โน้ส-อุดม แต้พานิช

“หากพวกเรากำลังสบายจงปรบมือพลัน”

ทันทีที่เสียงนำสิ้นสุดลง ผู้คนทั่วทั้งฮอลล์ก็ปรบมือตามคำสั่ง 2 ครั้ง เสมือนกำลังโดนควบคุมจิตใจโดยพร้อมเพรียงกัน และเมื่อเสียงปรบมือดังลั่นฮอลล์ ก็แปลว่าความสนุกของเรื่องราวที่ชายผู้ยืนอยู่อย่างโดดเด่นบนเวทีกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

‘โน้ส-อุดม แต้พานิช’ คือนักพูดระดับตำนานของเมืองไทยในตอนนี้ และเป็นเพียงไม่กี่คนที่เลือกใช้สิ่งนี้เป็นอาชีพหลักต่อเนื่องยาวนานมาร่วม 30 ปี นับตั้งแต่การแสดงที่ใช้ชื่อ ‘เดี่ยวไมโครโฟน’ ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2538 และนับจากวันนั้นการแสดงโชว์พูดเรื่องตลกของเขาในทุกครั้งก็มีผู้คนมากมายให้ความสนใจ ซื้อบัตรเข้าชมกันจนหมดแทบทุกครั้ง จนกลายเป็นนักพูดที่หาตัวจับยากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

มากไปกว่างานที่ผู้คนรู้จักอย่างการเป็น Stand-up Comedy ของประเทศไทยแล้ว อุดมก็เป็นคนหนึ่งที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน จนเรียกได้ว่าหากจะดูอุดมกันให้สมบูรณ์แล้ว การจะลองติดตามผลงานด้านอื่นของเขาบ้างก็น่าจะทำให้เราเห็นกรอบแนวคิดกว้าง ๆ และสิ่งที่ประกอบสร้างให้กลายเป็นเขาในทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี

SUM UP จึงอยากพาคุณไปดูดมในด้านอื่นให้ถ้วนทั่ว เพื่อทำความรู้จักตัวตนและชีวิตผ่านผลงานที่เขาเคยฝากไว้กัน

1.
อาชีพ: พิธีกร
รายการโทรทัศน์ ‘ยุทธการขยับเหงือก’

นี่น่าจะเป็นเวทีแรกที่อุดมได้โลดแล่นทำการแสดงแลกเสียงหัวเราะอย่างเป็นทางการต่อหน้าผู้ชม (แม้จะเป็นผู้ชมในห้องส่งก็เถอะ)

‘ยุทธการขยับเหงือก’ เป็นรายการโทรทัศน์จากปี พ.ศ. 2532 ของ JSL รูปแบบวาไรตี้โชว์ที่เน้นนำเสนอความตลกจากทั้งกลุ่มพิธีกรประจำรายการ และการเชิญแขกรับเชิญมาร่วมเล่นละครหรือการแสดงบทบาทสมมติแบบสด ๆ ต่อหน้าผู้ชมจริง ๆ ในสตูดิโอ และโดดเด่นด้วยการแกล้งหยอกแขกรับเชิญ ไปจนถึงการแกล้งหยอกกันเองในกลุ่มพิธีกร หักหลังกันไปกันมาเพื่อความเฮฮาของผู้ชม

กลุ่มพิธีกรที่น่าจดจำก็มีทั้ง โค้ก-สมชาย เปรมประภาพงษ์, ตุ๋ย-อรุณ ภาวิไล, หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา, เพชร-พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย, ติ๊ก-ชาญณรงค์ ขันทีท้าว รวมถึง ตัวอุดมเองที่ได้เข้าไปส่วนหนึ่งของกลุ่มเสนาธิการ หรือชื่อเรียกพิธีกรประจำรายการ

จุดเด่นของรายการนี้คือการหยิบกลิ่นอายของการแสดงสดแบบละครเวทีที่มีผู้ชมจริง ๆ และบรรยากาศแห่งความเป็นจริงแทรกอยู่ในรายการ รวมถึงรูปแบบการเล่นตลกของรายการนี้ก็ไม่ได้เน้นโฉ่งฉ่างและโปกฮาสุดทางแบบตลกคาเฟ่ แต่เป็นแนวทางที่คนยุคนั้นเรียกว่า ‘ตลกปัญญาชน’ ที่เป็นคำนิยามความตลกแบบสร้างสรรค์ ตลกผ่านการหาข้อมูลของผู้ร่วมรายการมาประกอบ และนำเสนอผ่านการจำลองสถานการณ์สด ผ่านบุคลิกและความเข้าขากันของทีมพิธีกร

