เชื่อว่าใคร ๆ ก็น่าจะชื่นชอบอาหารทะเล โดยเฉพาะเมื่อได้รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดที่แสนจะเปรี้ยวปากเสียเหลือเกิน โดยในบรรดาอาหารทะเลที่หลายคนชื่นชอบน่าจะต้องมีหมึกเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน ด้วยรสสัมผัสของหมึกเนื้อแน่นเด้งหยุ่น ๆ เป็นอะไรที่ถูกปากเราเสียเกิน ซึ่งเรื่องที่เราจะเอามาเล่าให้ได้อ่านนี้อาจเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานหมึก เมื่อสภาวะโลกร้อนกำลังทำให้หมึกขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจนอาจกลายเป็นอาหารแห่งอนาคต แล้วทำไมประชากรหมึกจึงเพิ่มขึ้นภายใต้อุณหภูมิของน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มขึ้น?
โลกร้อน ทะเลจะเต็มไปด้วยหมึกจริงไหม?
ภาวะโลกร้อนคือสภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ภายในปี 2100 น้ำทะเลอาจร้อนขึ้นถึง 3 °C โดยอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลมากมาย ไม่ว่าจะทั้งปะการังฟอกขาว, การอพยพของสัตว์ทะเล, การเจริญของแพลงก์ตอน รวมไปถึงการเจริญเติบโตของหมึกในทะเลอย่างรวดเร็ว
หมึกถือเป็นสัตว์นักล่าที่บริโภคอาหารจำนวนมาก ขณะเดียวกันหมึกเองก็เป็นอาหารอันโอชะของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่อีกหลายชนิด (รวมถึงมนุษย์) เช่นกัน เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนที่สูงและไขมันที่ต่ำ โดยในงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จาก Ocean University ในประเทศจีน ที่ได้ศึกษาการเจริญของตัวอ่อนหมึกภายใต้สภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในช่วง 6°C ตลอดช่วงพัฒนาการ 47 วัน
นักวิจัยให้เหตุผลที่ปรับเปลี่ยนอุณหภูมิไปมาแทนที่จะให้อุณหภูมิอยู่คงที่ตลอดเวลาว่า เพื่อจำลองสภาวะที่กระแสน้ำอุ่นทำให้อุณหภูมิในบางช่วงเวลาของทะเลมีการเปลี่ยนแปลงไปมาเล็กน้อย ซึ่งภายใต้สภาวะที่อุณหภูมิที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เพียง 6 °C จะทำให้การพัฒนาตัวอ่อนของปลาหมึกหยุดชะงัก ส่งผลให้ตัวอ่อนฟักออกก่อนกำหนด ตัวอ่อนผิดรูป และติดเชื้อแบคทีเรีย โดยตัวอ่อนบางส่วนจะตายภายใน 11 วัน ขณะที่ตัวอ่อนหมึกส่วนใหญ่จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้
จากการทดลองของนักวิจัยนี้ทำให้เราทราบว่าอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนกำลังทำให้หมึกเผชิญหน้ากับการหยุดเจริญเติบโตระหว่างเป็นตัวอ่อน ส่งผลให้ไข่ฟักก่อนกำหนด นำพามาสู่โรคภัยไข้เจ็บ หรือเกิดความผิดปกติต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามทักษะการปรับตัวของหมึกที่แลดูเหมือนการกดสูตรโกงอย่าง ‘การแก้ไข RNA’ ที่เป็นรหัสพันธุกรรมของหมึกนั้น สามารถทำให้ลูกหมึกรอดมาได้อย่างสมบูรณ์และออกลูกออกหลานรุ่นต่อไปในอุณหภูมิน้ำทะเลสูงได้เหมือนพ่อแม่
อีกทั้งนักวิทย์ยังได้ทดลองขอบเขตการปรับตัวของหมึก พบว่าสัตว์ทะเลจำพวกนี้สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วมาก ๆ จนทำให้อุณหภูมิน้ำที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ส่งผลอะไรเลยในระยะยาว และอาจจะกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่จะครองทะเลในอนาคตได้เมื่อสัตว์ต่าง ๆ เริ่มไม่สามารถปรับตัวกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับหมึก
แม้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของมหาสมุทรอาจไม่ส่งผลกระทบอะไรเลยกับหมึกในระยะยาว แต่จากการศึกษาใหม่กลับพบข้อมูลที่น่าตกใจ อย่าง การลดระดับการผลิตโปรตีนโครงสร้างบนดวงตาของหมึกที่ทำหน้าที่รักษาความโปร่งใสของเลนส์กับความคมชัดของการมองเห็น ไปจนถึงโปรตีนที่รับผิดชอบการฟื้นฟูเม็ดสีของภาพในตัวรับแสงภายในดวงตาเนื่องจากความร้อน โดยการลดลงของระดับโปรตีนเหล่านี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการมองเห็นของหมึกอย่างมีนัยสำคัญ
หมึกเป็นสัตว์ที่พึ่งพาทัศนวิสัยการมองเห็นเป็นอย่างมาก มากเสียจนทำให้สัดส่วนในสมองกว่า 70% เป็นระบบประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็นเป็นหลัก ซึ่งมากกว่ามนุษย์ที่ใช้พื้นที่สมองเพียง 20% สัตว์พวกนี้จำเป็นต้องอาศัยการมองเห็นที่มีความคมชัดเพื่อทำให้สามารถระบุตำแหน่งของเหยื่อในการจู่โจม รวมไปจนถึงการตอบสนองต่อสถานการณ์ภายนอก เช่น ความสว่าง การเคลื่อนไหวของวัตถุ ที่จะถูกใช้ในการพิจารณาการตอบสนองของหมึกในการกระทำต่าง ๆ เช่น การพุ่งเข้าหาแสงไฟจากเรือตกหมึก, การหลบหนีผู้ล่า และการไล่ตามเหยื่อที่เคลื่อนไหว
Hua นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Adelaide ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้และมีวความกังวลเกี่ยวกับทักษะการมองเห็นที่ด้อยลงของหมึก ในอนาคตจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตของหมึกได้ โดยเฉพาะเมื่อหมึกเป็นสัตว์นักล่าที่ใช้การมองเห็นเป็นทักษะหลักในการหาเหยื่อ นอกจากนี้ Hua ยังพบว่าภายใต้มหาสมุทรที่ร้อนขึ้นนี้จะทำให้อัตราเมตาบอลิซึมของหมึกเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับมีขนาดที่จะเล็กลงจากปกติ ส่งผลต่อช่วงฤดูในการวางไข่ที่เปลี่ยนไปของหมึก
จากรายงานการวิจัยที่ได้กล่าวมาพอให้เราตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า ในอนาคตที่ภาวะโลกร้อนยังคงทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม ทำให้ประชากรหมึกรุ่นถัดไปอาจฟักตัวออกมาก่อนกำหนด มีขนาดตัวที่เล็กกว่าปกติ และมีประสิทธิภาพในการมองเห็นที่ด้อยลงจากอดีตเนื่องจากปริมาณโปรตีนโครงสร้างที่ผลิตในดวงตาเกี่ยวกับการมองเห็นลดลง
อย่างไรก็ตาม ด้วยทักษะการปรับตัวอย่างรวดเร็วที่น่าเหลือเชื่อดังที่กล่าวไปข้างต้นอาจทำให้ประชากรหมึกรุ่นใหม่ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและมีร่างกายที่แปลกไปจากรุ่นพ่อแม่ได้ ทำให้ผลกระทบทั้งหมดอาจไม่มีผลต่อการใช้ชีวิตของหมึกที่โตเต็มวัยมากนัก
นอกจากทักษะการปรับตัวในน้ำที่อุ่นขึ้นแล้ว หมึกบางส่วนเองก็อาจจะมีการอพยพไปยังน่านน้ำที่เย็นกว่าน่านน้ำเดิมมากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมการกินอาหารของหมึก เช่น ปลาและกุ้งขนาดเล็กที่อพยพไปยังพื้นที่เย็นกว่า จึงกล่าวได้ว่าหมึกพวกนี้กำลังอพยพไปตามอาหารอันโอชะที่อยู่รวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ประหนึ่งการเข้าร่วมงานปาร์ตี้หรืองานเลี้ยงที่มีอาหารมาเสิร์ฟแบบไม่อั้น ทำให้ชาวประมงอาจจับหมึกได้เพิ่มมากขึ้นและอาจกลายเป็นอาหารในอนาคตที่เราอาจจะได้กินกันมากขึ้นกว่าเดิมภายใต้สภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง
สำหรับประเทศไทยนั้นหมึกถือเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่สำคัญ โดยจากสถิติการประมงแห่งประเทศไทยปี 2564 มีรายงานปริมาณหมึกที่จับได้ถึง 92,300 ตัน นอกจากนี้หมึกยังเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดของประเทศรองจากกุ้ง โดยหมึกสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากถึง 80% ของน้ำหนักตัว ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ไคโตซานที่เป็นส่วนผสมของยาสีฟันและเครื่องสำอางได้
ทั้งยังเป็นที่ทราบกันดีว่าหมึกถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งระดับของโปรตีนที่สูงมากและไขมันต่ำเมื่อเทียบกับอาหารอื่น (แต่ก็ยังคงต้องระวังเรื่องคอเลสเตอรอลที่สูงในอาหารทะเลทุกชนิด)รวมถึงหมึกยังเป็นอาหารทะเลที่มีโอเมก้า-3 วิตามิน และแร่ธาตุอื่น ๆ โดยตัวของหมึกส่วนใหญ่สามารถรับประทานได้และนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด นี่ยังไม่รวมกับการประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะอาหารคาว หรืออาหารทานเล่นหลากหลายสัญชาติ
อ้างอิง
- https://www.earthisland.org/journal/index.php/articles/entry/can-the-octopus-adapt-fast-enough-for-climate-change/
- https://www.sciencedaily.com/releases/2024/04/240405130454.htm
