สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn

“ถอนขนนกกระจอกกับถอนขนไก่ใช้เวลาเท่ากัน
แต่ไก่ได้เนื้อเยอะกว่า เลือกเป้าหมายให้ดี”

นี่คือ 1 ในคำพูดสำคัญของซีรีส์สุดโด่งดังเรื่องล่าสุดจาก Netflix ‘สงคราม ส่งด่วน’ ที่น่าจะกำลังกลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์คนไทยที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวซีรีส์ที่โหมโปรโมตกันจนเต็มหน้าฟีด หรือการสปอยล์จุดสำคัญในเรื่องของผู้คนบนโลกออนไลน์ ที่ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ก็ตาม คืนวันนั้นคุณน่าจะต้องเคลียร์ตารางการนอนออกไปเพื่อยอมอดนอนดูซีรีส์เรื่องนี้ตามกระแสเสียงอย่างปฏิเสธไม่ได้

เพราะทุกรายละเอียดของซีรีส์เรื่องนี้ถูกคิดมาได้อย่างน่าสนใจ และเป็นเนื้อหาเชิงธุรกิจที่ผู้คนให้การยอมรับถึงความน่าติดตาม และความบ้าระห่ำของชีวิตชายหนุ่มชาวดอยวาวีที่กำเงินและกำฝันมาตั้งตัวที่เมืองหลวง แม้จะโดนเหลี่ยมธุรกิจต่อยเข้าที่เบ้าตาอย่างเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังโดนนักธุรกิจใหญ่ฮุบไอเดียธุรกิจขนส่งที่เขาดีลมาในทางอ้อม จนเขาต้องลุกขึ้นมาทำธุรกิจเดียวกันอีกครั้งใหม่จาก 0 และในท้ายที่สุดธุรกิจก็ประสบความสำเร็จ กลายเป็นนักธุรกิจหมื่นล้านได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

องค์ประกอบทั้งหมดที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้สำเร็จได้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะความทุ่มเทของทุกภาคส่วน วันนี้เราขอนำเนื้อหาจากช่วง Q&A ของรอบปฐมทัศน์ซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา มาเล่าให้ได้อ่านกันถึงที่มาที่ไปของเบื้องหลังการทำซีรีส์จากทีมนักแสดง และคนเบื้องหลังอีก 2 คน ทั้ง ‘วรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์’ ผู้อำนวยการสร้างจาก GDH, ‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’ ผู้กำกับซีรีส์, ‘ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์’ ผู้รับบท สันติ, ‘เจนเย่-เมธิกา จีรนรภัทร’ ผู้รับบท เสี่ยวหยู, ‘ดร.พลัง โลกศิลป์’ ผู้รับบท รุ่ยเจี๋ย และ ‘เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์’ ผู้รับบท คณิน ผ่าน moderator อย่าง ‘แชมป์-ธกฤต สมบัตินันท์’ จาก JUSTดูIT

จุดเริ่มต้นของซีรีส์เรื่องนี้มาจากไหน

วรรณฤดี : เริ่มต้นมาจากตอนที่เราได้ทราบเรื่องนี้ ว่ามีเด็กดอยคนหนึ่งที่สามารถพาตัวเองเดินขึ้นสู่ที่สูงจนกลายเป็นเจ้าของธุรกิจระดับยูนิคอร์นเป็นคนแรกของประเทศอยู่จริง ๆ ตอนที่เรารู้เรื่องนี้มันบันดาลใจเรามาก และเราก็อยากเอาเรื่องนี้มาเล่า ยิ่งพอมันเป็นธุรกิจขนส่งด่วนด้วย ตอนนั้นอยู่ในช่วง COVID-19 พอดี เลยรู้สึกว่ามันใกล้ชิดชีวิตเรามาก และรู้สึกว่าความ Action ทางภาพเรื่องการขับเคี่ยวในธุรกิจขนส่งมันก็น่าจะสนุกด้วย

สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn

เราตั้งใจตั้งแต่แรกเลยว่ามันจะต้องเป็นซีรีส์ ปกติเรากับพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) จะทำหนัง เราก็เลยต้องไปบอก GDH ก่อนเลยว่าเรามีไอเดียอันหนึ่ง แต่มันต้องเป็นซีรีส์นะ เราจะทำกันมั้ย เพราะปกติเราไม่ได้ทำซีรีส์ ที่บริษัทก็เห็นด้วยว่าอยากให้ทำ เลยมาคุยกับ Netflix ทางนี้ก็สนใจอยากทำซีรีส์ร่วมกันกับเรา และเราก็บอกเลยว่างานนี้มันจะสเกลใหญ่นะ เพราะว่าธุรกิจขนส่งมันเต็มไปด้วยความใหญ่ยักษ์ และการจะทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มันเต็มศักยภาพก็ต้องมาทำกับ Netflix

อยากให้เล่าถึงการทำบทในเรื่องนี้หน่อยครับว่าใช้เวลานานแค่ไหน

ณฐพล : โปรเจ็กต์นี้มันเริ่มช่วงเดือนกรกฎาคม 2021 ครับ เราใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการเขียนบทจนจบ แล้วก็มาทำ Screenplay

ตอนแรกพี่เก้ง พี่วรรณคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นซีรีส์ที่เขียนบทได้เร็ว เพราะเราสัมภาษณ์มาแล้ว มีข้อมูลเรื่องราวชีวิตตั้งแต่ต้น กลาง จบ เรียบร้อยแล้ว คิดว่าไม่เกิน 6 เดือน ต้องมีสคริปต์แล้วแน่ ๆ

6 เดือนผ่านไปผมส่งบทให้พี่เก้งคอมเมนต์ เขาบอกผมว่า “ไม่เป็นไรนะไก่ เรายังมีบทสัมภาษณ์ที่ดีอยู่” ก็คือ 6 เดือนผ่านไป บทใช้ไม่ได้เลย ต้องกลับไปเริ่มที่ 0 ใหม่ ความยากของการเขียนบทมันคือการที่ตัวละครที่เราเติมเข้าไป เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้มันสนุกสำหรับซีรีส์ 7 ตอนได้ มันใช้เวลาในการสร้างจินตนาการเพื่อจูนตัวเองให้เข้ากับความคิดของตัวละครสันติ แล้วคิดว่าเขาจะทำอะไรที่มันจะ Peak เท่ากับสิ่งที่เขาเคยทำจริง ๆ อีกทั้งมันต้องสนุก และเข้ากันได้กับโครงสร้างเรื่องที่วางมา อันนี้ยากที่สุดเลยครับ มันไม่สามารถที่จะคิดมั่ว ๆ ได้ เพราะบางครั้งจินตนาการไปมันก็มองได้ว่ามันไม่ใช่เหตุผลหรือการกระทำของตัวละครนี้เลย เหือนไม่ใช่คนเดียวกันกับเด็กดอยวาวีที่จะมาทำสิ่งนี้ เราหาบาลานซ์ตรงนี้กันอยู่นานมาก กว่าจะเข้าใจตัวละครสันติได้

วรรณฤดี : ช่วง 6 เดือนแรก มีบ่อยครั้งมากที่พี่จะมีคอมเมนต์ในการแก้บทในลักษณะที่ว่า “ไม่ เหตุผลที่น้องใส่มา ตัวละครนี้จะไม่มีเหตุผลนี้” อะไรแบบนี้ คือน้อง ๆ พยายามจะให้มีเหตุผลให้ตัวละครในบท ซึ่งจริง ๆ ในเรื่องนี้เราต้องเอาเหตุผลออก

เราใช้เวลาอยู่นานมากในการทำให้เขาคิดว่าตัวละครตัวนี้จะเลือกทำบางอย่างด้วยเหตุผลแบบที่คนบางคนอาจจะเรียกว่ามันไม่มีเหตุผล เพราะมันเสี่ยงมาก ๆ มันเป็นสัญชาตญาณมาก ๆ แล้วมันก็ไม่สามารถคิดสิ่งนี้ได้เลยในช่วง 6 เดือนแรก เลยเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า“ไม่เป็นไรนะไก่ เรายังมีบทสัมภาษณ์ที่ดีอยู่” เรามาเริ่มกันใหม่ก็ได้

ณฐพล : พี่วรรณบอกผมว่า “ถ้าน้องคิดไม่ได้แบบเขาไม่แปลก ถ้าน้องคิดได้น้องก็หมื่นล้านไปแล้ว”

วรรณฤดี : มันยาก เราเข้าใจเลย ในการจะปรับตัวเองให้คิดแบบคนหมื่นล้านในการเขียนบทซีรีส์เรื่องนี้ มันใช้เวลามาก แต่พอเขาเจอแล้วมันก็จะเจอ เจอในทุก ๆ เคมีระหว่างการเขียนบท รวมถึงมิติตัวละครอื่น ๆ ที่รายล้อมอยู่ในเรื่องนี้

จริงไหมที่เขาบอกว่าทีมงานเสียผู้เขียนบทไปเลยคนหนึ่ง เพราะเขาอินกับเรื่องราวนี้

วรรณฤดี : จริง แต่เวลาเล่ามันเหมือนโฆษณาเกินจริง คือระยะเวลาการทำโปรดักชันโปรเจ็กต์นี้มันหนักหน่วงยาวนาน และเหนื่อยกันมาก โดยเฉพาะช่วงที่ทำบท เพราะแม้ว่าเราจะมีบทสัมภาษณ์จากเรื่องจริงเพื่อเอามาเป็นแรงบันดาลใจอยู่ แต่เราก็เอามาแต่งเติมเสริมเรื่องใหม่ เพราะมันเป็นแค่ซีรีส์แบบ Inspires by true story มันไม่ใช่อัตชีวประวัติทั้งหมด มันเป็นเรื่องแต่งที่มีเค้าโครงบางอย่างมาจากเรื่องจริง

ทีนี้ในส่วนของเรื่องที่เราต้องมาแต่งต่อทั้งหมด ทีมเขียนบทตอนแรกเหมือนเขามีกำแพงในจิตใจว่าเขาไม่สามารถคิดแบบสันติได้ ไม่สามารถกล้าบ้าบิ่นขนาด Mad Unicorn คนนี้ได้ ตอนแรกมันเลยใช้เวลาหลายเดือนมากในการปรับความรู้สึกนี้ ซึ่งพอปรับความรู้สึกได้ จนเขาอิน และเขียนเรื่องราวนี้ไปจนจบได้ วันหนึ่งก็มีคนเขียนบทคนหนึ่งเขามาบอกเราว่า “พี่ หนูอยากลุกขึ้นไปทำธุรกิจของตัวเอง”

ณฐพล : ไม่พี่ เขาบอกว่า “หนูจะไปถอนขนไก่” (หัวเราะ)

วรรณฤดี : เออใช่.. หลังจากที่เราเถียงกันเรื่องถอนขนไก่ ถอนขนนกกระจอกมานานหลายเดือน ซึ่งเราก็ไม่ยื้อเลย เพราะเราเป็นคนสะกดจิตเขาให้เชื่อว่าถ้าเราเป็นคนที่อยากเดินหน้าไปคว้าโอกาสอะไร เราก็ต้องออกไปทำ น้องเขาก็เลยลาออกไปเปิดบริษัทของตัวเอง ได้ซีรีส์เรื่องหนึ่ง เสียคนเขียนบทไปคนหนึ่งเลย

มาที่พี่ไก่บ้าง เรื่องนี้เราหาความสมดุลระหว่างเรื่องแต่งกับเรื่องจริงกันอย่างไร

ณฐพล : จริง ๆ แม้ว่าเราจะตั้งต้นจากการสัมภาษณ์ CEO เด็กดอยท่านนั้นจริง ๆ แต่เราตั้งธงตั้งแต่แรกแล้วว่าเราไม่ได้ทำอัตชีวประวัติ แต่จะทำซีรีส์แบบ Inspires by true story แปลว่าเราจะเอาชิ้นส่วนจากเรื่องจริง เหตุการณ์ต่าง ๆ เรื่องการหักหลังทางธุรกิจ เรื่องความเป็นเด็กดอย เหล่านี้จะมีอยู่เป็นชิ้นส่วนหลัก แต่การจะประกอบสร้างมันให้กายเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เราใส่ไข่ เราโม้เรื่องราวลงไป เขียนตัวละครเพิ่มเต็มไปหมดเลย แค่เราใช้ประโยชน์จากข้อมูลจริงที่เรามีเท่านั้นเอง

พี่ไก่มองเห็นความแตกต่างของการทำงานทั้ง 2 สไตล์ ทั้งเนื้อหาเชิงสารคดี และเนื้อหาที่แต่งขึ้นแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงอย่างไรบ้าง

ณฐพล : แตกต่างกันมากเหมือนกันครับ สารคดีมันจะมีเรื่องอยู่แล้ว เราแค่หาวิธีเล่า หาวิธี Follow ไปตามมัน และเราก็มีการรับความเสี่ยงคนละแบบครับ สารคดีมันคือตัวเราในฐานะของคนทำหนัง สู้กับโลกใบนี้ สู้กับความไม่แน่นอน ความเป็นไปได้ต่าง ๆ ถ่ายทัน ถ่ายไม่ทัน จะโดนฟ้องมั้ย อะไรแบบนี้ครับ วิธีเรียบเรียงก็ไม่เหมือนกัน เพราะการตัดต่อสารคดีมันคือการเขียนบทขึ้นมาใหม่

แต่สำหรับเรื่องนี้มันคือ Inspires by true story มันเหมือนผมได้เข้ามหาวิทยาลัยอีกรอบหนึ่งกับพี่เก้ง พี่วรรณเลยครับ สำหรับผมในการทำงานผู้กำกับ Fiction แบบนี้ มันต้องสู้กับความต้องการของตัวเองครับ ว่าเราจะทำมันได้ดีมากแค่ไหน ทั้งหมดมันอยู่ที่ศักยภาพเรา เพราะว่าทุกคน Support เราอย่างเต็มที่ เตรียมทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ฉาก เสื้อผ้า นักแสดงที่ทุ่มเท แต่ความต้องการของเราที่ว่ามันคือเราจะถ่ายทอดมันออกมายังไง ถ่ายแบบไหน กำกับมันแบบไหน

สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn

ช่วงที่ถ่ายผมกลับไปนอนปวดหัวทุกวัน “ทำไมกูไม่เลือกซ้าย” “ทำไมไม่ถ่ายมากกว่านี้” “เราน่าจะเน้นตรงนี้อีก” “เราไม่น่าปล่อยอันนั้นเลย” มันมีเรื่องการตัดสินใจเยอะมากเต็มไปหมดเลยครับ จุดนี้คือจุดต่างหลักจากการทำงานสารคดีเลย คือมันไม่ได้มีคน 200-300 คนมานั่งรอผมทุกวันอะไรแบบนี้ครับ อันนี้คือความท้าทายมาก ๆ สำหรับผมเลย

เจอ Fiction เรื่องแรก พี่เก้ง พี่วรรณก็โยนผมมาเจอซีรีส์ 7 ตอนเลย (หัวเราะ) แต่สุดท้ายมันก็สนุกครับ มันมีพลังงานอีกแบบหนึ่งในการทำงานเพื่อถ่ายทอดบางอย่างไปสู่คนดู

แอบถามเรื่องงานภาพนิดหนึ่ง เรื่องนี้มีการคิดมุมกล้อง วางแผนกันยังไงบ้าง เพราะมันดูเป็นงานที่เหนื่อยมาก

ณฐพล : ก็อยากดูอะไรสนุก ๆ แหละครับ

วรรณฤดี : อีพีแรก ๆ แหละเนอะ ยังไม่เหนื่อยมาก (หัวเราะ)

ณฐพล : ด้วยความที่ตัวละครมันมีความพลุ่งพล่าน มี Passion และพลังในตัวเยอะ เราก็พยายามจะเล่าเรื่องของคนเหล่านี้ให้มันมีพลังไปพร้อม ๆ กัน ในการเคลื่อนกล้องก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเล่าเรื่องนี้ จริง ๆ ต้องขอบคุณทีมงาน Production Designer ของเรื่องนี้ ‘พันธุ์ทาง อาร์ตเวิร์ค (Pantang Artwork)’ ที่เนรมิตฉากทั้งหมดในซีรีส์เรื่องนี้เพื่อให้กล้องสามารถเคลื่อนที่ได้รอบทิศทางแบบอิสระทั้ง 360 องศาเลย เพราะฉากทั้งหมดมันไม่ได้มีแค่ที่เห็นในเฟรม แต่มันคือด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน ก้านข้างของสถานที่แห่งนั้นจริง ๆ อย่างเช่นเหมืองทรายของเถ้าแก่ในเรื่อง สร้างขึ้นมาจาก 0 เลย ทีมพี่แก่ (ศราวุธ แก้วน้ำเย็น) ถมสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ รวมถึงห้องของเถ้าแก่ในเรื่องด้วย

มาพูดถึงตัวละครเอกของเราบ้างดีกว่า พี่ไอซ์ซึตีความตัวละคร ‘สันติ’ อย่างไรบ้าง

ณัฐรัตน์ : ตัวผมเองก็พยายามทำความเข้าใจ ด้วยความที่เขาเป็นเด็กดอย และแรงผลักดันของเขามันมีพลังมาก ๆ และมันห่างไกลจากความเป็นตัวผมมาก เลยเป็นโจทย์ที่ผมคุยกับพี่ไก่อยู่ตลอด เพราะเขาเป็นคนเขียนบท และอยู่กับตัวละครนี้มาร่วม 2 ปีครึ่ง เวลาผมมีคำถาม ผมก็จะถามพี่ไก่ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วก็เอาสิ่งที่พี่ไก่ตอบมาเป็นฐานมุมมองตัวละครนี้

ผมมองเขาเหมือนเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน และอยากจะมีความสุข เพียงแต่ความสุขที่เขาจะได้มามันยากมาก เพราะเขาโตบนดอย ผมเริ่มจากตรงนั้นก่อนครับ แล้วค่อยมาหาแรงจูงใจเพิ่มเติม ซึ่งจริง ๆ มันมีในบทอยู่แล้วครับ พี่ไก่เขียนบทไว้ทั้งในส่วนของพ่อสันติ ความยากจน และความไม่เข้าใจในชีวิตว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ทั้งหมดมันก็ค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาในตัวผมครับ

สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn

ณฐพล : ผมเสริมนิดหนึ่ง ไอซ์ซึบอกว่าตัวเขาและสันติมันต่างกันมาก แต่ผมมองว่าเขาและสันติมีจุดร่วมบางอย่างอยู่ด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ผมคุยกับพี่วรรณ วันนั้นพี่วรรณก็บอกว่าชวนไอซ์ซึมาเล่นดีกว่า เพราะเราเห็นจุดร่วมที่เขามีกับตัวละครตัวนี้ ไอซ์ซึเป็นคนที่ทุ่มเทในการแสดงมาก ๆ อย่างที่เราเห็นกัน หรืออย่างเช่นเรื่องการใช้ภาษาจีนในเรื่อง ที่จริง ๆ ไอซ์ซึเขาพูดภาษาจีนไม่ได้เลย นี่คือการท่องจำเพื่อการแสดงล้วน ๆ ในขณะที่ตัวสันติเขาก็มี Passion กับการทำธุรกิจ ไอซ์ซึก็มี Passion ในพื้นที่ของการเป็นนักแสดงเหมือนกัน ผมคิดแบบนั้นนะ

วรรณฤดี : แบบว่า ถ้าไอซ์ซึไม่ได้เป็นนักแสดง แต่เป็นนักธุรกิจ..

ณฐพล : ก็อาจจะรวยไปแล้ว (หัวเราะ)

เรื่องนี้ไอซ์ซึพูดภาษาจีนด้วย พูดเหมือนเจ้าของภาษาเลย ฝึกได้ด้วยวิธีการไหน

ณัฐรัตน์ : ทางฝั่งโปรดักชันเขาเตรียมหาเหล่าซือมาสอนผม ได้พี่ปันปัน (ชนินทร พิทักษ์วรรัตน์ เจ้าของ Channel Attentionchinese) มาช่วยเทรนเรื่องภาษาให้แบบตัวต่อตัว แล้วเขาก็ออกหน้าเซตด้วย

ตอนแรกผมฝึกสนทนาก่อน ก็คือเราลองพูดไปเลย ซึ่งในแง่สำเนียงมันก็ไม่ได้ เพราะการจะทำให้คนดูรู้สึกว่าคนนี้พูดจีนเก่งจริงมันต้องปรับที่สำเนียงก่อน ก็เลยเปลี่ยนปรับรูปปากของตัวเองก่อน เพื่อให้ตัวเองพูดภาษาจีนได้เหมือนกว่า เลยไปลองเรียนอ่านตัวพินอินให้ออก เพราะมันจะช่วยให้เราได้เสียงพูดที่ดีกว่าการอ่านภาษาคาราโอเกะแบบสำเนียงไทย พอได้รูปปากและเสียงที่ถูกต้องแล้วก็เริ่มหาความหมาย แล้วก็ลองสนทนาดู ซึ่งนอกจากเหล่าซือปันปันแล้ว ในเซตก็จะมีนักแสดงที่พูดจีนได้เกือบทุกคนอยู่ด้วยครับ รวมถึงน้องเจนเย่และคุณพลังที่เขาพูดจีนได้ เวลาผมแสดงก็จะเหมือนมีเหล่าซือมาช่วยเช็กตลอดเวลาครับ ช่วยผมได้เยอะมากเลยครับ