อุดมถือเป็นพิธีกรคนหนึ่งที่เฉิดฉายบนเวทีนี้ ผ่านการเป็นพิธีกรที่มักจะถูกแกล้งอยู่บ่อย ๆ ในรายการ และหลังจากเขาเริ่มหาทางเจอ ความตลกของอุดมบนเวทียุทธการขยับเหงือกในช่วงนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับความตลกของแจ๊ส ชวนชื่น ในรายการก็มาดิคร้าบในยุคนี้เลย ด้วยบุคลิก ความคิด และชุดคำที่แตกต่างจากภาษาทั่วไปที่ใช้พูดกันในยุคนั้น ทำให้เขากลายเป็นที่รักของผู้คน และได้รับบทบาทมากขึ้นในหน้าจอโทรทัศน์ยุคดังกล่าว ทั้งการเป็นพิธีกรรายการอื่น หรือเป็นแขกรับเชิญในรายการที่เป็นที่นิยมทั้งหลาย และกลายเป็นสีสันสำคัญของรายการยุทธการขยับเหงือกเลย

2.
อาชีพ: นักร้อง / นักแต่งเพลง
อัลบั้ม ‘รวมเพลงประกอบโน่นประกอบนี่ของอุดม’

หากติดตามอุดมมาตั้งแต่ช่วงที่โด่งดังแรก ๆ เราน่าจะเห็นว่าอุดมมีความสามารถด้านอื่นเพิ่มเติมนอกจากการเป็นนักแสดงตลก และนักเขียน นั่นคือการเป็นนักแต่งเพลง

จริง ๆ การแต่งเพลงของเขาในเพลงแรกสุดที่คนไทยได้รู้จัก น่าจะเป็นเพลงตลกเพลงหนึ่งที่มีวิธีการเล่าที่น่าสนใจ เพลงนั้นมีชื่อว่า ‘ตด’ เพลงนี้หาฟังได้จากครั้งที่เขาไปเป็นแขกรับเชิญในรายการ 4 ทุ่มสแควร์ ราวปี 2535-2536 เนื้อหาของเพลงท่อนแรกดำเนินไปอย่างเนิบช้า เล่าถึงเธอกับฉันที่กำลังสงสัยในกันและกันกับเรื่องราวบางอย่าง ว่าใครกันที่เป็นผู้ก่อเรื่องนี้ขึ้น เรื่องที่ว่าก็คือใครเป็นคนตดนั่นเอง ด้วยลีลาที่น่าสนใจ ทำให้เพลงนี้น่าจะกลายเป็นภาพจำของเขาในช่วงนั้นไปโดยปริยาย

จนกระทั่งช่วงปี 2540 ช่วงที่อุดมกำลังทำเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 3 ‘อุดมการช่าง’ เขาก็ได้ออกอัลบั้มหนึ่งมาในชื่อ ‘รวมเพลงประกอบโน่นประกอบนี่ของอุดม’ และมีคำโปรยหลักคือ ‘ฟังก่อนชม อุดมการช่าง’ เป็นอัลบั้มรวม 8 ผลงานเพลงของเขาที่แสดงตัวตนความเป็นอุดมได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเพลง ‘อะไรก็ไม่รู้’ เพลงที่เริ่มต้นจากคำถามของตัวละครแฟนสาวว่าเธอรักฉันมากเท่าไหร่ คำตอบของอีกฝ่ายก็คือไม่รู้ และเอาใจความนี้มาขยายจนเป็นเพลง

หรือ ‘พัดลม’ เพลงแห่งความซนของตัวละครที่จู่ ๆ เห็นพัดลมก็อยากเอานิ้วเข้าไปแหย่โดยไร้เหตุผล จนเมื่อได้แผลเท่านั้นแหละ แม่ก็มาทายา และมอบความรู้ให้ว่าไม่ควรทำแบบนั้น จนเกิดท่อน “พอเจ็บก็เริ่มจะเกิดปัญญา” และ “ของบางอย่างไม่ต้องสนใจ ปล่อย ๆ มันไปตามเรื่องของมัน” ที่สื่อให้เห็นถึงชีวิตมนุษย์ได้เป็นอย่างดีผ่านการเปรียบเปรย

