บางครั้ง บทสัมภาษณ์ที่สนุกที่สุด อาจไม่ใช่บทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยคำตอบที่เซอร์ไพรส์ แต่คือบทสนทนาที่ค่อย ๆ ทำให้เราเห็นตัวตนของคนตรงหน้าชัดขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องราวของ “เสือ-เสฏกานต์ ศุขพิมาย” ก็เป็นแบบนั้น 

ตลอดการพูดคุย เขาเลือกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ตามจังหวะของตัวเอง ตั้งแต่ชีวิตประจำวัน การทำงาน ดนตรี ความเชื่อ ไปจนถึงมุมเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จัก

แม้ดนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่เด็ก แต่เสือไม่เคยเร่งให้ตัวเองต้องเดินตามเส้นทางไหน เขาใช้เวลาค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ เรียนจบด้านการเงินก่อนจะหันมาอยู่บนเส้นทางความเป็นศิลปิน เขียนเพลงในวันที่มีความรู้สึกมากพอ เลือกทำดนตรีในแบบที่ตัวเองฟัง และเรียนรู้ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการไปพร้อม ๆ กัน ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการลองทำ ลองผิด และค่อย ๆ เติบโต มากกว่าการรีบหาคำตอบให้ชีวิตเลย

Beats & Beliefs with Tiger จึงไม่ใช่บทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องของเพลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการชวนทำความรู้จักวิธีคิดของผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อในการพัฒนาตัวเอง เชื่อว่าความรู้สึกเป็นสิ่งที่ฝืนไม่ได้ และเชื่อว่าทุกจังหวะของชีวิตมีเวลาของมันเอง เหมือนกับทุกบทเพลงที่ต้องรอให้ถึงวันที่ความรู้สึกเดินทางมาถึง จึงจะเล่าเรื่องนั้นออกมาได้ดีที่สุด

หนึ่งวันของ เสือ เสฏกานต์

“ผมเป็นคนชอบแพลนล่วงหน้า ตื่นนอนมาจะนึกถึงว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ตอนกลางคืนก็จะรู้ว่าวันนี้เราจะต้องไปไหนบ้าง เราจะต้องทำภารกิจอะไรบ้าง ผมก็จะรู้แล้วว่าถ้าตื่นเวลานี้ พอตื่นขึ้นมาแล้วเราต้องไปไหน เราต้องทำอะไร นี่คือสิ่งแรกในแต่ละวันของผม

นอกจากงานชีวิตประจำวัน ผมชอบเข้าฟิตเนส ชอบดูหนัง ชอบเล่นเกม แล้วก็มี hobby เล็กน้อยทั่วไปครับ ถ้าไม่ไปไหน ไม่เจอเพื่อน ผมก็ไปฟิตเนส ไปกินข้าว ซื้อของมากิน แล้วก็กลับมาทำนู่นทำนี่ที่บ้าน ว่าง ๆ ก็ชอบเขียนเพลง ชอบทำเพลง ผมมีห้องออฟฟิศของผม ก็ไม่ได้แปลกอะไรมาก ปกติอยู่ (หัวเราะ)”

สองบทบาทของเสือ ในฐานะศิลปินและผู้บริหาร LOSO x Luster

“ปัจจุบัน Luster Entertainment ของคุณแม่ได้รวมกับฝั่งของคุณพ่อ กลายเป็น LOSO x Luster ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นค่ายเพลงเต็มรูปแบบเหมือนในแต่ก่อน แต่ปรับบทบาทมาเป็นบริษัทที่ดูแลงานคอนเสิร์ตและโปรเจกต์ต่าง ๆ ร่วมกันเป็นหลัก

ในส่วนของดนตรี ผมมีวงของตัวเองครับ ทำหน้าที่เป็นวงเปิดก่อนที่คุณพ่อจะขึ้นแสดง วงนี้มีผมกับเพื่อนนักร้องอีกคน ซึ่งเขาเคยเป็นศิลปินในค่าย Luster มาก่อน เราอยู่ด้วยกันมาตลอด จนตอนนี้ก็มาทำวงด้วยกันครับ

