เชลซี ได้สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับโลกลูกหนังด้วยการล้มยักษ์อย่าง “แชมป์ยุโรปล่าสุด” ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในรอบชิงศึก ‘ฟุตบอลสโมสรโลก’ ความน่าสนใจคือการทำได้ถึง 3 ประตูใส่ทีมเต็งที่ถูกมองว่ากรำศึกหนักจนเข้ามาสู่รอบนี้ ในขณะที่เชลซีถูกมองว่าเป็นรองก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น
ผลลัพธ์คือคำตอบที่ชัดที่สุด แผนการเล่นของ ‘เอ็นโซ มาเรสก้า’ ได้กำราบความน่ากลัวของ ‘หลุยส์ เอ็นริเก’ ได้อย่างอยู่หมัด จนเอ็นริเกเผลอแสดงอาการที่ไม่เหมาะสมในช่วงท้ายเกม บ่งบอกได้ว่าเชลซีกำลังมีทิศทางใหม่ที่น่าสนใจรอพวกเขาในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง
นอกจากแผนการเล่นที่เป็นหมากเด็ดในเกมนี้แล้ว รายละเอียดจากผู้เล่นก็เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จอย่างชัยชนะที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผู้เขียนเกิดความสนใจจากเกมนี้ คือการมี ‘ตัวจบสกอร์’ ของเชลซีที่สามารถยิงได้ในช่วงต้นเกม เพิ่มความได้เปรียบให้กับทีมจนสามารถคุมสถานกาณ์และนำไปสู่ชัยชนะได้
เนื้อหาในวันนี้ผู้เขียนขอพาทุกท่านไป SUM UP รายละเอียดที่น่าสนใจของ ‘เชลซี’ ยุคใหม่จากนัดชิงแชมป์สโมสรโลก โดยเฉพาะประเด็นจากตัวจบสกอร์ของพวกเขา รวมไปถึงแผนการเล่นพิชิตตัวเต็งของมาเรสก้าที่พาพวกเขาเป็นแชมป์โลกได้ และนี่อาจทำให้เชลซีกลายเป็น ‘ม้ามืด’ ในการเบียดพื้นที่หัวตารางของฤดูกาลถัดไปก็เป็นได้
การเดินหมากของ ‘มาเรสก้า’ ในนัดชิง
เอ็นโซ มาเรสก้าใช้แผนแก้ทางหลุยส์ เอ็นริเกได้อย่างน่าประทับใจ อย่างที่ทราบกันดีว่าเอ็นริเกสร้าง ‘PSG’ ปารีส แซงต์แชร์กแมงด้วยการครองบอลและเคลื่อนตำแหน่งอย่างสมดุล เขาสามารถใช้แบ็กด้านข้างที่ช่วยเพิ่มโอกาสทำประตูในเกมรุก ปรับกลางที่สามารถเคลื่อนพื้นที่ที่มีอิสระในการทำเกม และตัวรุกสามารถลงไปเชื่อมเกมรวมถึงกดดันแดนบนให้คู่แข่งเสียจังหวะได้
เป็นความสมบูรณ์แบบที่นำพาพวกเขาเป็น ‘จ้าวยุโรป’ ในฤดูกาลล่าสุดได้ หากต้องพิชิตพวกเขาทางเดียวคือใช้โอกาสจากช่องโหว่ของแผนการเล่น และต้องมั่นใจว่าจะทำประตูเพื่อสร้างความได้เปรียบจากพวกเขาได้ นี่คือสิ่งที่มาเรสก้าได้วางหมากเด็ดของเขาเพื่อกำราบจ้าวยุโรปลงในนัดชิงแชมป์สโมสรโลก
อย่างแรกคือปิดโอกาสทำเกมรุก เขาเลือกตั้งรับแบบประกบตามตำแหน่ง แต่วางบางบทบาทสำหรับการปิดตายเกมรุกของคู่แข่งไว้ให้ได้ หากปารีสขึ้นเกมโดยมีแบ็กเติมขึ้นไป และจะให้กลางลงไปแทนที่ในแนวรับ ตรงจุดนั้นคือโอกาสสำคัญในการสวนกลับเพื่อทำประตู
และสำคัญที่สุดคือ “เปิดก่อนได้เปรียบ” ส่วนหนึ่งต้องชมฟอร์มโกลของเชลซีอย่าง ‘โรเบิร์ต ซานเชซ’ ที่ช่วยป้องกันจังหวะอันตรายของ PSG จนรักษาโมเมนตัมของทีมเอาไว้ได้ เมื่อทีมเต็งพยายามเจาะคู่แข่งด้วยการขยับขึ้นของแบ็กจนมีพื้นที่ว่าง ในนาทีที่ 22 ซานเชซขึ้นบอลไปทางขวาให้ริมเส้นของทีม ‘มาโล กุสโต้’ กระชากเพื่อทำประตู แต่ติดคู่แข่งจนคืนบอลให้ ‘โคล พาลเมอร์’ ยิงขึ้นนำไปก่อน
จากจังหวะดังกล่าวจะพบว่าเมื่อคู่แข่งเติมเกมจนพื้นที่ในแดนหลังมีจำนวนน้อยลง หากสามารถใช้โอกาสสวนกลับไวและจบได้ จะมีโอกาสทำประตูได้เหมือนลูกแรก ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าเกมนี้สามารถยิงได้ถึง 3 ประตู แถมทำได้จากในครึ่งแรกก่อนที่พวกเขาจะคุมความได้เปรียบจนเก็บชัยไปได้ในครึ่งหลัง เป็นการบอกได้ว่าแนวทางนี้ของมาเรสก้าใช้ได้ผล แต่องค์ประกอบดังกล่าวจะไม่สำเร็จเลย หากพวกเขาไม่สามารถยิงประตูได้จากตัวสกอร์ดี ๆ
ตัวจบสกอร์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ผู้เขียนไม่ใช้คำว่า ‘กองหน้า (Striker)’ เพราะวิวัฒนาการของฟุตบอลทำให้ตำแหน่งต่าง ๆ มีคุณสมบัติเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น แต่ทั้ง ‘โคล พาลเมอร์’ และ ‘เจา เปโดร’ นับเป็น ‘ตัวรุก (Forward)’ ที่เหมาะกับคำว่าตัวจบสกอร์อย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ถึง 3 ประตูชัยในการแข่งครั้งนี้
คนแรกอย่างพาลเมอร์กับระบบการเล่นของมาเรสก้า เขาถูกนำไปเป็น ‘เบอร์ 10’ เดิมไม่ใช่กองหน้า แต่สามารถจบสกอร์คู่แข่งได้อย่างเยือกเย็นคล้ายชื่อของเขา ความอันตรายทั้งการสร้างเกมรุกให้เพื่อนยิงได้ รวมไปถึงการยิงเฉียบขาดหน้าปากเขตโทษทำให้เขาถูกนำขยับขึ้นในแดนบนเพื่อสร้างอันตรายได้มากกว่าเดิม
อย่างลูกสองพาลเมอร์ได้แสดงให้เห็นถึงความอันตรายของเขา เมื่อตัดเข้ากลางจนหาช่องยิงเป็นประตูนำได้ ในสภาพแวดล้อมที่ถูกกดดันจากรอบชิง เขากลับนิ่งสงบในการเล่น เรียกได้ว่าเขาคือความหวังของเกมรุกเชลซีอย่างแท้จริง และในลูกสามก็เป็นตัวเขาที่สามารถถวายพานให้เพื่อนร่วมทีมคนใหม่อย่างเปโดรยิงได้ ช่วยให้ทีมสามารถกดดันคู่แข่งจนเก็บชัยไปได้
เปโดรแม้จะเข้ามาใหม่ในฐานะกองหน้าของทีม ตัวเขาไม่ได้เล่นในสไตล์ของกองหน้าเป้าแท้ ๆ แต่ถนัดแบบ ‘กองหน้าตัวรอง (Second Striker)’ สามารถลงไปเชื่อมเกม สร้างการเล่นให้เพื่อน และหาช่องทำประตูได้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตามองของเชลซี เมื่อเขาได้เล่นร่วมกับพาลเมอร์ก็อาจเป็นคู่หูตัวถล่มตาข่ายของฤดูกาลถัดไปก็เป็นได้
นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่นที่มีส่วนสำคัญสำหรับการเอาชนะ PSG แต่การขาดหายของตัวจบสกอร์ทีมนี้ที่ห่างหายไปนาน บางทีมันอาจเริ่มมีความหวังและได้เห็นอะไรบางอย่างจากนัดนี้ ยังไม่นับ ‘เลียม ดีแลป’ อีกหนึ่งกองหน้าของทีมที่อาจเป็นตัวเลือกสำรองหรือขยับเป็นตัวจริงในบางนัด
เรียกได้ว่าเชลซียุคใหม่อาจหาสิ่งที่ขาดหายไปนาน แม้ว่าเกมรับของพวกเขาอาจจะยังมีผิดพลาดกันบ้าง แต่หากตัวรุกที่พึ่งพาได้แล้วสามารถผลิตสกอร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบของทีม บางทีทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้การคุมทีมของเอ็นโซ มาเรสก้าก็อาจพาพวกเขาลุ้นพื้นที่ยุโรปในปีหน้า หรือฟอร์มของคู่หูกองหน้าหากไม่เจ็บไม่ป่วยจริง ๆ พวกเขาอาจได้ลุ้นถึงแชมป์ไม่ว่าถ้วยไหนหรือถ้วยใดก็เป็นไปได้
อ้างอิง
- https://youtu.be/A3t_uUgTm5k?si=fiVtaj-J0U_qvyC1
- https://learning.coachesvoice.com/cv/enzo-maresca-chelsea-tactics/
- https://learning.coachesvoice.com/cv/chelsea-psg-club-world-cup-final-tactics/
- https://learning.coachesvoice.com/cv/psg-inter-2025-champions-league-final-tactics/