นอกจากนี้ยังมีเพลงอื่น ๆ อีกมาก ทั้ง เรียนไม่เก่ง, เพื่อนเพียบ, แหล่หารสอง หรือ หาว… ที่ล้วนแต่มีความเป็นอุดมผสมผสานเข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม จนทำให้แม้ผลงานรวมเพลงของอุดมนี้จะออกมาเพียงชุดเดียว แต่ก็ยังคงเป็นอัลบั้มรวมเพลงที่คน Gen X หลายคนจดจำได้ หรือแม้แต่ผู้คนที่ไม่เคยได้ยินอัลบั้มนี้ ก็อาจจะเคยได้ยินเพลงของเขามาบ้างจากการถูกใช้เป็นเพลงจบโชว์เดี่ยวไมโครโฟนของเขาในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมานั่นเอง

3.
อาชีพ: นักแสดง
ภาพยนตร์ ‘กล่อง’

หลายคนอาจจะเคยเห็นอุดมบนจอเงินจากภาพยนตร์เรื่อง ‘เมล์นรก หมวยยกล้อ’ (2550) ในบทบาทของ โก๋ มากที่สุด เพราะเป็นหนังแมสที่ในทุกเทศกาลสงกรานต์จะถูกพูดถึงใหม่ทุกครั้ง หรือไม่ก็อาจจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง ‘อีติ๋มตายแน่’ (2551) กับบทบาทของ ตึ๋ง ที่เขาลงทุนย้อมผมทองเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นนักมวยสายแว้นแห่งเมืองพัทยา แต่สำหรับฐานะนักแสดงจอเงินครั้งแรกที่เราอยากจะแนะนำเลยก็คือบทบาทของ จืด จากภาพยนตร์ที่หลายคนอาจไม่คุ้นหูเรื่อง ‘กล่อง’ (2541) 

‘กล่อง’ คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่อุดมได้รับบทนำ และที่สำคัญคือเขาได้เล่นเป็นตัวเอง นั่นคือ Stand Up Comedy หนุ่มที่เล่นโชว์อยู่ในคลับ พูดเรื่องราวที่ได้พบเจอมาของตัวเองในฐานะผู้นำเรื่องตัดสลับกับฉากในชีวิตของจืด ท่ามกลางอพาร์ตเมนต์เก่า ๆ ผู้คนร่วมอาคารที่แปลกพิกล อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ เพราะไม่ได้เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงเหมือนในฝัน จากการที่ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความล้มเหลวตลอดมา โดนทวงค่าเช่าซ้ำ ๆ โดนตำรวจไถเงิน โดนผู้คนกลั่นแกล้ง แม้กระทั่ง น้อย (รับบทโดย เมทินี กิ่งโพยม) เมียที่บ้านก็ยังก่นด่าเขาทุกวัน เขาฟิวส์ขาดจนอยากฆ่าตัวตายหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ จนวันหนึ่งเขาตั้งใจไปขึ้นรถเมล์เพื่อโดดสะพานแขวน แต่ก็ไม่ทันรถเมล์ และพบกับกล่องปริศนาสีเงินวับวาวที่มีแสงประหลาดอยู่ในกล่องจากชายลึกลับคนหนึ่งที่เหมือนจะเสียชีวิตแล้ว

กล่องใบนั้นเองที่ทำให้ชีวิตจืดเปลี่ยนไป จู่ ๆ ผู้คนที่เคยแกล้งก็กลับมาสนใจและต้อนรับเขาเพราะได้ยินข่าวลือว่าในกล่องลึกลับนี้มีเงินอยู่ ค่ายเพลงผู้ไม่เคยสนใจเพลงที่จืดเคยเสนอก็กลับฟังเพลงของเขาและถูกใจขึ้นมา นั่นนำมาสู่อนาคตของชื่อเสียงและเงินทองไปโดยปริยาย ระหว่างนั้นจืดก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อเปิดกล่องเจ้าปัญหานี้ออก แต่มันก็ไม่สำเร็จ และหลังจากโชคเข้าข้าง ทุกอย่างดูจะเป็นไปในทางบวก จืดก็เริ่มตระหนักว่าจริง ๆ กล่องนี้มันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น คุณค่าที่แท้จริงมันอยู่กับตัวเขาเองต่างหาก

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเมื่อเดือนกันยายน 2541 สร้างโดย ‘สหมงคลฟิล์ม’ กำกับโดย ‘หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ และมีวิธีการเล่าคล้าย ๆ กับเรื่อง ‘เรื่องตลก 69’ (2542) ของ เป็นเอก รัตนเรือง หรือ ‘หมานคร’ (2547) ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง คือภาพยนตร์เชิงเสียดสีแบบเหนือจริง มีความใกล้ตัวของวิถีชีวิต และความไกลตัวของกลิ่นอายแฟนตาซีผสมอยู่ด้วยกัน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความตลกแบบแปลก ๆ และความฉูดฉาดของสีสันและ Mood & Tone ภายในเรื่อง รวมถึงการใส่การเปรียบเปรยผ่าน ‘กล่อง’ ที่สะท้อนถึงความรู้สึกของมนุษย์ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทำให้มีทั้งความแตกต่างและโดดเด่นออกมาอย่างชัดเจน

น่าเสียดายที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไม่มากนัก จนอุดมถึงกับเอาไปแซวบนเวทีเดี่ยวไมโครโฟน ครั้งที่ 4 ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ไปเพียง 40,000 บาทถ้วน จริงเท็จแค่ไหนไม่อาจทราบได้ เพราะไม่มีแหล่งข้อมูลไหนระบุตัวเลขรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้เลย แต่น่าจะด้วยความแปลกใหม่นี่เองที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงน่าค้นหาและน่าลองเปิดใจดูสักครั้ง ที่สำคัญคือค่อนข้างหาชมยาก เพราะสามารถดูได้ทาง True ID ที่เดียวเท่านั้น สำหรับใครที่ติดตามผลงานการแสดงของอุดมแล้วชอบใจ เรื่องนี้เป็นการรับชมจุดเริ่มต้นบนจอเงินที่ไม่ควรพลาดเหมือนกัน

4.
อาชีพ: นักเขียน
หนังสือ ‘GU (Garbage of Udom)’

ครั้งหนึ่งอุดมเคยได้ชื่อว่าเป็น “ตลกริเขียนหนังสือ” และถูกปรามาสว่าเป็นนักเขียนหนังสือแบบ “ขยะวรรณกรรม” จากผลงานเล่มแรกของเขาในชื่อ ‘โทษฐานที่รู้จักกัน’ (2537) ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นตลกเบาสมอง ที่รวมเอาเรื่องรอบตัวที่เคยเจอมาเขียนเป็นงาน นิยามง่าย ๆ ก็เหมือนกับเป็นเดี่ยวไมโครโฟนในรูปแบบหนังสืออย่างไรอย่างนั้น เพียงแต่เนื้อหาจะดูเน้นไปทางล้อเลียนเสียดสี และดำเนินเรื่องอย่างหักมุม ผ่านวิธีการเล่าด้วยการเขียนที่ทำให้คนอ่านสงสัยกับเรื่องราวที่กำลังดำเนินไป จนกลายเป็นแนวทางการเขียนแบบใหม่ที่ผู้คนให้ความสนใจกันอย่างมากมาย

หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานหนังสือออกมาอีกหลายเล่ม และก็มีหนังสืออยู่รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ เราไม่เคยเห็นใครทำขึ้นมาเลย นั่นคือหนังสือรวบรวมเรื่องราวที่เขาพบเจอในแต่ละวัน ผ่านเนื้อหาจริงที่อุดมเขียนในไดอารี่ส่วนตัวนั่นเอง จู่ ๆ เขาก็เอาเรื่องส่วนตัวมาพิมพ์ขายเป็นสาธารณะเสียอย่างนั้น แล้วก็ขายดีเสียด้วย จนมีออกมาหลายเล่มเลยทีเดียว เล่มแรกคือ ‘Notebook (โน้ตบุ๊ก)’ เล่มต่อมาคือ ‘GU (Garbage of Udom)’ เล่มนี้ฮิตหน่อย มีออกมาถึง 3 เล่มเลยทีเดียว รวมถึงยังมีฉบับพิมพ์รวมเล่ม GU 123 และฉบับแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย ปิดท้ายด้วย ‘ดมได’ (2554)

‘GU (Garbage of Udom)’ (2545) เป็นผลงานหนังสือที่อุดมคัดสิ่งที่เขียนในไดอารี่ที่พอจะเล่าได้มาเรียงต่อกัน บางวันก็ไม่ได้ใส่ลงไปเพราะเล่าไม่ได้บ้าง บางวันไม่ได้เขียนเพราะไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องราวที่มีอยู่ในเล่มก็จะเป็นเหมือนความเรียงสั้น ๆ จากบางห้วงขณะของความคิดอุดมระหว่างที่เขากำลังบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นเอาไว้บนหน้ากระดาษ ซึ่งมันเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ไม่เคยถูกเล่าที่ไหน หลายเรื่องเกี่ยวพันกับชีวิตที่เราเห็นบนเวทีการเดี่ยวไมโครโฟน อาจจะเล่าถึงการเตรียมงาน หรือเรื่องราวบางอย่างที่อุดมเอาไปเล่าต่อในเดี่ยวก็ยังมี

เรามองว่าในฐานะนักเขียน อุดมวางตัวตนของตัวเองผ่านการเปลือยชีวิตที่เปลี่ยนจากการเล่าเรื่องของตัวเองที่เคยเจอบนเวที มาสู่การเล่าเรื่องจริงจากไดอารี่ที่เขียนรวม ๆ กันไว้ ผ่านการเรียบเรียงและคัดเลือกใหม่เพื่อให้ความรู้สึกนึกคิดของเขามันเชื่อมโยงกับความรู้สึกผู้คน จนกลายเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมกับแฟน ๆ ผ่านสิ่งที่เขาเล่าได้โดยไม่รู้ตัว

5.
อาชีพ: ศิลปิน
นิทรรศการ ‘Lost in DOMLAND’

ย้อนกลับไปช่วงวัยเรียน อุดมเรียนศิลปะที่แผนกวิชาพาณิชยศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง ซึ่งส่วนมากเราก็จะรู้กันดีว่าหลักสูตรวิชาศิลปะก็จะเน้นทำให้ผู้เรียนวาดภาพอย่างวิจิตรงดงามตามค่านิยมที่ผู้คนมอบคุณค่าให้ ในขณะที่อุดมวาดรูปแบบเป็นคนวาดรูปไม่เหมือน แต่วาดภาพด้วยความชอบด้านศิลปะที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยเด็กที่โรงเรียน เมื่อได้เข้าเรียนวิชาต่าง ๆ ที่เน้นทำตามขนบมากไปจึงพบว่าการวาดรูปแบบทั่วไปดูเหมือนจะไม่ใช่ทางของเขา

“เราจำได้เลย วิชาวาดคาแรคเตอร์การ์ตูน อาจารย์เขาให้วาดตัวการ์ตูนแบบเดียวกันส่ง ทุกคนก็วาดมาเหมือนกันหมด เราก็คิดว่าเราจะวาดตัวการ์ตูนแบบเดียวกันไปทำไมวะ ในห้องมันมีคนวาดเต็มไปหมดอยู่แล้ว ทำไมอาจารย์ไม่ให้เราทุกคนกลับไปบ้าน ไปออกแบบคาแรคเตอร์การ์ตูนของตัวเองคนละหนึ่งตัวมาส่ง มาพัฒนาต่อแทน หรือวิชาวาดเส้นภาพเหมือนเนี่ย ผมตกตลอดเลย แล้วพวกที่ทักษะดีๆ วาดใบบัวมีน้ำหยดเนี๊ยบกริบ ก็จะได้เอบวกกันตลอด แล้วในห้องก็จะมีไม่กี่คนที่ทำได้แบบนี้ ส่วนใหญ่ที่เหลือก็เป็นเดนสังคมอยู่ในห้อง” อุดมให้สัมภาษณ์กับ WURKON ถึงเหตุผลที่เขาเริ่มสงสัยว่าทำไมเราต้องวาดให้เหมือน งั้นเราก็วาดแต่ภาพไม่เหมือนไปเสียเลย 

ด้วยต้นความคิดดังกล่าว ทำให้งานศิลปะของอุดมส่วนใหญ่แล้วจะมีคาแรกเตอร์ของความขาด ๆ เกิน ๆ และเหนือจินตนาการ โดยยังคงรูปลักษณ์เหมือนตัวการ์ตูนที่ดูง่าย แต่ก็แฝงความรู้สึกนึกคิดของเขาเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

ด้านหนึ่งอุดมคือนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียง และทำโชว์รายปีเพื่อให้คนมาปักหมุดชีวิตว่าครั้งหนึ่งต้องมาดูมหรสพนี้ให้ได้ อีกด้านหนึ่งหลังโชว์จบ พื้นที่แสดงออกทางตัวตนของเขาคือสตูดิโอขนาดใหญ่แบบโกดังที่บรรจุวัตถุ วัสดุ และอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ทั้งงานภาพวาด, งานประติมากรรม, งานสื่อผสม, งานผ้า ไปจนถึงงานเซรามิกที่เขาลงทุนซื้อเตาเผาเซรามิกมาไว้ในพื้นที่ทำงานของตัวเองเลย

ในช่วงที่อุดมไม่ได้ทำเดี่ยว เขาก็จะใช้เวลาทำนั่นทำนี่ในพื้นที่ศิลปะอยู่เสมอ และเราก็จะมีโอกาสเห็นสิ่งนี้มากขึ้นตามสิ่งที่รายล้อมชีวิตของอุดม ไม่ว่าจะฉากของเดี่ยวไมโครโฟนตั้งแต่ครั้งที่ 7 เป็นต้นมา Artwork ต่าง ๆ หรืออย่างในเดี่ยวไมโครโฟน ครั้งที่ 13 ที่เขานำตุ๊กตาทำเองนับร้อยตัวมาตั้งเป็นฉากหลัง ซึ่งปกติเราจะเห็นมันในบางโอกาสเท่านั้น

จนการมาถึงของนิทรรศการศิลปะครั้งใหม่ของเขา ‘Lost in DOMLAND’ ที่อุดมหยิบเอาผลงานศิลปะที่สะท้อนมุมมองของแห่งการเล่นในวัยผู้ใหญ่ ที่ส่วนมากแล้วผู้คนในวัยนี้ก็มักจะหมดเวลาแต่ละวันไปกับความเคร่งเครียด จริงจัง หรือการพยายามถีบตัวเองเพื่อให้ดันไปสู่ความก้าวหน้า หรือทำให้ชีวิตไม่ถอยหลังในทุก ๆ วัน จนลืมไปว่าจริง ๆ การได้เล่นมันคือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการใช้ชีวิต มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของช่วงวัย หรือการต้องใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย เพียงแต่มันคือการทำให้เกิดโอกาสใหม่ของทัศนคติที่ไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆ เหมือนที่อุดมกำลังทำ และกำลังเป็น

เขากล่าวในข้อความแนะนำนิทรรศการครั้งนี้ว่า “ชีวิตที่ขาดการเล่น คือชีวิตที่ปราศจากรสอูมามิ” เสมือนกับประโยคที่เขาเคยพูดไว้ในสารคดีสั้นของ สันติ แต้พานิช เรื่อง ‘ART LOVER’ ว่าศิลปะเป็นเหมือนของหวานของโลก ถ้าเรากินแต่ข้าว ไม่ต้องกินของหวานก็ได้ แต่ถ้ามีมันก็ดีกว่าเป็นไหน ๆ

เราเชื่อเหลือเกินว่านิทรรศการศิลปะครั้งนี้ของเขาจะอุดมไปด้วยสีสัน ตัวตน และความแตกต่างหลากหลายจากชิ้นงานนับพันชิ้นจากจินตนาการของผู้ชายคนนี้ซึ่งเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นเด็กในตัว ความอยากรู้อยากเห็น และการทดลองเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ของตัวเขาเองและในโลกใบนี้ เหมือนอย่างที่เขาทำมาตลอดในหลากหลายบทบาทที่เราเคยได้เห็นหรือได้สัมผัสนั่นเอง

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป