ช่วงเช้าหรือช่วงสาย ช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น บนมือของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศก็ยังคงโอบอุ้มแก้วกาแฟเอาไว้ไม่ห่างตัว ไม่ว่าจะเป็น อเมริกาโน่ มอคค่า คาปูชิโน่ เอสเพรสโซ่ อะไรดีนะ นั่นอาจเป็นเพราะ ‘คาเฟอีน’ ได้คอยปลุกให้พวกเขาตื่นตัวและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป แต่ทุกคนรู้ไหมว่า ก่อนหน้าที่กาแฟจะกลายมาเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในกลุ่มคนวัยทำงาน ในอดีตกาแฟเคยมีบทบาทสำคัญกับกองทัพสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
‘กาแฟ’ ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และได้รับความนิยมทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา ว่ากันว่าช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ร้านกาแฟก็ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในแถบยุโรป และในช่วงเวลานั้นพ่อค้าชาวดัตช์และฝรั่งเศสก็ได้มีการนำเมล็ดกาแฟเข้ามาปลูกในทวีปอเมริกาแล้ว
ดังที่ได้เกริ่นไปบ้างแล้วว่า กาแฟได้เข้ามามีบทบาทสำคัญกับกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และหากถามต่อว่ามันสำคัญอย่างไร? คำตอบก็คือ คาเฟอีนในกาแฟได้ช่วยเพิ่มพลังและทำให้ทหารตื่นตัวในสนามรบ และคาเฟอีนถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าตัวเลือกอื่น ๆ หากนำไปเทียบเคียงกับแอลกอฮอล์หรือแอมเฟตามีน นอกจากนี้เครื่องดื่มร้อน ๆ ยังสามารถทำให้รู้สึกผ่อนคลายและช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับทหารได้ อีกทั้ง กาแฟยังถูกใช้ในทางการแพทย์ โดยแพทย์จะให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจิบกาแฟครั้งละ 1 ช้อนชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการช็อก
ทั้งนี้ อาจพูดได้ว่าความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับกองทัพสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ยุคที่มีการปฏิวัติอเมริกา โดยหลังจากที่อังกฤษเริ่มมีการเรียกเก็บภาษีชา การหันมาดื่มกาแฟก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีความรักชาติ ในเวลาต่อมา เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ขึ้น กาแฟก็ยังมีบทบาทสำคัญอยู่ โดย ‘ทหารฝ่ายสหภาพ’ (Union) ได้รับกาแฟราว 36 ปอนด์ต่อปี และพวกเขามีความพยายามอย่างมากที่จะดื่มกาแฟในแต่ละวัน
โดยในหนังสือ Uncommon Grounds: The History of Coffee and How It Transformed Our World ได้อธิบายความพยายามดังกล่าวเอาไว้ว่า ทหารฝ่ายสหภาพมักจะนำเมล็ดกาแฟดิบติดตัวไปเพื่อคั่วในกระทะและบดด้วยตัวเอง และพวกเขาเคยดัดแปลงปืนให้กลายเป็นที่บดกาแฟอีกด้วย ขณะเดียวกัน ‘ทหารฝ่ายสมาพันธรัฐ’ (Confederate) ที่กำลังอยู่ในช่วงขาดแคลนกาแฟก็ได้มีความพยายามเช่นกัน โดยพวกเขานำเมล็ดอื่น ๆ อาทิ ลูกโอ๊ก ข้าวบาร์เลย์ มาคั่วแทนเมล็ดกาแฟ ซึ่งไอ้ความพยายามของทหารทั้ง 2 ฝ่ายนี้นี่เองที่สะท้อนภาพให้เห็นถึงความสำคัญของคาเฟอีนในกองทัพได้เป็นอย่างดี
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการผลิตกาแฟ โดยตั้งโรงงานคั่วและบดกาแฟในประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทหารสามารถมีกาแฟดื่มได้แม้จะอยู่ในสนามเพลาะ (คูหรือร่องลึกที่ถูกขุดยาว ๆ เอาไว้เพื่อเป็นจุดหลบภัยในขณะที่มีการรบ) ถัดมาช่วงราว ๆ กลางศตวรรษที่ 20 กาแฟก็ได้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตตอนเช้าของชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี 1900-1946 ปริมาณการดื่มกาแฟเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยในปี 1946 ปริมาณการดื่มกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 19.8 ปอนด์ต่อปี
ถัดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กาแฟได้กลายมาเป็นสินค้าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของสินค้านำเข้าทั้งหมด ทางกองทัพได้พยายามจัดสรรกาแฟให้กับคนที่ทำงานด้านความมั่นคงและทหารให้ได้มากที่สุด ซึ่งไอ้ความต้องการของกาแฟที่เพิ่มมากขึ้นของกองทัพดันมาพร้อมกับความตึงเครียดของสงครามที่ค่อย ๆ รุนแรงขึ้น เรือหลายลำถูกกองทัพสหรัฐฯ ยึดไปใช้เพื่อทำสงคราม ส่งผลให้เรือขนส่งเมล็ดกาแฟลดน้อยลง ขณะเดียวกันเรือที่พยายามขนส่งสินค้าก็มีความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามจากเรือดำน้ำเยอรมัน (U-Boats) ที่คอยสอดส่องและลาดตระเวนอยู่ตามเส้นทางทางการค้า
ต่อมาในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคากาแฟในสหรัฐฯ ถูกตรึงเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ กองทัพเรือสหรัฐฯ จึงได้กว้านซื้อกาแฟโคน่าจากฮาวาย และตั้งโรงคั่วกาแฟตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อาทิ โอ๊คแลนด์, บรูคลิน และที่เกาะฮาวาย ถัดมาในปี 1942 บราซิลซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกเมล็ดกาแฟรายใหญ่ให้กับสหรัฐฯ ได้มีการมอบเรือของตัวเองให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อแลกกับคำมั่นสัญญาว่า สหรัฐฯ จะรับซื้อกาแฟทั้งหมดจากบราซิล ส่งผลให้ War Production Board หรือหน่วยงานควบคุมการผลิตในช่วงสงครามได้เข้ามาควบคุมกาแฟที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และนั่นทำให้ตลาดการค้าเสรีของกาแฟสิ้นสุดลง
ซึ่งเรื่องราวจะคล้าย ๆ กับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมล็ดกาแฟถูกส่งไปยังทหารแนวหน้า โดยโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองมาร์กเซย์ได้คั่วกาแฟสูงถึง 12,000 ปอนด์ต่อวัน โดยใช้เครื่องคั่วที่ทำมาจากถังน้ำมันเบนซิน นอกจากนี้ ในช่วงนั้นแบรนด์ต่าง ๆ ก็ได้มีการเร่งพัฒนากาแฟสำเร็จรูปออกมาสู่ตลาดอีกด้วย ซึ่งแบรนด์กาแฟสำเร็จรูปชื่อดังอย่าง ‘เนสกาแฟ’ ก็เคยอยู่ในหมวดเสบียงฉุกเฉินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นกัน
การจัดสรรกาแฟของสหรัฐฯ อย่างเข้มงวด โดยมุ่งเน้นจัดสรรกาแฟให้ทหารมากกว่าประชาชนทั่วไปได้เริ่มตั้งแต่ปี 1942 และสิ้นสุดลงในปี 1943 โดยระหว่างที่ประชาชนมีกาแฟเพื่อการบริโภคน้อย ชาวอเมริกันก็ได้มีการหันไปใช้วัตถุดิบอย่างอื่นแทน อาทิ ถั่วเหลืองหรือชิโครีคั่ว เป็นต้น ทั้งนี้ ภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทหารที่กลับไปอยู่ที่บ้านก็ยังมีความต้องการกาแฟอยู่และดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิม (อาจเพราะติดคาเฟอีน) แต่ด้วยความก้าวหน้าของกาแฟสำเร็จรูป, การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ และสัญญาของกองทัพ ทำให้โรงคั่วกาแฟในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัฐ จวบจนกระทั่งในทศวรรษที่ 1990 ชาวอเมริกันก็ได้กลับมาให้ความสำคัญกับการคั่วกาแฟกันอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์และความสำคัญระหว่างกาแฟกับกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งทุกวันนี้กาแฟก็ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมันก็ยังคงทำหน้าที่ปลุกให้เราตาสว่างเพื่อมารันงานที่คั่งค้าง ไม่ต่างไปจากการปลุกให้ทหารสหรัฐฯ ตื่นตัวในสนามรบนั่นเอง
อ้างอิง
- https://www.history.com/articles/coffee-world-war-ii-rations
- https://circulatingnow.nlm.nih.gov/2022/11/23/coffee-rationing-during-world-war-ii/
