นับตั้งแต่เหตุจลาจลสโตนวอลล์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ทุกปีในเดือนมิถุนายนก็ถูกเติมเต็มด้วย “อิสรภาพและสีสัน” แทนการถูกปิดกั้นและการนองเลือด จากการเดินขบวนประท้วงสิทธิเสรีภาพทางเพศ สู่การเดินขบวนพาเหรดเพื่อปลดเปลื้องความเป็นตัวเอง และจากการหลบซ่อนแปรเปลี่ยนเป็นการเฉลิมฉลอง ในเดือนที่ตอกย้ำถึงการข้ามผ่านประวัติศาสตร์อันเจ็บช้ำอย่าง “Pride Month”
ธงสีรุ้งโบกสะบัดขณะที่ดนตรีสามช่าบรรเลงไม่ขาดเสียง เธอและเขาเหล่านั้นร้องเล่นเต้นรำด้วยความสนุกสนาน ขณะสวมใส่ชุดเฟอร์หลากสีพร้อมด้วยกระโปรงกรุยกราย ก่อนพากันตั้งขบวนพาเหรดบริเวณสนามเทพหัสดิน สนามกีฬาแห่งชาติ เพื่อมุ่งหน้าสู่เวทีการแสดงบริเวณลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถึงแม้อากาศจะร้อนอบอ้าวหรือท้องฟ้าดูครึ้มฝนไปบ้าง แต่ทุกคนที่เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองในกิจกรรม Bangkok Pride 2025 “Born This Way” ต่างมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินไปพร้อมกันกับขบวนไพรด์พาเหรดอย่างภาคภูมิ



ขบวนไพรด์พาเหรดมีด้วยกันทั้งหมด 5 ขบวน แต่ละขบวนมี “สี” และ “ความหมาย” ที่ต่างกันออกไป เปรียบเสมือนการก้าวเดินแต่ละก้าวของพวกเขามีจุดประสงค์และเป้าหมายที่อยากผลักดัน ภายใต้คอนเซปต์ Born This Way ประกอบไปด้วย ขบวนสีแดง “Born to be Loved” ฉลองความรักและสิทธิสมรสเท่าเทียม, ขบวนสีม่วง “Born to be Me” ส่งเสริมการรักตัวเองและความภาคภูมิใจในตัวตน, ขบวนสีเขียว “Born to be Part of One” สะท้อนความเชื่อมโยงของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สังคม และโลก, ขบวนสีเหลือง “Born to Create & Inspire” โชว์ศิลปะและวัฒนธรรมของชุมชน LGBTQIAN+ และ ขบวนสีฟ้า “Born to Heal Generations” เน้นการเยียวยาและการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม








สีสันที่มากมายอ้างอิงมาจากความหลากหลายที่ปรากฏขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เพศวิถี แต่ยังบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ที่เปรียบเสมือนสีที่มีหลายเฉด หลายตัวตน การเดินขบวนไพรด์พาเหรดจึงเปรียบเสมือนการคืนพื้นที่แห่งสีสันให้ผู้คนและเมืองได้ฟื้นตื่นและตระหนักรู้ถึงสิทธิในเรือนร่าง สิทธิในเลือดเนื้อ สิทธิในความคิด สิทธิในเพศวิถี และสิทธิในการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนที่ยืนอยู่ร่วมกันบนถนนที่ติดตรึงไปด้วยธงสีรุ้งที่ยาวเกือบ 200 เมตรนี้ ล้วนเป็นสักขีพยานในการบอกเล่าสีสันแห่งความเปลี่ยนแปลงทุกมุมเมืองและทุกจุดจังหวัด








