The Last of Us Ellie

ช่วงนี้แฟนเกม The Last of Us น่าจะกำลังลุ้นตามไปกับการเดินทางของ Ellie และ Dina ในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ที่นอกจากต้องบุกป่าฝ่าฟันกับผู้ติดเชื้อ Cordyceps แล้ว ยังต้องต่อสู้เอาตัวรอดจากกลุ่มติดอาวุธ WLF และลัทธิประหลาดอย่าง Scars เพื่อเป้าหมายสูงสุดนั่นคือการแก้แค้นให้กับ Joel สหายร่วมทางที่เปรียบเสมือนพ่อและเพื่อนคนสำคัญ โดยการตามล่าหา Abby ทหารมือดีจากกลุ่ม WLF ซึ่งตลอดการเดินทางเราจะเห็นความยากลำบากในทุกย่างก้าว จนในบางครั้งก็มีความรู้สึกว่า นี่คือแรงแค้นของเด็กหญิงวัยเพียง 19 เท่านั้นหรือ ที่พาเธอเดินทางมาไกลโดยไม่หวั่นแม้ต้องเจอกับซอมบี้ร้ายหรือทหารเลว ๆ 

ความแค้นเป็นปัจจัยที่แน่นอนอยู่แล้วอย่างที่เราทราบกันดี เพราะเชื่อว่าทั้งแฟนเกมและซีรีส์ต่างโกรธแค้น Abby ไม่ต่างจาก Ellie สักเท่าไหร่ แต่อย่างที่บอก ความแค้นเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอเป็นเชื้อไฟให้ Ellie เดินทางมาถึงจุดนี้ อย่าลืมว่าการเดินทางไปชำระแค้นในยุคที่แห้งแล้งและมืดทมิฬเหมือนโลเคชันใน The Last of Us มันเรียกร้องอะไรหลายอย่าง ทั้งทรัพยากรคน อาวุธ ประสบการณ์ และเรี่ยวแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Ellie ไม่พร้อมเลยสักอย่าง แต่เธอก็เลือกที่จะไปทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงตายและเสียเปรียบ 

นีล ดรักแมน (Neil Drukmann) ผู้เขียนบทเกมและอำนวยการสร้างซีรีส์ The Last of Us เคยเปิดเผยถึงแนวคิดการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละคร Ellie ว่า เขาอยากพัฒนาคาแรกเตอร์นี้ให้กลายเป็นผู้ที่กำลังเจ็บปวดกับความสูญเสีย มากกว่าเด็กสาวหัวดื้อไร้เดียงสาในเกมภาคก่อน เนื่องจาก Ellie ต้องก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครหลักแทน Joel ที่จะพาเราผจญภัยไปในเส้นเรื่องที่เข้มข้นขึ้น 

ดังนั้นนีลจึงปรึกษากับ ฮัลเลย์ กรอสส์ (Halley Gross) ผู้ร่วมเขียนบทเกมภาคสอง จึงได้ข้อสรุปว่าพวกเขาอยากเพิ่มมิติให้กับตัวละคร Ellie โดยการปูทางให้ทุกการตัดสินใจของตัวละครนี้ รวมถึงการตามล่าหา Abby เกิดจากความต้องการเอาชนะอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือภาวะจิตใจได้รับความกระทบกระเทือนหลังประสบเหตุร้าย มากกว่าความต้องการที่อยากจะฆ่าหรือแก้แค้น Abby ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลอยู่พอสมควร เนื่องจาก Ellie ต้องเห็น Joel ตายไปต่อหน้าต่อตา รวมถึงภาพความรุนแรงแบบแสนสาหัสที่เธอพบเจอมาตั้งแต่เป็นเด็ก จึงไม่แปลกหากสภาพจิตใจเธอจะย่ำแย่

หากถามว่าอาการ PTSD สามารถบำบัดได้ด้วยการล้างแค้นอย่างนั้นหรือ ก็อาจจะฟังดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก แต่ต้องมาวิเคราะห์ตามบริบทกันไป โดยนีลและฮัลเลย์ให้เหตุผลว่า ความทะเยอะทะยานในการแก้แค้นของ Ellie ไม่ได้ตรงไปตรงมาหรือทำเพื่อความอยู่รอด ทว่าการฆ่าของเธอยึดโยงกับความเจ็บปวดและศักดิ์ศรีที่สูญเสียไป จนบางครั้งก็ดูเหมือนว่าเธอหมกมุ่นจนอะไรหลายอย่างมันแย่ลง ซึ่งหากมาวิเคราะห์ผลกระทบจากอาการ PTSD ก็มีความเป็นไปได้ที่เธอจะเกิดอาการ “หลงผิด” ขึ้นมา 

เนื่องจากภาวะ PTSD ส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ของผู้ป่วย ทำให้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมไปในทางที่อันตรายหรือรุนแรงขึ้น อาทิ การเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล อาการเห็นภาพหลอน หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น การหันมาใช้สารเสพติด ดื่มสุรา ก้าวร้าว ทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้อาจแสดงออกมาผ่านการล้างแค้นที่โหดเหี้ยมภายใต้การตัดสินใจอันเจ็บปวดของ Ellie พูดง่าย ๆ คือ ภายในใจของเธอไม่ได้มีแค่แรงแค้น แต่มีความบิดเบี้ยวอันเกิดจากผลกระทบของความรุนแรงด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งนี้แสดงถึง “ความสมเหตุสมผล” ในการคิดค้นมิติของตัวละคร ที่ทั้งปราณีต ใส่ใจ และแน่นอนว่ามีความเป็นมนุษย์ค่อนข้างสูง เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงทุกการตัดสินใจของเราล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสลับซับซ้อน ไม่ได้มีแค่ดีร้าย ขาวดำ หรือมืดกับสว่าง มันมีอะไรที่มากมายกว่านั้นในการตัดสินใจครั้งหนึ่ง

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง