เส้นแบ่งแรดคลิฟฟ์ Cyril Radcliffe

การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากความไม่เข้าใจกันเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนที่ทั้งคู่ต่างถือแผนที่กันคนละฉบับ ก่อนหน้านั้นไม่นานปากีสถานกับอินเดียก็เพิ่งจะทะเลาะกันไปด้วยเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนเช่นกัน ซึ่งความขัดแย้งในประเด็นนี้มักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ และจุดร่วมของปัญหาดูเหมือนจะมาจากการแบ่งเส้นเขตแดนที่เกิดขึ้นในยุคล่าอาณานิคม และประเทศที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากที่สุดก็คือ ‘อังกฤษ’ กับ ‘ฝรั่งเศส’ 

‘เส้นแบ่งแรดคลิฟฟ์’ (The Radcliff Line) นับว่าเป็นตัวอย่างของการแบ่งเขตแดนที่ชุ่ยมากที่สุด และมันก็ทำให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมา โดยชื่อของมันถูกตั้งตามชื่อของ ‘ซีริล แรดคลิฟฟ์’ (Cyril Radcliffe) ทนายความชาวอังกฤษที่ถูกมอบหมายให้เข้ามาขีดเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างอินเดียกับปากีสถาน 

เรื่องราวนี้ต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นอินเดียได้ตกเป็นประเทศที่อยู่ใต้การปกครองของอังกฤษมาอย่างยาวนาน แต่อังกฤษเองก็เริ่มตระหนักได้ว่า ตัวเองไม่มีต้นทุนมากพอที่จะปกครองอินเดียต่อไปได้ จึงได้เตรียมที่จะถอยตัวเองออกมา แต่ทว่าในเดือนสิงหาคม ปี 1946 ที่อินเดียได้เกิดการจลาจลระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดูขึ้น ซึ่งการจลาจลดังกล่าวได้กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้อังกฤษขยับแผนที่จะถอนกำลังตัวเองออกมา จากเดิมที่วางไว้ว่าอินเดียจะได้รับเอกราชภายในเดือนกรกฎาคม ปี 1948 ก็เลื่อนให้เร็วขึ้นมาราว 1 ปี เป็นภายในเดือนสิงหาคม ปี 1947

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ปี 1947 ทางการของอังกฤษได้เลือกทนายความอังกฤษอย่าง แรดคลิฟฟ์ เข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางในการแบ่งพรมแดน โดยประเด็นหลัก ๆ อาจจะต้องคำนึงถึงการนับถือศาสนาของผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ตัวแรดคลิฟฟ์เองไม่เคยเดินทางมาที่อินเดีย ไม่มีประสบการณ์ในการกำหนดเขตแดน นอกจากนี้ตัวเขาเองมีเวลาในการทำงานเพียงแค่ 5 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่น้อยนิดหากเทียบกับสเกลงานที่ใหญ่ระดับนี้ แรดคลิฟฟ์เคยแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า เขาคิดว่าเขาต้องการเวลามากถึง 2-3 ปี ในการขีดเส้นแบ่งเขตแดนดังกล่าว 

จุดเปลี่ยนสำคัญได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ปี 1947 ซึ่งเป็นสองวันหลังจากที่ปากีสถานและอินเดียได้ประกาศเอกราช เส้นแบ่งเขตแดนได้ถูกประกาศออกมา ผลปรากฏว่า อนุทวีปดังกล่าวถูกหั่นออกเป็นปากีสถานตะวันตก ปากีสถานตะวันออก (ปัจจุบันคือบังกลาเทศ) และมีอินเดียอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ส่วนของปากีสถาน การแบ่งเขตแดนทำให้พื้นที่ที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันอย่างปัญจาบและเบงกอลถูกแบ่งออกจากกัน ส่วนเมืองลาฮอร์ที่มีทั้งชาวมุสลิม ชาวฮินดู และซิกข์ อาศัยอยู่ได้ตกเป็นของปากีสถาน 

การแบ่งแยกดินแดนด้วยน้ำมือของอังกฤษในครั้งนั้น ส่งผลให้ประชากรผู้นับถือศาสนาแตกต่างกันหลายล้านชีวิตต้องอพยพครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและศาสนาที่ตนนับถืออยู่ แต่การอพยพในครั้งนั้นก็นำมาซึ่งความขัดแย้งและโศกนาฏกรรมมากมาย ราว 2 สัปดาห์หลังจากที่มีการแบ่งเส้นเขตแดนอย่างชัดเจน หนังสือพิมพ์ได้มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงระหว่างชาวซิกข์กับชาวมุสลิมในแคว้นปัญจาบ 

นอกจากนี้ เส้นแบ่งแรดคลิฟฟ์ยังทิ้งให้ ‘มหาราชา ฮาริ สิงห์ โดกรา’ (Hari Singh Dogra) ที่ในขณะนั้นเป็นผู้ปกครองแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ตกที่นั่งลำบาก ด้วยการปล่อยให้ผู้ปกครองแคว้นเลือกเอาเองว่าจะเข้าร่วมกับอินเดียหรือปากีสถาน และเมื่อผู้ปกครองแคว้นเลือกที่จะเข้าร่วมกับอินเดียเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ ทั้ง ๆ ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม การตัดสินใจในครั้งนั้นก็ได้กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถานบริเวณแคว้นแคชเมียร์ และความขัดแย้งดังกล่าวก็กินระยะเวลามาจนถึงปัจจุบัน 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเส้นแบ่งแรดคลิฟฟ์ถือเป็นการแบ่งเขตแดนสำคัญที่ส่งผลต่อประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม การเมือง และความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานอย่างลึกซึ้ง ซึ่งการสร้างความเกลียดชังและความขัดแย้งระหว่างศาสนา เชื้อชาติ สะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของการใช้ ‘หลักการแบ่งแยกแล้วปกครอง’ (Divide and Rule) ของอังกฤษที่สร้างความขัดแย้งภายในเพื่อเอื้อประโยชน์การปกครองของตัวเองในอดีต จนในที่สุดมันก็ลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมหลังจากที่ทั้ง 2 ประเทศได้ประกาศเอกราช และเส้นแบ่งแรดคลิฟฟ์ถูกขีดให้ชัดขึ้นนั่นเอง

อ้างอิง