นอกจากเป็นศิลปิน ผมก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำทีม คอยดูแลและบริหารทีมงานด้วยครับ ทั้งงานวางแผนและงานประสานงาน อย่างล่าสุดก็เพิ่งดูโปรเจกต์เสื้อของ LOSO ที่มีแบรนด์อยากเข้ามา Collaboration กับคุณพ่อ ถ้ามีงานติดต่อเข้ามาทางผม ผมก็จะเป็นคนประสานงาน แล้วสรุปรายละเอียดส่งต่อให้คุณแม่ครับ”

จากความชอบในธุรกิจ สู่ความหลงใหลศาสตร์ในงานศิลป์

“แม้วันนี้หลายคนจะเห็นเสือในบทบาทของคนทำงานสายศิลปะ แต่จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้มาจากโลกบันเทิงเลย หากย้อนกลับไปในช่วงเลือกเรียนมหาวิทยาลัย เขาเลือกเรียน Finance จากความชอบส่วนตัวล้วน ๆ

ผมเรียน Finance ครับ เพราะเป็นคนที่ชอบเรื่องตัวเลขและธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองอยากทำงานในสายนี้ และมองว่าความรู้ด้านธุรกิจเป็นสิ่งที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในระยะยาว เลยตัดสินใจเลือกเรียน Finance แต่พอเรียนไปได้สักช่วงปี 2 ถึงปี 3 ความสนใจของผมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่คิดว่าจะเดินสายการเงิน ก็เริ่มหมุนเข้าหางานศิลปะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้ไม่ได้รู้สึกว่าอยากนั่งทำงานออฟฟิศหรือทำงานสายการเงินแบบที่เคยตั้งใจไว้แล้ว

มันไม่ใช่เพราะไม่ชอบสิ่งที่เรียน แต่เป็นเพราะระหว่างทางผมได้ค้นพบว่าตัวเองสนใจงานด้านศิลปะมากกว่ามากกว่า และสุดท้ายก็เลือกเดินตามความสนใจนั้นครับ”

จังหวะดนตรีและความเชื่อในแบบของเสือ

“ดนตรีอยู่ในชีวิตของผมตั้งแต่เด็กเลยครับ 
ผมได้ซึมซับเพลงของพ่อ 
ได้ซึมซับตอนที่พ่อไปเล่นคอนเสิร์ต ไปทัวร์ต่างประเทศ”

“ผมจำได้ว่าผมไปทัวร์กับพ่อที่ต่างประเทศ ตอนประมาณ 2-3 ขวบ ไปที่อังกฤษ ไปที่ยุโรป ไปหลายประเทศมาก ผมก็จำอะไรไม่ได้มาก แต่รู้ว่าผมไปด้วย รู้ว่าผมได้ไปซึมซับตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่พูดตรง ๆ นะครับ ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ค่อยชอบ รู้สึกเบื่อ ฟีลเด็ก ๆ แบบว่าทำไมเราต้องมาดูพ่อทำงาน อยากไปทำนู่นทำนี่ อยากไปเล่น อยากไปทำอะไรกับเพื่อน เป็นเด็กก็อยากทำอย่างอื่นมากกว่า

ช่วงแรก ๆ ผมก็เลยไม่ได้รู้สึกอินกับดนตรี ไม่ได้รู้สึกอินกับเพลง แต่ก็แปลกนะ ทั้งที่ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก แต่มันกลับทำให้ผมดันตัวเองออกจากด้านนี้ จนกระทั่งโตขึ้น แล้วก็ได้ฟังลึก ๆ ชัด ๆ ขึ้นว่าเราชอบเพลง ชอบดนตรีจริง ๆ”

“ผมชอบดนตรีแนว rap มาตั้งแต่เด็กแล้ว แตกต่างจากแนวเพลงของพ่อไปเลย ผมไม่เคยคิดว่าผมจะเป็นคนที่ร้องเพลงเก่ง ไม่ได้คิดว่าผมจะมีความสามารถที่จะร้องเพลงแนวเดียวกันกับพ่อได้ เพลงของพ่อใช้พลังมาก ผมคิดว่าผมไม่ได้ถนัดแนวนั้นด้วย แล้วตัวเองก็ไม่ได้ฟังแนวนั้นด้วย เพลงของพ่อผมฟังมาตลอดอยู่แล้ว แต่ว่าในชีวิตประจำวันหรือเวลาส่วนตัว พอผมใส่หูฟัง ผมจะฟังแนว pop แนว hiphop แนว r&b จะคนละแนวกับที่พ่อฟังเลย

ตอนผมเด็ก ๆ พ่อก็จะเปิดเพลงแนวที่เขาชอบฟังอย่าง Jimi Hendrix แนวร็อกแอนด์โรล จริง ๆ ผมก็ฟังได้ครับ แต่ไม่ใช่แนวที่เราชอบจริง ๆ ผมก็เลยคิดมาตลอดจนถึงตอนนี้ว่าเพลงที่ผมอยากทำ เพลงที่ผมอยากปล่อยต้องเป็นเพลงที่ผมชอบฟัง เป็นแนวที่ผมชอบฟังด้วย ก็เลยมาแนวนี้ พ่อก็ปล่อยเลย ให้โดดไปน้ำลึกเลย (หัวเราะ) ไม่ได้บอกอะไรมาก เพราะว่าเรื่องแนวเพลง เรื่องดนตรี พ่อจะไม่ค่อยเข้ามา advice อะไร เพราะว่าเราไปคนละแนว แต่ผมก็คิดว่าเขาอยากให้ผมไปตามที่ผมอยากทำ ให้เต็มที่กับความเป็นผมที่สุดตรงนั้น”

“ผมปล่อยเพลงแรกน่าจะปี 2022 ก็ประมาณ 4 ปีที่แล้ว ไม่นานมาก แต่จริง ๆ ผมฟังเพลง เขียนเพลงมาตลอด มีอะไรในใจก็เขียนไว้ในโทรศัพท์ เดินทางยาว ๆ ไม่มีอะไรทำก็ฟังเพลงแล้วก็เขียน แต่งเล่น ๆ ไม่ได้คิดว่าจะใช้หรือปล่อยเป็นเพลงออกมา ผมเป็นคนชอบจินตนาการอยู่แล้ว ก็เลยเขียนไปเรื่อย ๆ

เวลาที่ผมเขียนเพลง ตอนแรก ๆ ที่เขียนเล่น ๆ ช่วงนั้นผมยังเด็กอยู่ แต่ที่ผมจำได้คือผมอยู่บนเครื่องบินกำลังนึกถึงใครบางคนอยู่ แล้วผมก็เขียนถึงเขา แต่ว่าไม่เคยปล่อยให้ใครฟังนะ ก็แค่เขียน เขียนไปเล่น ๆ ตอนนั้นก็เป็นช่วงแรก ๆ

แต่ถ้าเอามาทำเพลงจริง ๆ เพลงที่ผมปล่อยแรก ๆ จะเป็นแร็ปจ๋า ๆ เลย แร็ปแบบ hiphop เลย แท็ป ๆ เลย ผมทำกับพี่พีท Younggu (พลสิทธิ์ ทวีรัตน์) ตอนนั้นที่ผมเขียนก็ไม่ได้นึกถึงอะไร เพราะตอนนั้นผมฟังบีตที่พี่เขาทำมาให้แล้ว แล้วก็เข้าไปแจมในเพลง มันฟีลเหมือนว่าเอาเพลงนี้ไปเข้ากับเพลงของเขา ไป ft. กับเขา

ถ้าผมแต่งเพลงก็ต้องมีความเป็นตัวเองอยู่ในนั้นด้วย มีประสบการณ์ของตัวเองอยู่ในนั้นด้วย มันก็จะมีความพีค ความเวอร์ไปนิดหนึ่ง เพลงมันก็คล้าย ๆ เป็นการเล่าละคร เล่าอะไรสักอย่างที่มันไม่ได้เป็นชีวิตจริงขนาดนั้น มันมีความเว่อร์ มีอะไรเข้ามา เหมือนกับที่ผมนึกธีมของเพลง แล้วผมก็เอาไปเสริมว่าเราจะเอาคำอะไรเข้ามาใส่ สำคัญคือมันต้องเป็นความรู้สึกของเรามาก ๆ ที่อยู่ในจังหวะนั้น ๆ”