พลัง : ตอนแรกผมคิดว่าพอคนไทยมาเล่นบทพูดภาษาจีนแล้วมันต้องติดสำเนียงไทย 100% อยู่แล้ว เพราะผมก็เคยมีมาก่อน แต่วันที่ได้ลองไปซ้อมอ่านบท ไอซ์ซึก็ทำให้ผมเซอร์ไพรส์มาก เพราะเขาทำให้ผมคิดว่าเขาคงเคยเรียนมาตั้งแต่สมัยเรียนแน่นอน สำเนียงที่เขาออกมา การเน้นเสียงในคำบางคำ ทุกอย่างมันชัดเจนมาก และถูกต้องด้วย รวมถึงการแสดงหนังมันก็ต้องออกเสียงให้ชัดกว่าเดิมเข้าไปอีกด้วยซ้ำ ไม่เหมือนการพูดในชีวิตปกติเลย ฉะนั้นผมขอซูฮกไอซ์ซึเลยครับ

ณฐพล : ผมเล่าทุกที่เลยว่ามีอยู่วันหนึ่งที่เราไปเชียงรายกัน ไอซ์ซึก็ขอติดไปดูสถานที่ถ่ายทำของบ้านสันติด้วย 6 โมงเช้าผมตื่นมาในโรงแรม ไอซ์ซึนอนห้องข้าง ๆ ผม ผมได้ยินเสียงลอดกำแพงมาขณะที่กำลังง่วง ๆ เป็นเสียงท่องไดอะล็อกภาษาจีนในเรื่อง ผมแบบ เฮ้ย ไอซ์ซึมันตื่นมาท่องบทตอน 6 โมงเช้าเลยหรอ

ณัฐรัตน์ : ผมละเมอครับ (หัวเราะ)

นอกจากการพูดจีนแล้ว การสื่อสารภาษาจีนที่ทำให้สันติเวอร์ชันพูดภาษาไทย และภาษาจีนดูเป็นคนละคนเลย เวลาพูดภาษาจีนเชิงธุรกิจ ไอซ์ซึมีวิธีการออกแบบภาษากายของตัวละครนี้อย่างไรบ้าง

ณัฐรัตน์ : ผมเริ่มต้นจากการตีความคนต้นเรื่อง และก็จำมาจากวันที่ผมได้ไปเจอคนต้นเรื่องตัวจริงมา พี่ไก่ชวนผมไป แล้วก็ดูคลิปสัมภาษณ์ของเขาในยูทูบ เราก็จะเห็นภาษากายของเขาก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับ ทั้งอากัปกิริยาในการแสดงออก การเคลื่อนไหว พอวันที่ไปสำรวจพื้นที่อาศัยบนดอย เราก็ได้เห็นอากัปกิริยา และพฤติกรรมการแสดงออกทางสีหน้าของพวกเขา ซึ่งต่างจากผมมาก ตัวจริงผมค่อนข้างมี Layer ในการแสดงออกทางอารมณ์ในสังคมประมาณหนึ่ง แต่พอไปเจอผู้คนบนดอย พวกเขาแสดงออกอย่างจริงใจมาก ๆ ถ้าเขารู้สึกอะไร เขาจะแสดงออกทางสีหน้าเลย ฉะนั้นผมก็ต้องเอาสิ่งที่ตัวเองเป็นออกไป เพื่อทำให้ตัวเองสามารถแสดงความรู้สึกที่จริงใจได้จากข้างในตัวผมก่อน

เมื่อทั้งหมดมาประกอบกัน รวมถึง Motivation ของตัวละคร ความพลุ่งพล่าน หรือความตั้งใจในการทำธุรกิจ มันก็เลยเริ่มมีท่าทางแบบที่คนต้นเรื่องเป็น แต่สำหรับผมในระหว่างแสดง สิ่งที่ส่งออกไปให้ผู้คนเห็นมันเป็นความพลุ่งพล่านมากกว่า ซึ่งมันรวมไปถึงช่วงที่เราแสดงเป็นคนขายของด้วย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างเรากำลังพูดภาษาจีน และแสดงท่าทางออกไป ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นความรู้สึกขณะที่ผมกำลังอยู่ในตัวละครนั้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว พอมันได้แสดงจริง บุคลิกหรือท่าทางที่ออกมามันก็กลืนกับความเป็นตัวผมไปด้วย มันก็เลยกลายเป็นแบบนั้น ซึ่งมันน่าจะทำให้สิ่งที่อยู่ภายในตัวผม และสิ่งที่แสดงออกมามัน Match กันอย่างลงตัวขณะสวมบทบาทครับ

มีเรื่องหนึ่งอยากรู้คือเรื่องมอเตอร์ไซค์ยกล้อ ไปฝึกยังไงมาบ้าง

ณัฐรัตน์ : ผมรนหาที่เองครับ คือในบทมันเล่าว่าสันติขับรถมอเตอร์ไซค์นำทีมไรเดอร์ออกไป ซึ่งอย่างที่เราเห็นตัวละครสันติในอีพีแรก ๆ เราจะเห็นว่าสันติเป็นคนที่มุทะลุ ลุย ๆ ยกพวกตีกับเพื่อน พอผมผ่านไปถึงตอนนี้ ภาพในหัวของผมคือสันติเขายกล้อนำขบวนไรเดอร์ออกไป เลยเป็นที่มาของการเสนอไอเดียนี้ไปหาพี่ไก่ครับ

ณฐพล : ผมบอกเขาคำเดียวเลยว่า “อย่า..”

ณัฐรัตน์ : ผมก็เลยซื้อมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล้วถ่ายรูปไปให้เขาดู เราพยายามซ้อม ไปหาครูฝึก ใส่เครื่องป้องกัน เพราะเราคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเล่าพฤติกรรมตัวละครได้ดีในซีนนั้น ซึ่งจริง ๆ ผมเสนอพี่ไก่ไป 2 ซีน คือซีนยกพวกตีกันที่ร้านของชำแถวดอย แต่พอไปเจอหน้าเซต มันมีการขึ้นลงเนินด้วย ผมก็เลยไม่ได้ยกล้อในซีนนั้นครับ

มาต่อกันที่เจนเย่ ในโลกที่เต็มไปด้วยความชายเป็นใหญ่ ตัวละครนี้ต่อกรในพื้นที่นั้นอย่างไรบ้าง

เมธิกา : คาแรกเตอร์นี้จริง ๆ ไกลตัวหนูมาก (ลากเสียงยาว) เพราะหนูก็เพิ่งได้ดูไป เสี่ยวหยูเขาเป็นคนที่นิ่งมากเลย เน้นการใช้สายตาเย่อหยิ่ง ปากสีแดงสวยด้วย (หัวเราะ) หนูว่าเขาเป็นคนค่อนข้างมีความคิดเป็นของตัวเองสูง ไม่ปล่อยให้อะไรผ่านไปได้ง่าย ๆ จับผิดเก่ง แล้วก็เป็นคนที่ไม่แสดงความรู้สึกอะไรให้คนอื่นได้เห็นเลย ถ้ายังไม่ได้สนิทกันก็จะมีกำแพงสูงมากด้วย

มาต่อกันที่ ดร.พลัง เขาเป็นใครครับ อยากให้เล่าคาแรกเตอร์ตัวนี้ให้ฟังหน่อย

พลัง : รุ่ยเจี๋ยเป็นโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะ เป็นหัวหน้าทีมเทคฯ ฝีมือไร้เทียมทาน แต่เป็นคนไร้มนุษยสัมพันธ์ นิสัยดุเดือด ชอบด่าลูกน้อง เพราะเขาอยากให้ทุกคนทำงานแบบมีประสิทธิภาพ และเป็นคนที่ทำอะไรก็อยากจะทำให้สำเร็จ แต่โดนหักหลัง และมาเจอกับสันติจนได้ทำธุรกิจด้วยกัน

มาที่พี่เอกครับ ตัวละครที่ซ่อนคมซ่อนเล็บทุกสุดในเรื่อง อยากให้เล่าถึงการทำงานกับไอซ์ซึในเรื่องให้ฟังหน่อยครับ ว่าการรับส่งพลังให้กันและกันมันเข้มข้นขนาดไหนครับ

ธเนศ : ไอซ์ซึเขาเป็นนักแสดงที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่ อยากจะบอกว่าเรื่องนี้จะเป็นอีก Level หนึ่งของเขานะครับ และมากไปกว่านั้นอีกในความรู้สึกส่วนตัวของผม มันเป็นอีก Level หนึ่งของการเป็นนักแสดงของเขา อย่างน้อยผมคนหนึ่งที่ยังไปไม่ถึงเขา เดิมเราเคยเห็นเขาลดน้ำหนัก โกนหัว เรื่องนี้คือเขาทำอะไรมากมายที่ต้องให้เขาเล่า

เพราะฉะนั้นการได้เข้าซีนกับเขาแค่ซีนแรกที่เราเข้าห้องประชุมกัน ไม่ได้เจอกันมาก่อนในเรื่อง มีเวิร์คช็อปแค่สั้น ๆ แต่เราก็รู้กันอยู่แล้วเพราะเคยเล่นเป็นพ่อลูกกัน เราได้เห็นฉากที่เขาเล่าถึงความฝันในการทำธุรกิจขนส่งสินค้าราคาประหยัดให้บริษัทขนส่งจีนมาร่วมทุน เห็นถึงการพูดภาษาจีนยาว ๆ ของเขา เห็นแววตาของความมุ่งมั่น แววตาของความเป็นเด็ก และแววตาของความจริงใจที่จะเล่าออกมา มันบรรยายไม่ถูกเลย

ณัฐรัตน์ : ผมขอเสริมครับ ด้วยความที่ผมเคยแสดงกับพี่เอกในเรื่อง One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ แล้วพอมาเรื่องนี้ ครั้งนั้นคือการเข้าซีนครั้งแรก คือตอนที่ผมเล่น ผมรู้สึกเลยว่าพี่เอกให้กำลังใจผมแบบตลอดเวลาในการแสดง ส่งพลังให้ พอผมทำได้เทคหนึ่งพี่เอกก็จะมาตบไหล่ผมแบบ “ดีนะ ดีนะ” ผมก็มีความกล้าในการทำการแสดงมากขึ้น แล้วพี่เอกเป็นคนที่แสดงแล้วเหมือนมีจังหวะในการดึง จังหวะการพูดเพื่อให้มันมีพลัง เวลาผมเข้าซีนกับพี่เอก ผมแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะพี่เอกมอบ Pressing ต่าง ๆ ให้ผมได้ React แล้ว ซึ่งพี่ไก่ก็จะเห็นเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว สำหรับผม ผมได้อะไรจากพี่เอกเยอะมากในการเข้าซีนร่วมกันครับ

ธเนศ : เสริมอีกนิดหนึ่ง อาจจะเห็นว่าเรา.. เราเหี้ย (หัวเราะ) แต่ว่าจริง ๆ แล้ว จากซีนนั้นด้วย มันทำให้บริบททั้งหมดมันไม่ใช่แค่ว่าเราชิงไหวชิงพริบทำสงครามทางธุรกิจกันตามชื่อซีรีส์อย่างเดียวนะ มันคือเรื่องของความสัมพันธ์อย่างที่เรามีลูกในเรื่อง ก็จะเป็นพีช (พชร จิราธิวัฒน์) แต่กับเราและสันติ มันคือความรู้สึกที่แบบ “มันเหมือนลูกกูเลยนะ” โดยไม่ได้มีไดอะล็อกอะไรสื่อถึงแบบนั้นเลย แต่มันเล่าผ่านการใช้สายตา มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องให้กำลังใจสันติ ให้ความสำเร็จนู่นนี่นั่น แต่สุดท้ายเรื่องราวมันก็พลิกผัน สันติมันก็เป็นลูกของเราในอีกแบบหนึ่งอยู่ดีตามในเนื้อเรื่อง

นักแสดงแต่ละคนทำการบ้านกับบทบาทตามอาชีพที่ตัวเองได้รับกันอย่างไรบ้าง อย่างเช่นพี่เอก เล่นเป็นคนรวย ต้องใช้ชีวิตแบบคนรวยหรือเปล่า (หัวเราะ)

ธเนศ : ก็ต้องมีบ้าง พยายามหาอะไรแพง ๆ กิน แต่งตัวก็ลงทุนหน่อย ใช้ชีวิตนู่นนี่ จนตอนนี้จนแล้ว (ผู้ชมหัวเราะ)

จริง ๆ แล้วมันดูได้เยอะนะ คนรวยบ้านเรา ทั่วโลกก็เยอะ แล้ววันนี้คนรวย ๆ ก็ชอบรวยให้ดูกันเยอะแยะไปหมดในโลกโซเชียล จริง ๆ ที่ยากกว่านั้นคือการเข้าใจว่าคนรวยกับคนจนจริง ๆ มันไม่ได้ต่างกันมาก แค่คนหนึ่งมีเงิน ส่วนอีกคนไม่มีเงินเท่านั้นเอง ข้างในมันมีความฝัน มีความต้องการเอาชนะ มีสัญชาตญาณต่ออำนาจแทบไม่ต่างกัน

คนอย่างคณินเอง สุดท้ายก็มองว่าเงินอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญนะ แพ้ไม่ได้ต่างหากคือเรื่องสำคัญ เราเจอมุมนี้มากกว่าในระหว่างทำการบ้านกับมัน เพราะภายนอกก็มีทีมงานช่วยเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม และบริบททางสังคมของตัวเองเปลือกนอก ฉะนั้นในเรื่องนี้แม้มันจะดูห้ำหั่นกันก็จริง แต่ที่สำคัญกว่าคือความสัมพันธ์ของตัวละคร คณินเองตอนแรกก็ไม่ได้เติบโตบนกองเงินกองทอง ชีวิตไม่ต่างจากสันติ ฉะนั้นเวลาเขาเห็นสันติ เขาเหมือนเห็นตัวเอง มันก็เลยรู้สึกว่าความรู้สึกลึก ๆ เหล่านี้ต่างหากที่ช่วยให้เราสนุกกับการแสดง หวังว่าคงจะเห็นอะไรแบบนั้นบ้างในแววตา ท่าทาง หรือการสัมผัสของตัวคณิน ซึ่งมันจะเชื่อมโยงต่อไปมากกว่าการห้ำหั่นกันทางธุรกิจที่เป็นแก่นเรื่องของ ‘สงคราม ส่งด่วน’ อย่างที่ว่า

เมธิกา : สำหรับหนูทางทีมก็จะมีส่งไปเรียนเวิร์กช็อปเรื่อง Startup กับไอซ์ซึและพลัง เขาก็จะสอนว่า Startup คืออะไร หลังจากได้ทุนมาเราต้องทำอะไรต่อ เรียนรู้คร่าว ๆ อะไรแบบนั้นค่ะ แล้วก็ส่วนตัวละครของหนูเองเก่ง Finance มาก แต่ความรู้เรื่องการเงินเราคือ 0 เลย เล่นเรื่องนี้เสร็จหนูรู้เลยว่าตัวเองเก่งเหมือนกันนะ พร้อมลงทุนแล้ว หนูจะเปิด Startup เหมือนกัน (หัวเราะ)

โชคดีที่พี่สาวหนูทำงานที่บริษัทจีนพอดี แล้วเขาก็จะดูรวม ๆ ดูเรื่องการเงินด้วย เรื่องอื่นด้วย เราก็ไปดูว่าเวลาพี่สาวทำงานเขาทำยังไง ทำงานอะไรบ้าง เพราะเราไม่เคยทำงานออฟฟิศเลย ไปดูว่าเขาดุลูกน้องยังไงบ้าง โชคดีไปอีกคือพี่สาวหนูเขาขี้เหนียวเหมือนตัวละครเลย นอกจากนั้นก็มีการไปดูคลิปความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินในการทำธุรกิจใหญ่เพิ่มเติมคร่าว ๆ ไว้ด้วยค่ะ

พลัง : ผมก็ไปเวิร์คช็อปเพิ่มเรื่องโปรแกรมเมอร์ มีการให้ Developer มาสอน แล้วก็ใช้เวลาทั้งวันกับมัน เรียนรู้จบแล้วผมยังงงอยู่เลยว่าเขากำลังทำอะไร แต่ผมก็ขอบคุณมาก ๆ เลยที่มาแชร์ประสบการณ์แบบนี้ให้ผม เพราะผมไม่เคยคิดว่าสักวันจะไปทำอาชีพแบบนี้ เพราะจริง ๆ ผมเป็นคนนั่งไม่อยู่กับที่ คนที่ทำอาชีพนี้ต้องมีจิตที่สงบมากเลย การเวิร์คช็อปครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ดีมากกับผม

ณัฐรัตน์ : ในพาร์ตของการเป็นเด็กดอย ผมมีความเชื่อมโยงอย่างหนึ่งเคยแสดงซีรีส์เรื่องแก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง ซึ่งผมก็เล่นเป็นเด็กดอยชาวเผ่าลาวูเหมือนกันครับ พอมาเรื่องนี้ผมก็พยายาม Research เพิ่มเติม ด้วยตัวบทที่พี่ไก่เขียน ตัวละครสันติมันมีมิติอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว หน้าที่ของผมคือการทำความรู้สึกของตัวเองให้ไปแตะสิ่งที่ตัวละครต้องการให้ได้ ผมก็จะเน้นเรื่องของการหาความรู้สึกของตัวละครเป็นหลัก

มีการ Research ผ่านการไปขอตามพี่ไก่ไป Block Shot ที่เหมืองทราย ไปโลเคชันจริงเพื่อดูว่าเขาทำงานยังไง ไปคลุกคลี และลองทำในสิ่งที่เขาทำ ถามถึงการทำงานของเขา หรือการไปบนดอยวาวี ซึ่งเป็นพื้นที่จริงของคนต้นเรื่อง ระหว่างที่เขาถ่ายกันผมก็เดินสำรวจไปที่โรงเรียนของคนต้นเรื่องเลย เพื่อจะได้สัมผัสความรู้จักจากพื้นที่จริงของคนต้นเรื่อง แล้วก็ขยายความรู้สึกนั้นให้ใหญ่ขึ้นในการแสดง เพราะความห่างของการเป็นตัวละครกับผม ส่วนเรื่องลูกบ้าของตัวละคร ส่วนหนึ่งก็มีจากความเป็นผมจริง ๆ ใส่ลงไปด้วย รวมถึงเรื่องการซื้อมอเตอร์ไซค์มาลองขับ เรื่องนั้นก็ช่วยผมมากในการแสดง ช่วงนั้นผมขับมอเตอร์ไซค์ทุกวันเลย มันทำให้ผมถนัดกับการขับมอเตอร์ไซค์มากขึ้นเป็นทุนเดิมด้วยครับ

สุดท้ายครับ ฝากซีรีส์เรื่องนี้หน่อยครับพี่ไก่

ณฐพล : ซีรีส์เรื่องนี้เอาจริง ๆ เหมือนตัวละครสันติเทหมดหน้าตักในการทำ Startup ในแบบที่เขาเชื่อ ผมรู้สึกว่าผมเชื่อมโยงกับตัวละครนี้ขณะที่ทำโปรเจ็กต์นี้เหมือนกัน ผมทำแบบไม่มีอะไรจะเสีย เทหมดหน้าตัก เดินหน้า พุ่งชนแบบพลีชีพ ความรู้สึกของผมกับทีมงาน 300-400 ชีวิตน่าจะเป็นอย่างนั้น

แล้วผมก็หวังว่าแรงที่ทุ่มลงไปทั้งหมด หรือความรู้สึกพลุ่งพล่านที่ผมได้รับมาตั้งแต่วันแรกที่ได้ไปสัมภาษณ์คนต้นเรื่อง จนผมอดโทรหาพี่วรรณไม่ได้ว่า “พี่ วันนี้แม่งโคตรสุดยอด ผมเจอคนที่แบบพลังเขาพลุ่งพล่านมาก อะไรวะเนี่ย!” เขาเปิดชีวิตที่โคตรจริงใจกับผมเลย แล้วผมก็เก็บเอาความรู้สึกนั้นมาใช้ตลอดการทำโปรเจ็กต์นี้ 4 ปี ก่อนที่มันจะเริ่มสตรีมมิง ผมหวังว่าทุกคนที่ได้ดูจะสัมผัสได้ถึงพลังความพลุ่งพล่าน และความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกตอน ฝากเรื่องสุดท้ายคืออย่าลืมกด ‘Double Thumbs (ถูกใจสุด ๆ)’ เพื่อเป็นกำลังใจคนทำงานด้วยนะครับ

แน่นอนว่าตอนนี้เราทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่าทีมงานทั้งหมดร่วมลงมือถอนขนไก่ไปได้หลายคอก เพราะผู้คนมากมายกำลังให้ความชื่นชมต่อทั้งเนื้อหา บท การแสดง ฉาก ความสมจริง ความบ้าพลัง และความดุเดือดของสงครามการส่งด่วนที่ว่า จนตอนนี้ซีรีส์เรื่องนี้ก็ได้ติดชาร์ตอันดับ 4 ของ Netflix ทั่วโลก และติด 10 อันดับแรกจาก 19 ประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว อย่าลืมไปรับชมครบทั้ง 7 ตอนได้ใน Netflix ที่เดียวเท่านั้น

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป