‘ความจนมันน่ากลัว’ เป็นคำพูดที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ แต่หากถามว่าแล้วมันน่ากลัวอย่างไร? คนที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ‘คนจนเมือง’ หรือกลุ่มคนจนที่อาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่ ซึ่งคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาเมืองที่ไม่เป็นธรรม และเพื่อให้เห็นภาพชัดมากยิ่งขึ้น ภายในนิทรรศการ เท่าหรือเทียม : เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง จึงได้ยกเรื่องราวของคนจนเมือง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความจน และวงจรความจน ออกมาสื่อสารเพื่อให้เราได้สำรวจจักรวาลของคนจนเมืองอย่างรอบด้าน




โซนแรกของนิทรรศการ ได้เล่าถึงชีวิตของเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คนจนเมือง โดยมีเด็กและเยาวชนกว่า 6.2 ล้านคนที่ติดอยู่ในครัวเรือนที่มีหนี้ สิ่งนี้ทำให้เส้นทางการไปถึงความฝันของพวกเขายากมากขึ้น อีกทั้งยังต้องติดกับดักการทดแทนบุญคุณจนไม่สามารถมีชีวิตเป็นของตัวเองได้ โซนถัดมาเล่าเรื่องผลกระทบของความจนที่ผูกติดกับการเข้าถึงการศึกษา เมื่อครอบครัวไม่มีรายได้มากพอ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ โดยราว 46.70% ของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามีสาเหตุมาจาก ‘ความยากจน’
โซนถัดมาเป็นเรื่องราวของคนวัยทำงานที่ยังติดอยู่กับความยากจน และความเหลื่อมล้ำที่ทำให้พวกเขาต้องออกมาทำงานไกลบ้าน การพัฒนาเมืองที่รวมความเจริญและโอกาสเอาไว้ที่เมืองใหญ่ ทำให้มีผู้คนราว 2.6 แสนคนต่อปี (จำนวนประชากรเฉลี่ยปี 2560-2567) ต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อเข้าถึงแหล่งงาน โดยในปี 2567 มีประชากรย้ายถิ่นฐานสูงถึง 798,700 คน โซนถัดมาเป็นโซนความเจ็บป่วยของคนจน แน่นอนว่าสำหรับคนจนแล้ว แค่ลำพังจะหายรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายต่อวันก็ยากมากแล้ว การจะสำรองเงินเอาไว้เพื่อใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลยามฉุกเฉินจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่าย ๆ โดยเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2566) มีผู้เจ็บป่วยกว่า 3.1% ที่เลือกจะไม่เข้ารับการรักษาเพราะไม่มีเงินจ่าย และแม้จะมีนโยบายของรัฐที่เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้ แต่อย่าลืมว่ามันยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ อาทิ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าเสียโอกาสในการหารายได้ในวันนั้น ๆ ของพวกเขา
โซนถัดมาเป็นโซนเรื่องราวความยากจนของคนสูงวัย โดยมีผู้สูงอายุอย่างน้อย 20% มีเงินใช้ไม่ถึงวันละ 100 บาท ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 83-167 บาทต่อวัน และยังมีอีก 19.9% ที่มีรายได้น้อยกว่า 83 บาทต่อวัน และผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม ไม่มีทรัพย์สิน ยังคงมีหนี้สิน ส่งผลให้ยังคงต้องทำงานหนักแม้อายุจะมากแล้วเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว โดยมีผู้สูงอายุราว 4.57 ล้านคนยังคงทำงานและเป็นแรงงานนอกระบบทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองและไม่มีหลักประกันทางสังคมใด ๆ
โซนถัดมาเป็นโซนที่เล่าเรื่องความตายและการส่งต่อความจนไปยังอีกรุ่นหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าคนรุ่นก่อนหน้าเป็นคนยากจน มีหนี้สิน ไม่มีเงินออม ไม่มีอาชีพหรือรายได้ที่มั่นคง ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะส่งต่อความจนไปยังรุ่นถัดไป เพราะคนที่เกิดมาจะขาดโอกาส นำมาสู่การไม่มีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่สูง และนำมาสู่โอกาสในการสะสมทรัพย์สินที่ลดน้อยลง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวงจรของความจนจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าใครสักคนในวงจรนี้จะพยายามขยับฐานะขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นเรื่องที่มีความท้าทายสูง




ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าภายในนิทรรศการจะค่อย ๆ เล่าปัญหาของความยากจนหรือคนจนเมืองตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน วัยผู้สูงอายุ ไปจนถึงการเสียชีวิต แต่ความจนยังคงถูกส่งต่อ เพื่อให้ได้เห็นผลกระทบของมันอย่างรอบด้าน ภาพคนจนที่คอนทราสต์กับความศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความหมายของความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง ซึ่งปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีตื้นเขินและจำเป็นจะต้องแก้ไขในระดับนโยบาย