“ผมมีนักดนตรีที่ชอบ ช่วงแรก ๆ ของผมที่มาฟังแนว hiphop ก็น่าจะเป็น Kanye West แล้วก็ Eminem เป็นช่วงยุคนั้น น่าจะยุค 2010s เป็นต้นไป เป็นยุคที่ผมรู้สึกอินมากกับแนว hiphop แต่ว่ามาเรื่อย ๆ ก็มีศิลปินแร็ปเปอร์คนใหม่ ๆ มา ผมก็เปลี่ยนแนวฟัง เพราะผมฟังเพลงหลายแนวอยู่แล้ว เช่น แนวเกาหลีก็ฟัง ถ้าเป็นยุคใหม่ ๆ ผมชอบฟัง Juice WRLD ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ถ้าแนว pop ก็มี The Weeknd ก็ชอบนะครับ

ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ได้คิดว่าอยากทำงานด้านนี้ ผมอยากทำด้านธุรกิจ ด้านการเงิน ก็เลยไม่ได้เรียนดนตรี พอมานึกได้จริง ๆ น่าจะเป็นช่วงโควิด-19 ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบจากอเมริกา กลับมาแล้วได้โอกาสมาทำงานเบื้องหลังกับวงในค่าย ผมไม่ได้เล่น แค่ช่วยเรื่อง management ช่วยการบริหาร ช่วยเรื่อง stage ได้มาดูงานจริงจังครั้งแรก พอเอาชีวิตเข้ามาอยู่ในดนตรี ในเพลง ก็รู้สึกว่ามันก็ไปได้นะ รู้สึกสนุก รู้สึกว่าเราชอบ รู้สึกว่าเราอยากลองอะไรแบบนี้ มันน่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราได้มาดูหลังเวทีจริง ๆ ว่าบรรยากาศมันเป็นยังไง”

เพลย์ลิสต์ LOSO ของเสือ เสฏกานต์

“ผมชอบหลายเพลง ที่ผมชอบก็ลึกอยู่นะ (หัวเราะ) ต้องเป็น FC จริง ๆ ถึงจะรู้จัก ถ้าเป็น LOSO Original ผมชอบเพลง ‘อิสระเสรี’ จากอัลบั้ม Losoland ชอบเพลงนี้มากที่สุด คุณพ่อไม่ค่อยเอามาเล่นคอนเสิร์ต เป็นเพลงที่ฟีลฝรั่งมาก ๆ ฟีล Nirvana มาก ตอนนั้นคุณพ่อชอบ Nirvana มาก คือ Nirvana ก็เป็นวงไอดอลของ LOSO เลย ถ้าได้ฟังเพลงยุคแรก ๆ ของ LOSO ที่ไม่ใช่เพลงดัง ๆ เพลงลึก ๆ มันจะมีฟีล Grunge แบบ Punk มาก ๆ ผมชอบมาก เป็นซาวด์ที่ไม่ค่อยได้ยินในไทย แล้วผมชอบดนตรีของเพลงนี้มาก ชอบโซโล่ของคุณพ่อ เป็นโซโลที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

เพลง: อิสระเสรี | ศิลปิน: LOSO | อัลบั้ม LOSOLAND
เนื้อร้อง – ทำนอง – เรียบเรียง : เสกสรรค์ ศุขพิมาย

ถ้าเป็นเสก LOSO ผมชอบที่สุดคือเพลง ‘เสือร้องไห้’ เพลงนี้ก็ลึกเหมือนกัน ไม่ได้เป็นเพลงที่เอามาเล่น ผมชอบเพราะมันโรแมนติกแต่เศร้า พ่อเล่นเปียโนในเพลงนี้ แล้วผมรู้สึกอินมาก ผมไม่ได้เป็นคนอกหักนะ แต่พอฟังแล้วมันรู้สึกอิน เพราะว่าเป็นชื่อของผมในเพลงด้วย เป็น ‘เสือ’ ที่ร้องไห้

เพลง เสือร้องไห้ – เสก โลโซ
อัลบั้ม Love Songs Acoustic Live
เนื้อร้อง – ทำนอง – เรียบเรียง : เสกสรรค์ ศุขพิมาย

แต่ถ้าพูดถึงเพลงดัง ผมก็ชอบ ‘แม้ว่า’ ที่ผมไป Feat. ครับ อันนั้นก็ชอบ เพลงดังผมชอบหลายเพลง

เพลง แม้ว่า Remix – SEK LOSO ft. TG TIGER, DIAMOND MQT, GUNNER, YOUNGGU
28 YRS LOSO CONCERT

การเดินทางของจิตวิญญาณสู่อีกเวอร์ชันหนึ่งของตัวเองบนเวที

“ผมเป็นคนอินโทรเวิร์ตนะครับ 
แต่พอขึ้นเวทีเราต้องกล้าเป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่ง 
อีกเวอร์ชันหนึ่ง 
แต่เป็นเวอร์ชันที่เป็นเรานั่นแหละที่อยู่บนเวที”

“ครั้งแรกตื่นเต้นครับ ตอนขึ้นเวทีช่วงแรก ๆ เวทีแรกตอนปี 2021 ผมยังไม่ปล่อยเพลงเลย ผมไปขึ้นแจมกับวงเปิดที่ผมบอกไปตอนต้น ก็ตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าไม่มั่นใจมาก ๆ เลย ไม่มั่นใจในตัวเองเลย รู้สึกกลัว รู้สึกกังวล กลับไปฟังตัวเองไม่ได้ มันไม่ค่อยดีเลย แต่เราก็ต้องผ่านตรงนั้นไปให้ได้ ถ้าเราไม่กล้าไปตรงนั้น ก็ไม่มีวันเดินมาถึงถึงตรงนี้ ซึ่งทุกวันนี้ถึงจะชินแล้ว แต่ก่อนขึ้นเวทีทุกครั้งก็ตื่นเต้นนะ ใจเต้นนิดหน่อย แต่พอขึ้นเวทีไปก็รู้สึกว่ามันโอเคแล้ว แฮปปี้ มันก็ไม่ได้เพอร์เฟกต์ แต่พอผมอยู่บนเวที ผมรู้สึกว่าไม่ได้กลัวแล้ว ไม่กังวลแล้ว ไม่รู้สึกว่าเราจะทำอะไรพลาด แต่มันรู้สึกธรรมชาติมาก ๆ คือรู้สึกว่าเรากล้าพูด กล้าคุยได้มากขึ้น กล้าร้องมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมานี่ผมได้เรียนรู้อะไรที่เยอะมาก เรียนรู้ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเลยครับ ตอนที่ผมเริ่มงานเบื้องหลัง ก็ได้เรียนรู้ว่าระบบเป็นยังไง ระบบการทำโชว์ ระบบเตรียมมันเป็นยังไง ถ้าผมไม่ได้ไปอยู่เบื้องหลัง ผมก็ไม่รู้ว่าเราต้องทำตัวยังไง พอมาเบื้องหน้า ผมก็เรียนรู้เรื่อง performance มากขึ้น เรียนรู้เรื่องการมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มันคนละแนวกัน แต่ผมคิดว่ามันต้องเรียนรู้เบื้องหลัง ไม่อย่างนั้นก็จะทำเบื้องหน้าไม่ได้ คือถ้าไม่รู้ว่าข้างหลังเวลาเป็นยังไง เราจะขึ้นเวทีได้ยังไง เราก็จะไม่รู้ว่าทางขึ้นเวทีอยู่ตรงไหน

จริง ๆ แล้ว ผมเป็นคนอินโทรเวิร์ตนะครับ แต่พอขึ้นเวทีก็เป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่ง คุณพ่อก็เป็นอินโทรเวิร์ตนะ แต่ขึ้นเวทีเหมือนกับเราก็ต้องกล้าแสดงออก เราต้องกล้าเป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่ง อีกเวอร์ชันหนึ่ง แต่เป็นเวอร์ชันที่เป็นเรานั่นแหละที่อยู่บนเวที”

Beats & Beliefs การพัฒนาตัวเองในแบบของเสือ

“มันเป็นการที่ผมเป็นตัวเอง ผมรู้สึกว่าชีวิตของทุกคนมันก็ต้องมีความรู้สึกว่าเราอยากจะดีกว่าตอนนี้ เราอยากจะพัฒนาจากตอนนี้อยู่แล้ว อันนี้คือที่ผมคิด คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดแบบนี้ คือมันเป็น Human Nature ของผม รู้สึกว่าทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองได้ทุกวันอยู่แล้ว เช่น ผมก็ไปฟิตเนสเกือบทุกวัน ก็เป็นการพัฒนาตัวเอง การออกกำลังกาย แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็พัฒนาได้ทุกวัน แล้วก็ทำให้เรา Up State ไปเรื่อย ๆ”

“เรื่องแต่งเพลงผมจะไม่ฝืน ถ้าฝืนมันจะออกมาไม่ดี สมมติเราฝืนเขียนไป วันต่อมาพอฟังแล้วไม่ชอบเลย เราก็ต้องมาทำใหม่ ผมก็เลยคิดว่าอย่าฝืน เดี๋ยววันหนึ่งมันก็มาเอง สมมติเราอยากทำเพลงเศร้า แต่ตอนนั้นเราไม่ได้เศร้า ถ้าวันหนึ่งเราเศร้า เราค่อยมาทำก็ได้ เดี๋ยวฟีลมันก็มา

ส่วนหนังสือผมไม่ได้อ่านเลย เพราะว่าผมเป็นคนสมาธิสั้น แต่ผมก็เคยพยายามอ่านนะ ช่วงโควิด-19 ผมเอาหนังสือของคุณพ่อมาอ่าน เป็นนิยายประมาณ 600 หน้า อ่านไปได้ประมาณ 200 หน้า แล้วก็เลิกอ่านเลย มันไม่ใช่แนวของเรา คืออยาก Challenge ตัวเอง แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าเราไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ ชอบมีฟีลลิ่งกับตัวหนังสือมากกว่า

สำหรับผม การนั่งนิ่ง ๆ แล้วอ่านไปเรื่อย ๆ มันยากมาก ทั้งที่ก็อยากทำได้ เห็นคนอ่านหนังสือเยอะมาก ทั้ง Self-help ทั้งนิยาย ก็อยากอ่านบ้าง แต่พอเริ่มอ่านจริง ๆ อ่านไปบทแรกก็ท้อแล้ว ก็วางเลย (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นมีเดียอย่างหนัง หรือการฟังอะไรแบบนี้ ผมทำได้ มีสมาธิทำได้ ดูหนังก็ดูได้ แต่นั่งอ่านหนังสือไม่ได้”

การเดินทางในบ้านที่เต็มไปด้วยดนตรีและเรื่องราว

“มันก็เอฟเฟกต์กับชีวิตเยอะนะครับ เรื่องข่าวด้วย เรื่องทุกอย่างด้วย เรื่องชื่อเสียงด้วย แต่มันก็เปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้ ผมเคยพูดแบบนี้ตอนที่ผมให้สัมภาษณ์กับที่อื่นว่าผมเทียบชีวิตของผมกับชีวิตของคนอื่นไม่ได้ เพราะว่าผมก็ไม่รู้ว่าชีวิตปกติของคนอื่นเป็นยังไง แต่นี่คือชีวิตปกติของผม ผมก็ผ่านมาเรื่อย ๆ ใช้ชีวิตมาแบบนี้อยู่แล้ว เหมือนเป็นชีวิตประจำวัน 

ผมทำงาน ผมเป็นลูกของพ่อกับแม่ เป็นพี่ชายของน้อง ๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องแยกร่างขนาดนั้น เพราะว่าเรื่องการบริหาร การเป็นศิลปิน มันก็อยู่ใน field เดียวกัน ในวงการเดียวกัน คือทำร่วมกันเลย ทำเพลงไปด้วย คุยงานไปด้วย งานก็เกี่ยวกับเพลง ทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกัน แต่เรื่องครอบครัว เรื่องการเป็นพี่ เรื่องการเป็นลูก มันก็คือชีวิตของเราอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันหนักขนาดนั้น ดีมากที่ว่าครอบครัวของผมมีความเป็นส่วนตัวให้กันเยอะ ให้เกียรติในความเป็นส่วนตัวของแต่ละคน อันนี้คือสิ่งที่ผมชอบมาก โดยเฉพาะที่ผมเป็นคนอินโทรเวิร์ตด้วย แต่เราก็คุยกันในไลน์ตลอด โทรหากันตลอด ผมก็เจอคุณพ่อที่งานเกือบทุกวันอยู่แล้ว ก็เป็นชีวิต เป็นไปตามชีวิตครับ”

