หนังหนึ่งเรื่องอาจพาผู้ชมไปพบเรื่องราวมากมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือบทสนทนาที่เกิดขึ้นหลังจากหนังถ่ายทำเสร็จ เพราะเมื่อกล้องหยุดเดิน ตัวละครก็กลับไปเป็นคนคนหนึ่ง และคำถามที่เคยอยู่ในบทก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยมุมมอง ความคิด และการตีความของแต่ละคนในเรื่องเดียวกัน บทสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงเริ่มต้นจาก “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” (Behind the Screens) แต่เราไม่ได้หยุดอยู่แค่การพูดถึงหนังเรื่องนี้

วันนี้ SUM UP พากันมาชวน ก้อย รัชวิน, ป้อง ณวัฒน์, เมโกะ ชนนิกานต์, บอย ภิษณุ และ เรย์ แมคโดนัลด์ คุยกันไปเรื่อย ๆ ถึงความรักและความลับ ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เราไม่ได้ตั้งคำถามถึงการให้เล่าว่าฉากไหนที่ชอบที่สุด หรืออยากรู้ถึงเบื้องหลังการทำงาน แต่ชวนกันค่อย ๆ พูดถึงสิ่งที่หนังพยายามตั้งคำถามกับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นความลับ ความไว้ใจ พื้นที่ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ที่ไม่มีคำตอบตายตัว หลายช่วงของบทสนทนา จึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการสัมภาษณ์ที่มีคนถามและมีคนตอบ แต่เป็นการร่วมกันแชร์ความคิดเห็นที่ค่อย ๆ ต่อบทสนทนาของกันและกัน บางคำตอบทำให้เกิดคำถามใหม่ บางมุมมองทำให้เราเห็นรายละเอียดของตัวละครมากขึ้น และบางประโยคก็ทำให้เราหันกลับมาคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว นั่นทำให้บรรยากาศตลอดการพูดคุยเป็นไปอย่างเปิดกว้าง และเต็มไปด้วยแง่มุมที่น่าสนใจ

เมื่อบทสนทนาจบลง สิ่งที่ยังติดอยู่ในความคิดของเรา อาจไม่ใช่คำถามว่า “ถ้าเป็นคุณ คุณจะกล้าเปิดโทรศัพท์ให้คนรักดูหรือไม่” แต่เป็นคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ ในความสัมพันธ์หนึ่ง เราจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับอีกคนจริงหรือเปล่า หรือบางครั้ง ความรักก็อาจไม่ใช่การพยายามเปิดเผยทุกความลับ หากแต่คือการเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับความแตกต่าง ความไว้ใจ มีพื้นที่ปลอดภัยที่ให้ความเป็นส่วนตัว และร่วมกันมีพื้นที่ของกันและกันอย่างไร

“เพื่อนรักเพื่อนลับ” ของแต่ละคน

“ก้อย” รับบท “ทราย”

ตัวทรายเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเลยค่ะ เป็นคนที่ชวนทุกคนมาที่บ้านและชวนเล่นเกมนี้ ซึ่งจริง ๆ ก้อยว่าตัวละครนี้มีความน่าค้นหาและซับซ้อนค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่ Background ของทรายเป็นจิตแพทย์และนักจิตบำบัด เธอเลยเป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ดีอยู่แล้ว แต่การที่ทรายให้เพื่อน ๆ มาเล่นเกมนี้ มันเหมือนเป็นการตีแผ่อะไรบางอย่าง เหมือนเธออยากจะให้ทุกคนเปิดเผยสิ่งที่เก็บซ่อนไว้ออกมา ก็เลยรู้สึกว่าจริง ๆ แล้ว ทรายอาจจะมีมิติบางอย่างที่ไม่เหมือนที่เราเห็นข้างนอก แต่ก็นะ… ไม่ใช่แค่ทรายคนเดียวหรอกค่ะ เพราะทุกคนบนโต๊ะอาหารมื้อนี้ ต่างก็มีความซับซ้อนและมีความลับซ่อนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น

“ป้อง” รับบท “หมอกิต”

ผมเล่นเป็นหมอกิตครับ เป็นสามีของทราย (ก้อย) เป็นหมอศัลยกรรมตกแต่งหน้าอก ความน่าสนใจของตัวละครนี้คือ ความสัมพันธ์ของคู่เราคือเรื่องครอบครัวและลูกสาวด้วย มันมีอีกมิติหนึ่งที่ถ้าใครเข้าไปดูจะเห็นเลยว่าเป็นปัญหาครอบครัวที่เจอได้จริง ยิ่งถ้าพ่อคนไหนที่มีลูกสาว ผมยิ่งอยากให้ไปดูเรื่องนี้มาก ๆ แต่เล่าไม่ได้เพราะอะไร 

แล้วที่สำคัญนะ คือพอไปดูคอมเมนต์ในโซเชียล ทุกคนจะชอบบอกว่า ‘พี่ป้องนี่แหละ ตัวมีความลับแน่’ (หัวเราะ) เพราะจากประสบการณ์การแสดงภาพจำของผม มักจะได้บทมีเมียน้อยตลอด คนเลยปักใจเชื่อไปก่อนแล้วว่าถ้ามีป้อง ณวัฒน์ จะต้องมีความลับซ่อนอยู่แน่ ๆ ซึ่งก็ต้องไปลุ้นกันในโรงนะครับว่าจะเป็นผมจริง ๆ หรือเปล่า หรือจะเป็นคนอื่น… หรือสุดท้ายจะเป็นผมอีกรอบ (ยิ้มแรงมาก) อันนี้ไม่มีใครรู้เหมือนกัน ต้องฝากติดตามชมครับ

“เมโกะ” รับบท “เอริน”

เมโกะรับบทเป็นเอรินค่ะ เป็นสัตวแพทย์ แล้วก็เป็นภรรยาของพี่อัฐ (พี่บอย ภิษณุ) ตัวเอรินจะมีความเป็นน้องเล็กที่สุดในแก๊ง เวลาเข้ามาในกลุ่มพี่ ๆ เราเลยไม่ได้รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอะไรของใครขนาดนั้น เป็นแค่เด็กน้อยที่มาจอยกินข้าวมื้อนี้ ซึ่งมันกลายเป็นมื้อที่ทำให้เราได้รู้จักทุกคนมากขึ้นแบบ ‘ดีเลยล่ะ’ (ยิ้ม) เธอเป็นคนที่ต้องมารู้ความลับของคนอื่น โดยเฉพาะความลับของคนใกล้ตัวที่เราเคารพและรักมาก ๆ ความสัมพันธ์ของเราสองคนในเรื่องคือรักกันมาก อยากสร้างครอบครัว อยากมีลูกด้วยกัน แต่พอมารู้ความลับบางอย่างของเขาเข้า มันเลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนค่ะ

“บอย” รับบท “อัฐ”

ถ้าพูดถึงอัฐ เป็นคู่ข้าวใหม่ปลามันที่หลงรักภรรยาตัวเองมาก ๆ ถ้ายกมือเลือกได้นะ ผมว่าอัฐไม่ได้อยากเล่นเกมนี้หรอก เอาจริงไม่ใช่แค่อัฐด้วย หลาย ๆ คนบนโต๊ะก็น่าจะไม่พร้อมเล่นเหมือนกัน แต่เผอิญตัวต้นเรื่องเขาเริ่มขึ้นมาแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้จะเริ่มทำไม ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้ใสสะอาดขนาดนั้น (หัวเราะ) ผมเลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วจุดประสงค์ของเขาคือต้องการอะไรกันแน่ เพราะการเปิดเกมแบบนี้มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่ ๆ แถมเขาก็ไม่ได้กลัวว่าความลับตัวเองจะหลุดด้วย ทั้งที่ความลับของแต่ละคนมันหนักเบาไม่เท่ากัน สำหรับความลับของอัฐ… บอกเลยว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ๆ ๆ ๆ โคตรจะแย่ด้วย แล้วก็รับมือยากมาก เป็นเรื่องอะไรต้องไปดูกันให้ได้ อย่างที่ผมบอก คนดูคาดไม่ถึงแน่นอน

“เรย์” รับบท “โป้ง”

ของผมก็คล้าย ๆ หลายคนครับ คือตัวละครมันมีหลายมิติที่คาดเดาไม่ได้อยู่ในนั้น แล้วส่วนใหญ่ 80 – 90% ของเรื่องมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารโต๊ะเดียว ตัวโป้งเองก็ไม่ได้อยากเล่นเกมนี้เหมือนกัน แต่ผมว่ามันท้าทายดีตรงที่ทุกตัวละครมันมีจุดหักมุมของตัวเองทั้งหมด เพียงแต่ของโป้งเนี่ย คนดูอาจจะคาดเดาไม่ได้เลยว่าสุดท้ายแล้วมันจะออกมาหน้าไหน

ความยากของแต่ละคน

บอย : ผมว่าความยากหลัก ๆ มันอยู่ที่บทและอารมณ์ครับ เรื่องนี้บทค่อนข้างยาวและยากจริง ๆ แต่ละซีนบางทียาวถึง 10 หน้า แล้วด้วยความที่ตัวละครทั้ง 7 คนเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก แต่ละคนดันมีความลับและมิติความสัมพันธ์ซ่อนอยู่ การแสดงมันเลยเป็นการต่อความรู้สึก ต่อไดอะล็อก และต่อโมเมนต์กับแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันเลย พวกเราต้องทำการบ้านกันหนักมาก ตั้งแต่เล่นหนังมา ผมไม่เคยเห็นเรื่องไหนที่นักแสดงจะขยันต่อบทกันขนาดนี้ ปกติเรื่องอื่นเราอาจจะทำมาแค่ส่วนของเรา แต่เรื่องนี้ขยันซ้อมกันกระทั่งช่วงเบรกกินข้าวบนโต๊ะอาหาร เพราะทุกคนอยากให้ผลงานออกมาดีที่สุดจริง ๆ ครับ

เรย์ : ผมว่ายากหมดเลยครับ (ยิ้ม) เพราะผมต้องเคาะสนิมหนักมาก ไม่ได้เล่นหนังมานานเลย แรก ๆ ยอมรับเลยว่าเกร็ง ต้องค่อย ๆ ปรับจังหวะและทำความคุ้นเคยไปทีละนิด แต่พอเห็นทุกคนเล่นกันเต็มที่แบบมาเหนือกันหมด ถ้าเราพลาด เราก็ต้องยิ่งรีบกลับไปทำการบ้านให้หนักขึ้น แต่ก็สนุกมากครับ บทเรื่องนี้มันไหลไปตามอารมณ์ การส่งอารมณ์กันบนโต๊ะมันลื่นไหลกว่าที่คิดไว้ตอนแรกเยอะเลย

เมโกะ : ความยากของเมโกะอยู่ที่ความกดดันเลยค่ะ ด้วยความที่เราเด็กที่สุดในกลุ่ม ประสบการณ์ในวงการยังเทียบพี่ ๆ ไม่ได้เลย แล้วจังหวะที่ต้องมาร่วมโต๊ะกับพี่ ๆ ระดับตำนานทั้งนั้น บทก็ยากอยู่แล้ว มันยิ่งเกร็งขึ้นไปอีก กังวลและกดดันตัวเองตลอดว่าเราจะทำได้มั้ย จะไปเป็นตัวถ่วงพี่ ๆ เขาหรือเปล่า อีกเรื่องที่แอบกังวลกันมากบนโต๊ะคือเรื่องการตัดต่อ เพราะเวลาเล่นจริง พี่ ๆ แต่ละคนส่งอารมณ์และพูดแทรกกันนัวมากจนคิดในใจว่า ‘เขาจะเอาไปตัดต่อกันยังไงนะ’ (หัวเราะ)

ก้อย : ของก้อยความยากอยู่ที่เรื่อง Subtext หรือนัยซ่อนเร้นของบทค่ะ บทเรื่องนี้มีรายละเอียดลึกซึ้งมาก ต่อให้จังหวะนั้นเราไม่ได้พูดไดอะล็อกของตัวเอง แต่เราต้องคอยฟังเพื่อนและมี Reaction กับสิ่งที่ส่งมาตลอด ทีนี้เวลาพูด มันไม่ใช่แค่การอ่านบท แต่มันมีสภาวะข้างในที่ต้องค้นหาว่านัยของประโยคนั้นคืออะไร ก้อยยังต้องคอยเช็กกับผู้กำกับตลอดเวลาว่า ‘ซีนนี้อยากให้คนดูรู้ หรือไม่อยากให้รู้?’ เพราะมันมีผลกับ Acting ของเรามาก ๆ ถ้าเราเผลอหลุดสายตาหรืออารมณ์ออกไปนิดเดียว คนดูจะจับไต๋ได้ทันที ก็เลยต้องคุยกันให้ชัดว่าซีนนี้จะเล่นเนียน ๆ หรือ Blank ไปเลย ซึ่งจุดนี้แหละค่ะที่เป็นทั้งความยากและความสนุกในการตีความ”

ป้อง : ในฐานะคนทำงาน จะรู้อยู่แล้วครับว่าฉากไหนที่มีนักแสดงเข้าพร้อมกันเยอะ ๆ มันยากและวุ่นวายเสมอ ถ้าเล่นกันสองคนมันต่อบทง่าย แต่เรื่องนี้แทบจะไม่มีฉากสองคนเลย นั่งล้อมโต๊ะกันที 7-8 คนตลอด ความยากคือจะทำยังไงให้การคุยกันบนโต๊ะอาหารมันดูธรรมชาติที่สุด เหมือนเพื่อนคุยกันจริง ๆ ไม่ใช่คิวแบบ ‘เธอนัดพูด แล้วฉันค่อยพูด’ พวกเราอยากให้ออกมาเป็นธรรมชาติเหมือนฉากโต๊ะอาหารในหนังฝรั่งยุคก่อนอย่าง Sleeper ที่คุยกันสมจริงมาก เวลาเล่นจริงพวกเราเลยมีทั้งแย่งกันพูด บทปนกัน มีนอกบท มี Improvise ใส่กันเยอะมาก พอทุกคนใส่เต็มกันขนาดนี้ มันเลยท้าทายและเต็มไปด้วยพลังงานสด ๆ บนโต๊ะอาหารครับ

เรื่องแรกของทุกคนเลยมั้ยที่ขับเคลื่อนด้วยบทสนทนาแทบจะทั้งหมด แล้วส่วนใหญ่คือโลเดียว คือบนโต๊ะอาหาร

ป้อง : ผมผ่านงานหนังมาน้อยครับ แนวนี้ตอบได้เลยว่าเรื่องแรกแน่นอน ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ต้องคอยสังเกตและศึกษาการทำงานจากพี่ ๆ ทุกคนเลยครับ (หัวเราะ)

ก้อย : ก้อยก็เหมือนกันค่ะ ถือเป็นเรื่องแรกเลย

บอย : แต่ถ้าเรื่องผ่านงานหนังมาเยอะสุด บนโต๊ะนี้ต้องยกให้พี่เรย์เขาเลยนะ”

เมโกะ : จริง ๆ เมว่าหนังที่เน้นบทสนทนามันก็มีอยู่เรื่อย ๆ นะคะ แต่การที่นักแสดงทั้ง 7 คนต้องเข้าฉากพร้อมกันตลอดเวลา แล้วนั่งรวมกันอยู่แค่บนโต๊ะกินข้าวทั้งเรื่อง แบบนี้คือเพิ่งเคยเจอเรื่องแรกจริง ๆ ค่ะ

เรย์ : ใช่ครับ อย่างน้อย ๆ นะ หนังที่ผมเคยเล่นมาก็ต้องมีสัก 3 โลเคชัน แต่นี่คือส่วนใหญ่ใช้โลเดียว แล้วไดอะล็อกเยอะมาก แต่ความเจ๋งคือบทมันมีจังหวะพลิกไปพลิกมาตลอด ไม่มีช่วงให้อารมณ์ตกเลย เรื่องราวถูกกระจายความสำคัญให้ตัวละครทุกตัวเท่า ๆ กันอย่างลงตัว ผมว่าหนังมันเวิร์กมากตรงนี้แหละ

ก้อย : จังหวะเหมือนเล่นละครเวทีเลยค่ะ คือขับเคลื่อนด้วยไดอะล็อกของนักแสดงใน Setting เดียว แถมผู้กำกับยังเลือกถ่ายบางซีนเป็น Long Take นักแสดงเลยต้องท่องบทกันทีเป็นสิบ ๆ หน้า และความยากคือเราไม่ได้จำแค่ส่วนของตัวเองด้วยนะ

เมโกะ : ใช่เลยค่ะ เราต้องจำบทของทุกคนบนโต๊ะให้ได้หมด เพื่อที่จะได้รู้จังหวะว่าคำพูดจะเดินทางมาถึงเราตอนไหน แล้วเราต้องแทรกตัวเข้าไปตอนไหนให้เนียนที่สุด

‘ถ้ายอมเปิดมือถือให้กันดู ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่จะพัง’ เห็นด้วยกับประโยคนี้กันมั้ย

บอย : ส่วนใหญ่กับเพื่อนไม่พังหรอก มันจะพังกับแฟนนี่แหละ

เมโกะ : กับเพื่อนอาจจะเม้ามอยกันบ้าง ชาวบ้าน1 ชาวบ้าน2

ก้อย : ก้อยว่ามันแล้วแต่ความสัมพันธ์ด้วย แล้วแต่คนด้วย เพราะว่าบางคนเขาอาจจะไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เขาอาจจะไม่ได้มีความลับ หรือว่าบางคู่เลือกที่จะให้เกียรติกัน ปิดตาข้างหนึ่ง แต่ละคู่ความสัมพันธ์ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถตัดสินได้ว่าแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวมันจะเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์มั้ย แต่แน่นอนว่ามันเป็นตัวกุมความลับอย่างหนึ่งไว้ แต่คุณจะยอมให้สิ่งที่อยู่ในมือถือนี้มาทำลายความสัมพันธ์หรือเปล่า ก็อยู่ที่แต่ละคู่ด้วย

บอย : ผมเห็นด้วยกับก้อย จริง ๆ แล้วถ้าจะตัดสินใจคบกันแล้วจริง ๆ มันต้องเชื่อใจกัน ไม่ใช่จะมานั่งระแวง เช็กโทรศัพท์

เรย์ : เพราะถ้าขอดูเรื่อย ๆ มันน่ารำคาญ

บอย : มันน่ารำคาญ ความเชื่อใจมันหาย คุณไม่เชื่อใจเรา สู้เราคบกันแบบเชื่อใจกันดีกว่ามั้ย ส่วนผลที่มันจะออกมาในอนาคต ปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมันโดยที่บางทีไม่จำเป็นต้องค้นหา การกระทำมันจะส่งผลต่ออนาคตเอง ฉะนั้น ผมคิดว่าการเช็กโทรศัพท์มือถือไม่ควรทำ เพราะทุกคนมีความลับเหมือนกันหมด อาจจะเล็ก ๆ น้อย ๆ บางทีความลับมันเล็กมากสำหรับเรา

เมโกะ : มันอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวเล็ก ๆ ที่เราไม่อยากให้รู้

บอย : แต่คนที่มาดูมันอาจจะคิดว่าใหญ่ เยอะจัง

เมโกะ : ความลับของแต่ละคนมันใหญ่ไม่เท่ากัน

เรย์ : บางคนเราอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก แต่บางทีมันไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ แต่ว่าเขาอาจจะคิดไป แต่มันก็แล้วแต่คู่อีก แต่อีกมิติหนึ่ง ถ้าเราเปิดให้ดูทั้งหมด เพราะเราไม่มีความลับอะไรซ่อนอยู่แล้ว มันอาจจะทำให้ความสัมพันธ์มันโอเค

บอย : มันแล้วแต่คู่แหละ ผมว่าสุดท้ายมันอยู่ที่การดีลกันของแต่ละคู่

เรย์ : เรื่องที่บอกว่าขอดูโทรศัพท์จนน่ารำคาญ อันนี้เริ่มไม่ไว้ใจเรา อย่างนี้ถึงจะไม่มีอะไร เราก็ไม่เปิดให้ดูนะ อันนี้จะทำให้พังมากกว่า เพราะเขาไม่ไว้ใจเราตั้งแต่แรก

เมโกะ : แต่เมก็ยังเชื่อในคำที่ว่า ‘ความลับไม่มีในโลก’ ถ้าคนคิดจะปิด มันจะมีทางเปิดอยู่ดี

ก้อย : วันหนึ่งมันก็จะมีเรื่องที่เปิดออกมา

ป้อง : ผมว่ามันเหมือน Diary เราเขียนอะไรไว้ที่ส่วนตัวมาก ๆ ไม่ใช่ว่าเราไม่ให้ดูเพราะว่าเราทำอะไรไม่ดี แต่เราแค่ไม่อยากให้ใครอ่านDiary ของเรา ผมว่ามันฟีลนั้น มันเป็น Diary ส่วนตัวครับ แต่ถ้าจะดู เป็นพฤติกรรมธรรมชาติ สมมตินั่งอยู่ ‘โลเคชันนี้ ดูสิ’ แบบนี้ดูได้ มันไม่ใช่ว่าไม่ให้เลย ถ้าเกิดในจังหวะหรือพฤติกรรมปกติมันดูกันได้ แต่ไม่ใช่ว่ามาขอเช็ก อันนี้ก็คงไม่ชอบ

เมโกะ : มันก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความไว้ใจกันของแต่ละคู่อยู่ดี 

ป้อง : ถึงบอกว่าคนที่ได้ดูหนังน่าจะกลับไปแล้วตั้งคำถามเหมือนกันว่า เอ๊ะ!!! เราอยากดูมั้ย? ดูแล้วจะทำใจได้มั้ย? อยากดูทั้งหมดจริงมั้ย หรือไม่ดูจะดีกว่า

หนังเรื่องนี้พูดถึงความลับกับเพื่อนรัก เชื่อว่าแต่ละคนเคยมีความลับกับเพื่อนหรือคนสนิท แต่พอตัดสินใจพูดสิ่งนั้นออกไป แล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เคยมีโมเมนต์แบบนี้มั้ย

เมโกะ : มีค่ะ ถ้าเรื่องส่วนตัวที่เรากลัวว่าพูดไป แล้วเราไม่รู้ว่าอีกคนเขาจะมองว่าเราเป็นยังไง หรือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการที่เราพูดออกไป เขาจะซัปพอร์ตในแง่ไหน เราก็เลยไม่กล้าที่จะพูดออกไป แต่พอพูดออกไปแล้วก็มันดีมาก สบายใจ เขารู้จักเรามากขึ้นและเขา comfort เราในตรงนั้นได้ ก็หายเกร็งมากขึ้นนะคะ

เรย์ : ถ้าเราเป็นเพื่อนกันขนาดนั้นเหมือนในหนัง เราก็ไม่อยากมีความลับต่อเพื่อนนะ เราก็อยากจะปล่อยออกไป แต่คราวนี้ที่ปล่อยออกไป เราจะปล่อยไปทั้งหมด หรือว่าเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เพราะว่าบางทีเราก็แคร์ความรู้สึกเพื่อนว่าจะรับได้มั้ย เราจะตรงไปตรงมาแบบไม่มีการกรองเลยได้มั้ย เพื่อนเราอยู่ใน state ไหนในช่วงนั้น แต่บางทีอ่านจังหวะที่ดี เราก็ควรจะต้องบอก เพราะว่าบางทีมันเป็นปมนะ ทั้งเขาและเรากับเรื่องเรื่องหนึ่ง เรื่องใดก็ตามที่มันเกิด

บอย : ผมว่าบางทีความลับก็ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้นะ มันก็คือความลับ ไม่จำเป็นต้องให้รู้ก็ได้ สู้เงียบ ๆ ไป ไม่มีอะไรดีขึ้นมาจะพูดทำไม เรื่องมันอาจจะไม่ได้ใหญ่โตถึงขนาดจะต้องมาบอกว่า ‘ฉันเป็นแบบนี้นะ’ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะต่อให้พูดไปมันอาจจะไม่ได้ดีขึ้น

SUM UP : แต่ผู้หญิงอยากรู้ ขอให้บอก แล้วเดี๋ยวค่อยมาเคลียร์

เมโกะ + ก้อย : ใช่ อะไรอย่างนั้น พูดกันตรง ๆ

ก้อย : ผู้หญิงจะชอบให้แชร์ มีอะไรให้พูด

เมโกะ : ถ้าโกรธ เดี๋ยวก็จะดีเอง แต่ขอแค่ให้พูด

บอย : พูดไปแม่งก็โกรธ

เมโกะ : ก็เดี๋ยวดีเองไงค๊าาาาาาาาาา สุดท้ายแล้วดีกว่าเราไปรู้ทีหลัง

บอย : แต่ความลับของเรามันอาจจะไม่ได้ทำให้เธอเป็นอะไรก็ได้ไง

SUM UP : แต่เข้าใจแหละว่าในมุมมองของผู้หญิงและผู้ชายจะไม่เหมือนกัน

เรย์ : มันก็แล้วแต่คู่ แล้วแต่คน มันเหมารวมไม่ได้ เหมารวมว่าเป็น generation เหมารวมว่าเป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ไม่ได้

ก้อย : คล้าย ๆ กันค่ะ พอโตขึ้นแล้วจริง ๆ เราใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า บางเรื่องที่เป็นความลับของคนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ ไม่จำเป็นต้องไปอยากรู้เรื่องของเขา เรามีความสุขกับชีวิตของเรา กับครอบครัวของเรา ถ้าสมมติความสัมพันธ์แบบใกล้ ๆ ตัว แบบครอบครัว แบบคนรัก ถ้าเป็นมุมของก้อย ความคิดเห็นส่วนตัว เราเป็นคนมีอะไร เรามักจะพูด เราจะไม่ค่อยเก็บไว้ หรือถ้าพูดแล้วทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เราก็จะพูด แต่ถ้าพูดแล้วรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น ก็ปล่อยให้มันผ่านไป

บอย : เพราะบางเรื่องมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้นะ แต่พอพูดออกไปกลับเป็นเรื่องขึ้นมา เพื่ออะไร พูดไปเพื่ออะไร

ถ้าโทรศัพท์ของทุกคนบนโต๊ะอาหารในมื้อนั้นพูดได้ คิดว่าคำแรกที่มันอยากจะเตือนเจ้าของโทรศัพท์ของมันคืออะไร

บอย : มึงอย่าเล่น

เมโกะ : ปิดเครื่องไปซะ

เรย์ : หยุดได้แล้ว

ก้อย : ขอพักได้มั้ย

ป้อง : ผมว่ามันจะบอกว่า “อีก 10 นาทีเมียมึงจะคิดเกมบ้า ๆ บอ ๆ ขึ้นมา” แล้วก็ “อยากจะเล่นมั้ย หรือถ้าอยากจะมาเล่นก็แล้วแต่เลย” (หัวเราะ)

“ความลับไม่ได้แปลว่าทรยศเสมอไป บางทีมันเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่จำเป็น” ทุกคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ยังไงหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้จบแล้ว

ป้อง : เห็นด้วยเหมือนเดิม เหมือนไดอะรีที่เคยบอก มันเป็นเรื่องส่วนตัวก็มีบางอย่างที่เราก็อยากแชร์ของเราคนเดียว บางทีเก็บไว้เป็นความทรงจำ เก็บไว้โน้ตกับตัวเอง ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากบอกใคร อาจจะเป็นเรื่องไม่ดีก็ได้

ก้อย : ทุกคนต้องมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบไหนก็ตาม มันเป็นพื้นที่ที่เป็นตัวตนของเรา เป็นที่ที่เราจะได้พักใจของเรา ได้ฮีลใจของเรา ก้อยคิดว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะเก็บไว้ให้ตัวเอง ได้มีพื้นที่ให้ตัวเอง เพราะถ้าเราไปมีพื้นที่ของคนอื่นหมดเลย ชีวิตของเราคงแบกอะไรแบบนี้ไม่ได้ ก็เก็บพื้นที่ของตัวเองไว้ มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่พื้นที่ของตัวเองในหนังมันอาจจะคนละพื้นที่กับที่ก้อยพูดถึงนะ เพราะว่าสำหรับก้อยคือ passion ในการใช้ชีวิต ทุกวันนี้เราเป็นคุณแม่ลูกสอง เราอยู่กับลูก เราอยู่กับครอบครัว บางทีเราอาจจะลืมตัวเองไปบ้าง เราก็อาจจะยังมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้ตัวเองได้มีความฝันของตัวเองนิดหนึ่ง อันนี้ก้อยมองในมุมของพื้นที่นั้น แต่ถ้าในหนัง มันจะเป็นอีกด้านมืดของคนแล้ว เพราะฉะนั้นต้องดูว่าเราจะจัดการกับพื้นที่เหล่านั้นยังไง

เมโกะ : เราเลือกได้ว่าเราจะเผยความลับนั้น หรือเราจะไม่เผยความลับนั้น มันแค่นั้นเอง “จะเล่นมั้ยล่ะเกมนี้?” ถ้าเขาชวนเล่น แต่เราไม่เล่น ก็จบแค่นั้นเอง

บอย : ผมเห็นด้วยนะ ผมเห็นด้วยอย่างแรงเลย จริง ๆ พื้นที่ส่วนตัวก็คือพื้นที่ส่วนตัว ไม่อย่างนั้นโทรศัพท์จะมีการล็อกหน้าจอไว้ทำไม จะมีการสแกนหน้าทำไม มันอาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่ได้อยากแชร์ หรือเราไม่ได้อยากให้รู้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับคนที่จะมาเปิด มันก็ชีวิตของเรา มันต้องมีความเชื่อใจกัน 

แล้วหลังจากเล่นเรื่องนี้ก็มีความรู้สึกว่า มันอยู่ที่คนว่าอยากที่จะเลือกไปยุ่งกับโทรศัพท์คนอื่นมั้ย หรือปล่อยไปเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว การไม่เปิดมันทำให้ relationship ดีกว่าหรือเปล่า เพราะถ้าเรื่องบางเรื่องมันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเปิดมาแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วความสัมพันธ์มันไปต่อไม่ได้ อันนั้นก็จบกันไป แค่นั้นเอง สุดท้ายมันคือเรื่อง private zone ผมว่ามันควรจะเว้นที่ส่วนตัวไว้ให้กัน ขนาดแม่ของผม ผมจะขอดูโทรศัพท์ เขายังไม่ให้เลย ไม่รู้เก็บอะไรไว้ เราก็อยากดูไง “ขอดูหน่อย” เขาก็ดึงกลับ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ดู เพราะมันเรื่องส่วนตัวของเขา ก็ปล่อยเขาไป

เรย์ : ก็รู้สึกว่าทุกคนจะต้องมีพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนตัวนั้นเราจะมองว่าเป็นความลับหรือพยายามหลบซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ มันก็ไม่ใช่ อยู่กับแฟนมา 20 ปี ทุกคนก็ยังต้องมีพื้นที่ของตัวเอง อาจจะเป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันไม่ได้สำคัญ ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น ไม่ได้ต้องบอกทุกอย่าง ทุกคนก็ยังมีชีวิตของตัวเองที่ยังใช้อยู่ อยู่ร่วมกัน มันต้องมี space ตรงนั้น

บอย : ผมอยากแชร์นิดหนึ่ง สมมติว่าการเป็นสามีภรรยาผมชอบดูหนังโป๊ แล้วถ้าเขามาเจอว่าผมดูหนังโป๊ ผมผิดมั้ย เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกยังไง แต่การดูหนังโป๊ของเรามันไม่ได้ทำร้ายใคร มันแล้วแต่มุมมองของคนเลยจริง ๆ 

เมโกะ : แล้วแต่มุมมองของความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ว่าเขาคุยกันยังไง ขนาดไหนบ้าง 

ก้อย : เขาเข้าใจกันมั้ย

เรย์ : มันเหมารวมกันยาก แล้วแต่คน แล้วแต่คู่ แล้วแต่กลุ่มเพื่อนด้วย แค่อาจจะบอกไม่หมดแค่นั้นเอง 

ก้อย : แต่ไม่ได้แปลว่าทรยศ แค่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน

ถ้าให้ทุกคนส่งข้อความสั้น ๆ ถึงตัวละครถึงตัวละครที่คุณเล่น อยากจะบอกอะไรกับเขา

บอย : “ฉิบหายแล้วมึง”

เมโกะ : “ไม่เป็นไร”

ก้อย : “กลับมาทำงานที่เรารักกันเถอะ” (หัวเราะ)

ป้อง : ให้บอกเมียว่า “อย่าเล่น”

เรย์ : “ความลับไม่มีในโลก”

หลังออกจากโรง คิดว่าคนที่ดูหนังจบจะทำอะไรกับมือถือของตัวเอง

เรย์ : ผมว่าเกมนี้อาจจะเอาไปเล่นกันเยอะ แบบวัดใจกันไปเลย “มึงกล้าเปล่าล่ะ?”

เมโกะ : “ถ้ามึงไม่กล้า ก็แสดงว่ามึงมีความลับอะไร” มันน่าจะทำหลายคู่พังค่ะ

ป้อง : น่าจะเลิกกันหลายคู่แล้ว

บอย : คนจะกล้ามาดูหนังของเราเปล่าวะ? (หัวเราะ) พูดแล้วเขาจะไม่กล้ามาดู

เรย์ : ถ้าเกิดเราซี้กันขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไรปิดบัง ถ้ามีอะไรปิดบังที่กูยังไม่รู้ ก็รู้ไปเลย 

ก้อย : มันอาจจะเป็นเรื่องขำขันในกลุ่มเพื่อนก็ได้ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

มีอะไรใน “เพื่อนรักเพื่อนลับ” ที่พลาดกันไม่ได้

เมโกะ : ถ้ามีความลับก็มาดู

ก้อย : ให้มองว่าหนังเรื่องนี้มันคือหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ของคนรัก ของครอบครัว โดยใช้ symbolic คือมือถือเป็นตัวเชื่อมโยงตัวละครและเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งมือถือก็เป็นตัวละครหนึ่งที่สำคัญมาก แทบจะเป็นตัวเอกของเรื่อง เป็นตัวเดินเรื่องทั้งหมดเลย ก็อยากให้คนลองเข้ามาดูกัน เพราะว่าบทมันสนุกมาก ๆ แล้วอยากให้คนดูติดตามว่าสุดท้ายแล้ว แต่ละคน แต่ละตัวละครเรื่องราวจะไปลงเอยยังไง ใครเป็นคนที่มีความลับที่สุด หรือจริง ๆ แล้วใครคือจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนนี้ ก้อยว่าคนดูจะสนุกในการที่มานั่งจับผิด มันต้องตามตัวละคร ความสนุกอยู่ตรงนั้นค่ะ 

บอย : ฝากเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยแล้วเข้าไปดูในโรง จะได้ปะติดปะต่อเรื่องถูก เพราะเรื่องนี้ทั้ง 7 คนมีความสำคัญในการเดินเรื่องเท่า ๆ กัน แต่ละคนมีประสบการณ์ มีความลับเท่า ๆ กัน แล้วก็เป็นเรื่องที่อยากให้เข้ามาดู ผมว่ามันได้อะไรจริง ๆ หลังจากจบไป เพราะว่าตอนจบมันก็มีอะไรสักอย่างที่ทำให้เรารู้สึกฉุกคิด กลับมาฉุกคิดจนเราต้องคิดว่าหนังเรื่องนี้มันให้อะไรกับคุณ แล้วความรู้สึกของแต่คนก็ไม่เหมือนกันด้วย อยู่ที่คนดูว่าจะเลือกรู้สึกยังไง

ตลอดหลายชั่วโมงของการพูดคุย เราพบว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าฟันธง ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง มีเส้นที่ยอมรับได้ไม่เท่ากัน และมีวิธีดูแลคนที่รักแตกต่างกันออกไป สิ่งที่ถูกต้องสำหรับคนหนึ่ง อาจไม่ใช่คำตอบของอีกคน และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดเลย

อาจเพราะความสัมพันธ์ไม่เคยถูกสร้างขึ้นจากกฎข้อเดียว แต่มันค่อย ๆ เติบโตจากการเรียนรู้ การให้อภัย และการยอมรับในตัวตนของกันและกัน บางครั้งสิ่งที่ทำให้คนสองคนเดินต่อไปด้วยกัน ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง แต่คือการรู้ว่าเรื่องไหนควรถาม เรื่องไหนควรฟัง และเรื่องไหนควรปล่อยให้เป็นพื้นที่ของอีกฝ่าย

เมื่อบทสัมภาษณ์จบลง เราไม่ได้เดินออกมาพร้อมข้อสรุปว่าความรักควรเป็นแบบไหน แต่กลับรู้สึกว่าความสัมพันธ์ที่ดี อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ยังเลือกจะเข้าใจกัน แม้ในวันที่เห็นต่าง แม้ในวันที่ผิดหวัง และแม้ในวันที่ความจริงบางอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราเคยคาดหวังไว้ ชวนกันไปดูค่ะ หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ธรรมดาเลยสักอย่าง ตั้งแต่ 7 นักแสดงมือรางวัลของประเทศไทย การกลับมารับงานแสดงหนังอีกครั้งของเรย์ แมคโดนัลด์ รวมถึงในเรื่องของบทที่เป็นไดอะล็อคยาว ๆ ที่ในบางซีนต้องท่องกันเป็นสิบหน้าแบบลองเทค และแน่นอนว่า ทุกวินาทีที่มือถือดัง มีเรื่องให้เราลุ้นอยู่ตลอด ว่าอะไร ของใคร แล้วยังไง…แน่นอน!!!!

“เพื่อนรัก เพื่อนลับ” (Behind the Screens)
วันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน

ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่ไหน