ประวัติศาสตร์หมากรุก

‘เบี้ย เรือ ม้า บิชอป คิง ควีน’ เหล่านี้คือแกงค์ตัวหมากที่ถูกวางเรียงเอาไว้บนกระดานของเกมที่เรียกว่า ‘หมากรุก’ แต่ละตัวก็จะมีลักษณะการเดินและวิธีการใช้งานแตกต่างกันออกไป ผู้เล่นแบบเราก็จะทำหน้าที่ในการบริหารตัวหมาก วางกลยุทธ์ ประชันไหวพริบเพื่อเอาชนะหมากของอีกฝ่ายให้ได้ ด้วยการจับกุมพระราชาหรือที่เรียกว่า ‘คิงส์เมท’ (Checkmate) ให้ได้ และด้วยความสนุกของเกมที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ทำให้ขณะเล่น จู่ ๆ เราก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ต้นกำเนิดของหมากรุกมาจากไหนกันนะ

ต้นกำเนิดของหมากรุกยังคงไม่แน่ชัดว่ามาจากที่ไหน แต่เกมที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของหมากรุกเป็นเกมอินเดียโบราณที่มีชื่อว่า ‘ชาตุรังกะ’ (Chaturanga) ซึ่งเป็นคำในภาษาสันสกฤตที่หมายถึงการจัดกองทัพสี่ส่วนตามที่ปรากฏในมหากาพย์อินเดีย ‘มหาภารตะ’ (Mahabharata) ชาตุรังกะได้รับความนิยมทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 7 ทั้งนี้ ที่บอกว่าชาตุรังกะน่าจะเป็นต้นกำเนิดของหมากรุก เพราะเกมชาตุรังกะจะมีส่วนที่เหมือนกับหมากรุกในปัจจุบันอยู่สองอย่าง อย่างแรกก็คือ หมากแต่ละตัวทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน โดยจะแตกต่างจากหมากฮอสและโกะที่หมากแต่ละตัวจะทำหน้าที่และเดินรูปแบบเดียวกันหมด อีกอย่างหนึ่งก็คือ การชนะจะขึ้นอยู่กับหมากหนึ่งตัว นั่นก็คือ ‘พระราชา’ หรือ ‘คิง’ นั่นเอง

นักประวัติศาสตร์บางคนคาดว่า วิธีการเล่นชาตุรังกะน่าจะเล่นบนกระดาน 64 ช่องไปพร้อม ๆ กับใช้ลูกเต๋าเล่นประกอบด้วย จากนั้นจึงค่อย ๆ พัฒนามาเป็นเกมที่ชื่อว่า ชะตรันจ์ (Shatranj) หรือ ฉัตรัง (Chatrang) ซึ่งทั้งสองเกมนี้เป็นเกมที่ได้รับความนิยมสูงมากในอินเดียตอนเหนือ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน และบริเวณตอนใต้ของเอเชียกลาง ต่อมาช่วงหลัง ค.ศ. 600 เกมชะตรันได้มีการเพิ่มตัวหมากใหม่ที่ชื่อว่า ฟิรซาน (Firzān) หรือ ‘ตัวที่ปรึกษา’ ลงไปบนกระดาน โดยเป็นตัวที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดทัพในสงครามใด ๆ ส่วนวิธีการชนะเกมชะตรันจ์สามารถทำได้โดยกำจัดหมากฝ่ายตรงข้ามให้หมด ให้เหลือแต่คิงหรือจับคิงก็ได้ ทั้งนี้ตำแหน่งการวางม้าและเบี้ยในช่วงเริ่มต้นยังคงเหมือนเดิม แต่ตำแหน่งของหมากตัวอื่น ๆ จะมีการวางที่แตกต่างกันออกไปตามยุคสมัยและตามภูมิภาคต่าง ๆ 

หมากรุกในรูปแบบชาตุรังกะหรือชะตรันจ์ ได้เดินทางเข้าสู่ยุโรปผ่านทางเปอร์เซีย, จักรวรรดิไบแซนไทน์ และจักรวรรดิอาหรับ หลักฐานการเล่นหมากรุกที่เก่าแก่ที่สุดถูกบันทึกไว้ในศตวรรษที่ 10 ซึ่งเป็นการเล่นกันระหว่างนักประวัติศาสตร์แห่งกรุงแบกแดดกับลูกศิษย์ของเขา และในช่วงศตวรรษที่ 10 ชาวมุสลิมได้นำหมากรุกเข้ามาสู่แอฟริกาเหนือ ซิซิลี และสเปน ในขณะเดียวกันชาวสลาฟตะวันออกก็ได้มีการเผยแพร่เกมนี้ไปยังเคียฟแวน รัส (Kievan Rus) และในช่วงเวลาเดียวกัน ชาวไวกิ้งก็ได้พาเกมนี้ไปถึงไอซ์แลนด์และอังกฤษ 

ทั้งนี้ หมากรุกและเกมลูกเต๋าเคยถูกห้ามเล่นอยู่เป็นระยะ ๆ ทั้งจากกษัตริย์และผู้นำทางศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1254 พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศสเคยมีคำสั่งห้ามเล่นหมากรุก แต่ถึงกระนั้นหมากรุกก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะชุดตัวหมากรุกก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความรู้ และความมั่งคั่ง นอกจากนี้หมากรุกยังเป็นเกมโปรดของกษัตริย์หลาย ๆ พระองค์ ไม่ว่าจะเป็น พระเจ้าเฮนรีที่ 1 และ 2, พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ, พระเจ้าอัลฟองโซที่ 10 แห่งสเปน (ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยปัญญา) รวมถึงพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซียอีกด้วย ดังนั้นจึงอาจจะพูดได้ว่า หมากรุกเป็น ‘เกมของกษัตริย์’ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แล้ว

อย่างไรก็ดี หมากรุกไม่ได้มีการกำหนดเวลาในการเล่น รวมถึงมาตรฐานของชิ้นส่วนของหมากบนกระดาน จนมาถึงศตวรรษที่ 19 จึงได้เริ่มมีการกำหนดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา และช่วงราว ๆ ปลายศตวรรษที่ 19 จึงได้เริ่มมีการแข่งขันอย่างเป็นทางการและมีแชมป์โลกหมากรุกแชมป์แรกขึ้นมา ทั้งนี้ กฎเกณฑ์ วิธีการเล่น วิธีการเปิด หรือเทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหมากรุกได้ค่อย ๆ มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันนี้หมากรุกก็ยังเป็นเกมที่ได้รับความนิยมและมีการเล่นกันอยู่อย่างแพร่หลาย

อ้างอิง