แรงบันดาลใจของเสือ

“พ่อกับแม่ครับ คุณพ่อเป็นไอดอลในหลายด้าน ดนตรีนี่แน่นอนอยู่แล้ว การสู้ชีวิตด้วย การทำงานด้วย ส่วนคุณแม่ต้องยกให้เลย แม่ทำงานเก่งมาก ๆ เก่งในแบบที่เรียกได้ว่าคือที่สุดเลยสำหรับผม โดยเฉพาะงานเบื้องหลังที่แม่เป็นคนดูแลมาตลอด แม่คือสุดมาก”

“ถ้าวงดนตรีที่เป็นไอดอลของผมตั้งแต่เด็ก ผมชอบ Linkin Park มาก ผมโตมากับเพลงร็อกก่อนที่จะเข้าวงการ hiphop สมัยนั้นก็มีแนว Blink-182 หรือ Sum 41 ฟีลร็อก ฟีล alternative punk หน่อย คือยุค 2000s แต่ Linkin Park ผมชอบที่สุดแล้ว เป็นวงไอดอลวงหนึ่งของผมเลย ตอนที่ฟังเพลง “Numb” พอผมได้ฟังคีย์บอร์ดผมก็ชอบเลย เพราะมันขึ้นต้นด้วยคีย์บอร์ด ชอบมาตลอด คุณพ่อเคยพาไปดูคอนเสิร์ต Linkin Park ด้วยตอนผมเด็ก ๆ เด็กแบบจำไม่ได้ เสียดาย อยากจำได้เชสเตอร์ (Chester Bennington) ก็เสียชีวิตแล้ว ไปดูไม่ได้ แต่จำได้ว่าตอนนั้นคุณพ่อพาผมไปกับเพื่อนน่าจะอีก 2-3 คน”

นิยามความรักของเสือ 

“ผมรู้สึกว่าการจะรักใครสักคนมันยากมากครับ ถ้าผมรักใครจริง ๆ ผมจะกลัวว่าสักวันหนึ่งเราจะทำเขาเจ็บ ก็เลยกลายเป็นคนที่รักคนยาก

ผมรักเพื่อน รักครอบครัวนะครับ แต่ถ้าเป็นความรักที่เป็นคนรัก จะไปถึงจุดที่รู้สึกว่ารักใครจริง ๆ มันใช้เวลามาก เหมือนผมเป็นคนที่มีกำแพงค่อนข้างหนา แค่การได้มาสนิทกัน ได้มาคุยกัน จนรู้สึกว่าเราอยากคุยกับเขา มันก็ยากแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะก้าวไปถึงความรัก มันก็ยิ่งยากเข้าไปอีก ผมเลยรู้สึกว่าความรักเป็นเรื่องที่ยากมาก บางคนอาจจะรักคนง่าย แต่ผมเป็นคนรักคนยากครับ”

I Wanna Say Thank You and Love

“ผมอยากขอบคุณครอบครัวกับเพื่อน ๆ ของผมครับ ครอบครัวก็คือครอบครัว เป็นเบสิกอยู่แล้ว ส่วนเพื่อน ๆ ที่อยู่วง เป็นเพื่อนที่ซัปพอร์ตผมมาก ๆ ในทุกช่วงของชีวิต เขาไม่ได้สนว่าผมเป็นใคร ผมเองก็เป็นคนไม่ค่อยบอกอะไรเพื่อน ไม่ค่อยเล่าเรื่องฟีลลิง เรื่องเศร้าหรือเรื่องดาวน์เลย แต่เพื่อนก็พร้อมจะซัปพอร์ตเราตลอด พร้อมดันเราขึ้นตลอด ไม่ใช่ฟีล Yes Man ที่บอกว่าเราถูกทุกอย่าง หรือตามใจทุกอย่าง แต่เขาช่วยเราในทุกแง่ทุกมุมที่ช่วยได้ ทั้งเรื่องการงานและเรื่องความรู้สึก เพื่อนที่สนิทจริง ๆ เขาซัปพอร์ตผมมาก ก็ต้องขอบคุณเพื่อนมาก ๆ ครับ

แล้วก็ขอบคุณ FC ที่ติดตามพี่เสก แล้วก็ติดตามผมด้วย ครอบครัวของผมรู้สึกว่าเราโชคดีที่มี FC ที่อบอุ่น แล้วก็ Loyal มาก ๆ เป็น FC ที่พร้อมจะรอพี่เสก ก็ต้องขอบคุณจริง ๆ

ขอบคุณ FC ของคุณพ่อ ของ LOSO แล้วก็มาติดตามผมด้วย ผมรู้สึกดีมาก ๆ เลยนะครับ รู้สึกว่าเราได้รู้จักกันมากขึ้น เขาได้รู้ว่าผมเป็นยังไงมากขึ้น อาจจะไม่ได้รู้ชีวิตประจำวันทั้งหมดของผม แต่ก็ได้เห็นผมมากขึ้น เพราะผมได้ไปเล่นดนตรีกับคุณพ่อ ช่วงนี้คุณพ่อก็ไวรัลอยู่ เด็ก ๆ รุ่นใหม่ก็ฟังเพลงของคุณพ่อมากขึ้น รู้จักพี่เสกมากขึ้น ผมก็รู้สึกดีมากที่มีคนทุกเจเนอเรชันมาดู มาฟังคุณพ่อครับ”

“ตอนนี้ผมรู้สึกมีความสุขที่คุณพ่อได้ออกมา แล้วได้เจอกันแบบครอบครัว อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุดในตอนนี้ มันเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่อาทิตย์เอง ผมประทับใจคุณพ่อนะ รู้สึกภูมิใจที่เขาอยู่ถึงจุดนี้ได้ คือออกมาได้ ผ่านทุกอย่างมาได้ รู้สึกประทับใจ รู้สึกภูมิใจมากครับ”

บทสนทนาครั้งนี้เริ่มต้นจาก “ดนตรี” และจบลงที่คำว่า “ครอบครัว” ตลอดการพูดคุย เราคุยกันตั้งแต่เรื่องเพลง การทำงาน ความเชื่อ การเติบโต และความรัก แต่เมื่อเดินทางมาถึงคำถามสุดท้าย คำตอบของเสือพาเราย้อนกลับไปยังจุดที่เรียบง่ายที่สุดของชีวิต นั่นคือผู้คนที่อยู่ข้าง ๆ เขามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือแฟนเพลงที่เติบโตมาพร้อมกับครอบครัวศุขพิมาย

คำตอบสุดท้ายของเสือไม่มีเรื่องเพลง ไม่มีเรื่องงาน ไม่มีคำถามถึงอนาคตอีก 5 ปี 10 ปี ที่เสืออยากเห็นตัวเองในรูปแบบไหน มีเพียงรอยยิ้มเล็ก ๆ พร้อมประโยคที่บอกว่า วันนี้เขามีความสุขที่คุณพ่อได้กลับมา และครอบครัวได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ก่อนจะพูดด้วยความภูมิใจว่า ดีใจที่เห็นคุณพ่อผ่านทุกเรื่องราวมาได้จนถึงวันนี้ ประโยคสั้น ๆ ที่ไม่ได้หวือหวา แต่กลับทำให้บทสนทนาทั้งหมดมีความหมาย มีรอยยิ้ม มีพลังมากกว่าอะไรต่อมิอะไรอีกเป็นไหน ๆ 

บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ Beats & Beliefs with Tiger ไม่ได้จบลงด้วยเรื่องดนตรี หรือความสำเร็จบนเวที หากแต่จบลงด้วยผู้ชายคนหนึ่งที่ให้คุณค่ากับครอบครัว เพื่อน และผู้คนที่เดินอยู่ข้างกันมาตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของศิลปิน นักธุรกิจ หรือคนธรรมดา สิ่งที่มีความหมายที่สุด นอกจากเสียงปรบมือหลังจบเพลง ก็คือการมีใครสักคนยังรอเราอยู่ในที่มืด ๆ ตรงนั้น เมื่อแสงไฟบนเวทีดับลงแล้วนั่นเอง

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน