเพศศึกษาในโรงเรียนให้เน้นสอนประโยชน์ของความเป็นแม่และมีบุตรมากขึ้น

กฎหมายดังกล่าวส่งผลให้อัตราเจริญพันธุ์ที่คนโรมาเนียเคยมีลูกประมาณ 1.9 คน กลายเป็น 3.7 คน ในปี 1967 นับเป็นการเพิ่มจำนวนประชากรในประเทศขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังให้ผลเสียมากกว่าผลดี โดยมีรายงานว่ามีครอบครัวหลายรายทิ้งลูกของตนไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐ ซึ่งจะเห็นได้ว่านโยบายที่สนับสนุนให้คนมีลูกแบบสุดโต่งนั้นกลับยิ่งสร้างความตึงเครียดให้กับระบบสวัสดิการของรัฐมากขึ้นกว่าเดิม 

ท้ายที่สุดแล้วครรภ์เทียมอาจไม่ใช่แค่เพียงเครื่องมือทางการแพทย์ แต่คือภาพสะท้อนของความพยายามควบคุมอนาคตของมนุษย์ผ่านเทคโนโลยี หากมีการใช้ในบริบทที่เหมาะสม ครรภ์เทียมก็อาจช่วยชีวิตทารกที่เกิดก่อนกำหนดได้จริง แต่หากนำไปใช้ในบริบทของนโยบายการเพิ่มจำนวนประชากรแล้วละก็ เทคโนโลยีนี้ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกของรัฐที่มีไว้เพื่อควบคุมชีวิตตั้งแต่ก่อนเกิดเสียด้วยซ้ำ

การแก้ปัญหาประชากรลดลงจึงไม่ควรพึ่งพาเพียงเครื่องจักรและเทคโนโลยีแบบสุดโต่ง แต่ต้องเริ่มต้นจากการฟังว่าผู้คนต้องการมีชีวิตแบบใด และพร้อมจะมีลูกในโลกแบบไหน มิฉะนั้นแล้ว ต่อให้เรามีเทคโนโลยีที่เลียนแบบการตั้งครรภ์ได้สมบูรณ์เพียงใด มันก็อาจเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยผลิตมนุษย์ในโลกที่ไม่มีใครอยากเกิดมาอยู่ดี

อ้างอิง

AUTHOR

ส่งเสริมสังคมสร้างสรรค์ ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์