
หลังจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ เปิดตัว ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ กลับมานั่งแท่นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หลายคนหันมาให้ความสนใจหนึ่งในพรรคเก่าแก่นี้อีกครั้ง ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสพรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่าเป็น ‘พรรคใกล้สูญพันธุ์’ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกลับมาของอภิสิทธิ์และคณะทำงานในครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจ และไม่ควรประมาทแม้แต่น้อย เนื่องจากฐานเสียงดั้งเดิมและวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกนำกลับมาอยู่ในสมการเกมการเมืองอีกครั้ง
วันนี้ SUM UP จึงอยากพาทุกคนมาไล่เรียงไทม์ไลน์การศึกษา ประสบการณ์การทำงาน รวมถึงเส้นทางการเมืองของแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 จากพรรคประชาธิปัตย์ มีความน่าสนใจอย่างไร มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะนั่งเก้าอี้นายกฯ คนที่ 33 ของประเทศไทย หรือไม่ และพร้อมที่จะก้าวลงสนามรบอันดุเดือดในสมรภูมิเลือกตั้ง 69 มากแค่ไหน
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสดใส เวชชาชีวะ เกิดและใช้ชีวิตช่วงขวบปีแรกที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ก่อนย้ายกลับมาไทย และเข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลยุคลธร จากนั้นเข้าศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาอภิสิทธิ์เดินทางกลับไปศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่ Eton College ประเทศอังกฤษ
จากนั้นได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ที่ Oxford University และด้วยความที่เป็นเด็กหัวดี เขาจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 นับเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้เกียรตินิยมต่อจากพระยาศรีวิศาลวาจา ที่นั่นอภิสิทธิ์ได้ค้นพบความสามารถใหม่ ๆ ของตนเองจากการเป็นประธานนักศึกษาและนักกิจกรรม ทำให้เขาตัดสินใจศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาโทในสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ Oxford University ระหว่างนั้นอภิสิทธิ์จบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์อีกใบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย
หลังจากเรียนจบ อภิสิทธิ์ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารยศร้อยตรีในตำแหน่งอาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และต่อมาเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทว่าเนื่องด้วยอภิสิทธิ์มีความสนใจด้านการเมืองมาตั้งแต่เด็ก และประทับใจการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ จนเคยทำงานเป็นอาสาสมัครของพรรค ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2535 อภิสิทธิ์ได้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในนามพรรคประชาธิปัตย์ โดยขณะนั้นเขามีอายุเพียง 27 ปี ทำให้อภิสิทธิ์เป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรชุดนั้น และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เพียงคนเดียวที่ได้รับเลือกในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
22 กันยายน พ.ศ. 2535 อภิสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่ง ทว่าในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 อภิสิทธิ์ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 3 และได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมา พ.ศ. 2542 นายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และในปี พ.ศ. 2548 อภิสิทธิ์ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับการเลือกตั้งจำนวน 165 ที่นั่ง ทำให้อภิสิทธิ์ได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กระทั่งวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน เป็นเหตุให้ ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ หัวหน้าพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงทำให้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ กลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชาชนได้หันมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้นายอภิสิทธิ์ได้รับคะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551
หลังจากเผชิญวิกฤตทางการเมืองมาหลายระลอก และผลการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 ไม่เป็นไปดั่งใจหวัง อภิสิทธิ์จึงเริ่มถอยห่างออกจากวงการเมือง และประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปี พ.ศ. 2566 ก่อนเดินหน้าในบทบาทอื่นด้วยการเป็นรองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) จนต่อมาเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568 อภิสิทธิ์กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง และเดินหน้าพาพรรคประชาธิปัตย์กลับสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง
ดร.การดี เลียวไพโรจน์
‘ดร.การดี เลียวไพโรจน์’ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีเส้นทางการทำงานที่น่าสนใจ เธอสำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาดพร้าว และในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และระดับชั้นปีที่ 6 ที่ Hopkins High School, Michigan, USA ก่อนไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และได้รับทุนวิจัยศึกษาต่อปริญญาโทและเอกที่ University of Wisconsin-Madison
ดร.การดีเริ่มเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมอุตสาหการ และภาควิชาพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กว่า 13 ปี ต่อมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ C ASEAN และผู้อำนวยการบริหาร Thammasat Business Consulting Center (TBCC) ซึ่งหลังจากที่เธอเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ดร.การดีจึงมักปรากฏตัวในบทบาทที่เป็นผู้นำทางความคิดอยู่เสมอ ทั้งการเป็นที่ปรึกษา Software Industry Promotion Agency (SIPA), ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย Future Innovative Thailand Institute (FIT) และกรรมการอิสระบริษัท BOL จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ ดร.การดียังเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ นับเป็นหญิงแกร่งที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีและการจัดการระดับแนวหน้าของเมืองไทย ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านวิศวกรรมและเศรษฐกิจที่เธอคร่ำวอด ดร.การดีจึงนับเป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีโปรไฟล์น่าสนใจ ถึงแม้จะมีประสบการณ์ทางการเมืองน้อย แต่ประสบการณ์การทำงานนับว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก
กรณ์ จาติกวณิช
‘กรณ์ จาติกวณิช’ เกิดและเติบโตในครอบครัวข้าราชการระดับสูง เป็นบุตรของ ไกรศรี จาติกวณิช อดีตอธิบดีกรมศุลกากร และ นางรัมภา จาติกวณิช ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานด้านราชการมาอย่างยาวนาน กรณ์เริ่มศึกษาในระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสมถวิล และศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ Winchester College ประเทศอังกฤษ ที่นั่นเขาได้เป็นกัปตันทีมกีฬาและประธานนักเรียนอีกด้วย ต่อมากรณ์ศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ที่ University of Oxford
กรณ์เริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นผู้จัดการกองทุน S.G. Warburg ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ JF Thanakom และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ JP Morgan (Thailand) ก่อนก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานสมาคมฟินเทค ริเริ่มโครงการ English for All และริเริ่มโครงการ ‘เกษตรเข้มแข็ง’ สร้างแบรนด์ข้าวอิ่ม ช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย
เส้นทางการเมืองของกรณ์โดดเด่นเป็นอย่างมาก เขาชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดต่อกันถึง 5 สมัยในเขตที่มีการแข่งขันสูงของกรุงเทพมหานคร ทั้งยานนาวา, บางคอแหลม, สาทร, คลองเตย และวัฒนา ทว่าบทบาทที่นับเป็นการแจ้งเกิดกรณ์ในวงการเมืองคือ การได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และพาไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้รวดเร็วที่สุดอันดับที่ 2 แต่ถึงกระนั้นกรณ์ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์และเริ่มต้นสร้างพรรคใหม่ของตนเอง
กรณ์จัดตั้งพรรคกล้าหลังลาจากออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางการเมืองของตนเอง และต่อมาได้ควบรวมกับพรรคชาติพัฒนาจนเป็น ‘พรรคชาติพัฒนากล้า’ ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางของตนเอง ทว่ากรณ์กลับมาสมทบทีมกับเพื่อนเก่าอย่างอภิสิทธิ์ โดยการกลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค ซึ่งเขาได้รับการเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง 69
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าแคนดิเดตทั้ง 3 จากพรรคประชาธิปัตย์มีทั้งประสบการณ์ การศึกษา และความสามารถ โดยในการเลือกตั้ง 2569 นี้ พรรคประชาธิปัตย์ส่งสโลแกน “ไทยหายจน ไทยไม่ทน ไม่ทนทุนเทา” เข้าสู่ศึกการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ซึ่งต้องมาติดตามกันต่อไปว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งในสภาเท่าไหร่ แคนดิเดตนายกฯ จะสามารถคว้าตำแหน่งมาครองได้หรือไม่

