ดิธ ปราน (Dith Pran)

ไม่ว่าเราจะเป็นคนสัญชาติอะไร ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ระบอบเขมรแดง’ เป็นความโหดร้ายหน้าหนึ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบอบดังกล่าวก็คือ ‘ดิธ ปราน’ (Dith Pran) ช่างภาพข่าวชาวกัมพูชา เขาถูกจับตัวไปเพื่อใช้แรงงาน ถูกทำร้ายร่างกาย และเขาก็ได้ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองไว้ว่า หากมีชีวิตรอดกลับมาได้ เขาจะเปิดโปงให้โลกได้รับรู้ถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้น 

ดิธ ปราน เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน ปี 1942 ตอนเด็ก ๆ เขามีโอกาสได้เรียนภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียน และเขาก็ได้พยายามเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง จนในที่สุด กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้ว่าจ้างให้เขาทำงานเป็นล่ามแปลภาษา 

ถัดมาในช่วงทศวรรษที่ 1960 กัมพูชายังอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่งตอนนั้น ‘เขมรแดง’ ยังเป็นแค่สมาชิกของพรรคอมมิวนิสต์กลุ่มเล็ก ๆ ที่อยู่ตามแนวชายแดนเวียดนาม และเมื่อสงครามเวียดนามค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ในปี 1965 กัมพูชาก็ได้แตกหักกับสหรัฐฯ ทำให้ปรานพลอยตกงานไปด้วย หลังจากนั้นเขามีโอกาสได้ทำงานกับผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอังกฤษ และทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรม 

ถัดมาในปี 1969 สหรัฐฯ ก็ได้เริ่มทิ้งระเบิดใส่กัมพูชาในพื้นที่ที่คาดว่าเป็นฐานที่ตั้งและพื้นที่เก็บเสบียงของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และหนึ่งปีหลังจากนั้น ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ก็ได้ส่งกำลังพลเข้าไปประจำการชั่วคราวที่กัมพูชา ขบวนการเขมรแดงรู้สึกโกรธเคืองต่อการรุกรานของสหรัฐฯ รวมถึงการทิ้งระเบิด ทำให้มีการชักชวนผู้คนเข้ามาร่วมขบวนการมากขึ้น ต่อมาในปี 1970 สมเด็จพระนโรดม สีหนุก็ถูกโค่นล้มจากการทำรัฐประหารของกองทัพ

วกกลับมาที่เรื่องราวของปราน ระหว่างปี 1972-1975 ปรานได้ทำงานร่วมกับนักข่าวจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์อย่าง ‘ซิดนีย์ แชนเบิร์ก’ (Sydney Schanberg) โดยเขาจะคอยทำหน้าที่จดบันทึกเรื่องราว ถ่ายภาพ และแปลภาษาให้กับแชนเบิร์ก 

ในช่วงก่อนที่เขมรแดงจะขึ้นมามีอำนาจ สถานทูตสหรัฐฯ ได้ทำการอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากประเทศช่วงเดือนเมษายน ปี 1975 ส่วนปรานก็ได้ส่งตัวภรรยาและลูกหลีกหนีความวุ่นวายไปอยู่ที่สหรัฐฯ เช่นกัน แต่เขากับแชนเบิร์กตัดสินใจที่จะอยู่ที่กัมพูชาต่อเพราะต้องการรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศบ้านเกิดของตัวเอง 

เมื่อกัมพูชาตกอยู่ภายใต้ระบอบเขมรแดง โดยมี ‘นายพอล พต’ (Pol Pot) เป็นผู้นำ แชนเบิร์กถูกส่งตัวกลับประเทศ ส่วนปรานถูกจับตัวไปพร้อมกับชาวบ้านอีกคนเพื่อออกไปทำเกษตรกรรมในพื้นที่ชนบท มีชาวกัมพูชาหลายคนเสียชีวิตจากการทำงานหนักและอดอยาก รวมถึงหากใครเป็นปัญญาชน นักวิชาการ หรือพูดภาษาต่างประเทศก็อาจมีโทษสูงถึงขั้นประหารชีวิตได้ ซึ่งปรานเอาตัวรอดด้วยการแสร้งว่าตนเป็นคนขับแท็กซี่ที่ไม่มีการศึกษาใด ๆ พร้อมทั้งปกปิดเรื่องราวที่ทำงานกับสหรัฐฯ ไว้อย่างมิดชิด ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ถูกจับตัวไป เขาทำงานในไร่นาอย่างหนัก และบางวันก็ต้องกินหนู หอยทาก หรือแมลงเพื่อประทังชีวิต 

ภายหลังจากที่เขมรแดงถูกโค้นล้มโดยกองทัพเวียดนามที่บุกรุกรานเข้ามา ปรานได้เดินทางกลับมาที่หมู่บ้านของตัวเองแล้วก็ต้องพบความจริงที่น่าเศร้าว่า พี่น้องทั้ง 4 คนของเขาถูกประหารชีวิต ส่วนพ่อของเขาเสียชีวิตจากความอดอยาก เหลือเพียงแค่แม่กับน้องสาวเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ เขามองไปรอบ ๆ และพบว่า ป่าและบ่อน้ำเต็มไปด้วยซากศพ และมีร่างของผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 คน สิ่งนี้ทำให้เขาใช้คำว่า ‘ทุ่งสังหาร’ (killing fields) มาเพื่ออธิบายภาพที่เห็นตรงหน้า ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่เขมรแดงขึ้นมาปกครองประเทศ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 2 ล้านคน 

ปรานได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวความเจ็บปวดและความโหดร้ายของการปกครองภายใต้เขมรแดง เรื่องราวของเขาถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ ‘The Death and Life of Dith Pran’ ที่เขียนโดยแชนเบิร์กเพื่อนร่วมงานคู่ใจของเขา ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะถูกต่อยอดเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields (1984) ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความรุนแรง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการทารุณกรรมที่เกิดขึ้นในยุคเขมรแดง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากทั้งปรานและแชนเบิร์ก จนสามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้ 3 สาขา และคว้ารางวัลบาฟตาได้อีก 8 สาขา

นอกจากนี้ หลังจากปรานหลบหนีออกจากกัมพูชา เขาได้ผลักดันและต่อสู้ให้มีการดำเนินคดีต่อผู้นำระดับสูงของเขมรแดง รวมถึงมีการก่อตั้งโครงการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการล้างเผ่าพันธ์ อีกทั้งยังได้ทำงานร่วมกับบรรณาธิการเพื่อตีพิมพ์หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้รอดชีวิต 29 คนที่ถูกเขมรแดงจับตัวไปตั้งแต่ยังเด็ก

อย่างไรก็ดี ในปี 2008 ปรานเสียชีวิตลงในวัย 65 ปีด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน ส่วนแชนเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 2016 ด้วยวัย 82 ปี จากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งแชนเบิร์กเองเคยบอกเอาไว้ว่า “ปรานเป็นนักข่าวที่ต่อสู้เพื่อความจริงอย่างแท้จริง”

อ้างอิง