ใครจะไปคิดว่าเพลง K-POP จะดังจนคนอยากเรียนภาษาเกาหลี หรืออาหารญี่ปุ่นจะฮิตจนมีร้านซูชิอยู่ทุกหัวมุมถนน ส่วนไทยของเราก็ไม่แพ้ชาติไหนเหมือนกัน เพราะ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล เด็กไทยที่มากความสามารถได้ไปแจ้งเกิดในฐานะศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป วง BLACKPINK ค่ายเพลงที่เป็น TOP 3 ของเกาหลีใต้ในตอนนั้น หรือจะเป็นผัดไทย มวยไทย ลิเก ยันต์ รวมถึงวัดวาอาราม ทุกอย่างคือสมบัติล้ำค่าที่จะสร้างความชื่นชอบจากนานาชาติ ผ่านวัฒนธรรม วิถีชีวิต ภาพลักษณ์ ซึ่งเป็นคุณค่าที่เป็นที่ยอมรับจนยกระดับเป็นพลังระดับโลก
ในโลกยุคใหม่ อำนาจไม่ได้วัดกันแค่กำลังทหารหรือขนาดเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่ยังรวมถึง ‘พลังนุ่มนวล’ ที่จะสามารถดึงดูดใจผู้คนทั่วโลกได้โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ พักหลังมานี้เริ่มเห็นว่าหลายชาติต่างหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องซอฟต์พาวเวอร์กันมากขึ้น รวมถึงไทยภายใต้พรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง ‘พรรคเพื่อไทย’ ที่ได้เดินหน้าผลักดันนโยบายนี้ เพราะเป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและหาเสียงไปนั่นเอง
ส่วนความคืบหน้าล่าสุดของนโยบายซอฟต์พาวเวอร์และเป้าหมายของการผลักดันนโยบายนี้ เมื่อรัฐบาลได้วางให้เป็นนโยบายสำคัญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ เพราะอุตสาหกรรมเดิมที่เป็นบุญเก่าของประเทศไทยมาตั้งในอดีตนั้นไม่สามารถที่จะเติบโตได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นซอฟต์พาวเวอร์จึงเป็นเสมือนไพ่ในมือที่รัฐบาลจะสามารถสร้างให้เป็นอุตสาหกรรมและแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ในภาวะที่โลกเข้าสู่ยุคบานี่ หรือ BANI World ที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความวิตกกังวล การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นเส้นตรง และความเข้าใจในสถานการณ์ที่ยากขึ้น
ขณะที่ความคืบหน้าของการผลักดันร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ พ.ศ. …. ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็ว ๆ นี้ จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ และคาดว่าจะสามารถผ่านร่างกฎหมายได้ภายในช่วงต้นปี 2569 จากนั้นจะเดินหน้าตั้ง สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ THACCA (ทักก้า) ขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ โดยคาดว่าจะตั้งสำนักงานภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 หน่วยงานนี้จะทำหน้าที่เป็น “Super Agency” ในการสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศในด้านต่าง ๆ เหมือนกับหน่วยงานของเกาหลีใต้ที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ
ปัจจุบันสาขาของซอฟต์พาวเวอร์มีอยู่ด้วยกัน 15 สาขา เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มี 11 สาขา เหตุผลก็มาจากการหารือกับภาคเอกชนที่เสนอให้แยกสาขาที่มีลักษณะที่ต่างกันออกมา เพื่อให้มีการส่งเสริมได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดย 4 สาขาที่เพิ่มมาได้แก่ 1. ละครและซีรี่ย์ 2. ศิลปะการแสดง 3 เวลเนส ที่ปัจจุบันการให้ความสำคัญในเรื่องของการออกแบบประสบการณ์ที่เป็นการทำสมาธิ การฝึกสติถือว่าได้รับความนิยมมากขึ้น และไทยเรามีพื้นฐานในเรื่องนี้อยู่แล้ว สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้ 4. อุตสาหกรรมโฆษณา ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีเม็ดเงินมาก และประเทศไทยก็มีบุคลากรที่เก่งในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในอดีตอุตสาหกรรมนี้ถือว่ามียุคสมัยที่รุ่งเรืองมาก่อน
นอกจากการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์พาวเวอร์ทั้ง 15 สาขาแล้ว ก็ยังเป็นการอัปสกิลและรีสกิลประชาชนในประเทศครั้งใหญ่เพื่อสร้าง “นักรบซอฟต์พาวเวอร์” ของประเทศ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 20 ล้านคนภายในปี 2570 ซึ่งขณะนี้ได้เปิดระบบให้เริ่มมีการลงทะเบียนเข้ามาเรียนออนไลน์แล้วในบางสาขา เช่น การทำอาหาร ที่ปัจจุบันมีผู้เรียนสำเร็จแล้ว 1,300 คน โดยผู้ที่สนใจเรียนสามารถสมัครเรียนผ่านเว็บไซด์ THACCA Academy ที่จะมีระบบวัดผล และออกใบรับรอง (Certificate) ที่ต่อไปจะสามารถนำการรับรองนี้ใช้ไปสมัครงานได้
การฝึกอบรมนี้จะไปตอบโจทย์เป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลอยากส่งเสริมให้มีร้านอาหารไทยทั่วโลก 100,000 แห่ง ฉะนั้นต้องมีการฝึกอบรมเชฟคนไทยแล้วส่งออกไปยังร้านอาหารทั่วโลก เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีโครงการอัปสกิลและรีสกิลอีกหลายสาขาที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น ภาพยนตร์ มวยไทย ที่จะช่วยเพิ่มความรู้ เพิ่มทักษะให้กับคนไทย ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มในเรื่องนี้ที่มีขนาดใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน
หากนับจากวันที่รัฐบาลเริ่มเข้ามาบริหารงานก็เกือบจะสองปีแล้ว แต่ พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลเสียที ดังนั้น ต้องมารอลุ้นกันว่าหากกฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันผ่านขั้นตอนต่าง ๆ จนมีผลบังคับใช้ จะสามารถใช้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้หรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้นอกเสียจากปล่อยให้หน้าที่ของเวลาได้ทำงานเพื่อเป็นการพิสูจน์ต่อไป
