กฎหมายโทรไม่ขับ

หากย้อนกลับไปในช่วงที่โทรศัพท์มือถือกำลังเริ่มเป็นที่นิยมผู้คนมักเลือกใช้โทรศัพท์แบบติดตัวไม่ห่าง ผู้คนในประเทศไทยก็เช่นกัน ความนิยมของโทรศัพท์เคลื่อนที่มาพร้อมกับกิจวัตรประจำวันของมนุษย์ บ่อยครั้งที่ผู้คนมักจะขับรถไปพร้อมกับมืออีกข้างเลื่อนมือถือดูข่าวสารรายวัน และแน่นอนว่าเมื่อสมาธิไม่ได้จดจ่ออยู่ที่การขับรถ ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ในประเทศไทยได้มีการประกาศบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่มีชื่อว่า ‘โทรไม่ขับ’ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ซึ่งในพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มีใจความสำคัญว่า ห้ามไม่ให้ผู้ที่ขับรถยนต์ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เว้นเสียแต่ว่ามีอุปกรณ์เสริมโดยที่ผู้ขับรถไม่ต้องถือโทรศัพท์นั้น ๆ โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษถูกปรับตั้งแต่ 400 – 1,000 บาท ในช่วงแรกของการบังคับใช้กฎหมายยังเป็นเพียงการเรียกเข้ามาเพื่อตักเตือนเท่านั้นเพราะประชาชนอาจจะยังคุ้นชินกับพฤติกรรมเดิม ๆ และหลังจากวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 กฎหมายก็มีผลบังคับใช้จริงในทันที

นอกจากนี้ภายใน พรบ.จราจรทางบก มาตรา 43 (9) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ก็ได้มีข้อห้ามเรื่องโทรไม่ถือใจความคล้าย ๆ กันคือ หากมีความจำเป็นต้องใช้ให้จอดข้างทาง, หรือใช้อุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ช่วย หากถ่ายเซลฟี่, แชท, โทร ขณะขับรถหรือแม้แต่ตอนรถติดไฟแดงล้วนแต่มีโทษปรับด้วยและจะถูกตัดแต้มออกจากใบขับขี่ทันที 1 แต้ม

ทุกคนน่าจะรู้กันเป็นอย่างดีว่า ‘การขับรถ’ จำเป็นต้องใช้ทักษะและสมาธิค่อนข้างสูง ดังนั้นการใช้มือถือขณะขับรถก็เป็นการลดทอนประสิทธิภาพการขับรถของเรา ซึ่งนักวิชาการขนส่งได้เปิดเผยให้เห็นข้อเท็จจริงว่า การใช้โทรศัพท์มือถือส่งผลให้มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงถึง 20 เท่าเพราะผู้ขับรถมีปฏิกิริยาที่ตอบสนองช้าลง ส่วนการพูดคุยโทรศัพท์ในขณะที่ขับขี่รถมีโอกาสสูงมากที่จะเสียสมาธิและเบรคกะทันหันเพราะไม่ได้สังเกตป้ายสัญญาณไฟจราจร นอกจากนี้การใช้มือถือทำให้ต้องละสายตาประมาณ 4.6 วินาที และ 4.6 วินาทีนั้นอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนรูปแบบใด ๆ ก็ได้ 

อย่างไรก็ดี อุบัติเหตุบนท้องถนนมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเมาแล้วขับ, หลับใน, ขับรถด้วยความเร็วสูง, หรือแม้แต่เล่นโทรศัพท์มือถือขณะขับขี่รถ ซึ่งทุก ๆ สาเหตุล้วนมาจากสาระสำคัญเดียวเลยคือ ‘ความประมาท’ ที่เชื่อว่าตัวเองจะมีศักยภาพเพียงพอในการควบคุมรถหนึ่งคันให้ไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังก็คือ เราไม่ใช่รถเพียงคันเดียวและไม่ใช่คนชีวิตเดียวบนท้องถนน ดังนั้นหากระมัดระวังขับรถด้วยความไม่ประมาทตั้งแต่ต้น ก็อาจจะช่วยเซฟทั้งชีวิตเราและเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย

อ้างอิง