การพูดถึงภาพยนตร์ฮ่องกงในวันนี้ อาจไม่ใช่การย้อนกลับไปหายุคทองที่เต็มไปด้วยแอ็กชัน ตำรวจ และกังฟูอีกต่อไป แต่คือการมองหาคำตอบใหม่ ๆ ว่าในยุคที่คนไม่ค่อยมีเวลาเดินเข้าโรงหนัง ฮ่องกงจะยังเล่าเรื่องราวของตัวเองออกมาอย่างไร และด้วยวิธีไหน ภาพยนตร์ฮ่องกงกำลังยืนอยู่ตรงรอยต่อที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นการทดลองและการค้นหาที่จริงใจที่สุด

ในปีนี้ งาน Hong Kong Film Gala Presentation 2025 ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่าน โดยความร่วมมือของกองทุนพัฒนาภาพยนตร์ฮ่องกง,  สถาบันรางวัลภาพยนตร์เอเชีย, สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพฯ และ โรงภาพยนตร์ House สามย่าน ได้กลายเป็นเวทีเล็ก ๆ ที่สะท้อนภาพใหญ่นั้นได้อย่างชัดเจน หนังทั้งสามเรื่องที่ถูกนำมาฉายให้ผู้ชมไทยได้ดู Papa (2024), Montages of a Modern Motherhood (2024), และ Cesium Fallout (2024) ต่างก็มีความพิเศษในแบบของตัวเอง ทั้งการเล่าเรื่องครอบครัว ความเป็นแม่ ความทรงจำ ไปจนถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ทุกเรื่องล้วนพูดถึงชีวิตในมุมที่หนังฮ่องกงไม่เคยเล่ามาก่อน หรืออย่างน้อยก็เล่าในวิธีใหม่ที่ไม่เคยทำ

และเบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ คือผู้คนที่เรามีโอกาสได้พูดคุยด้วย Amy Chin โปรดิวเซอร์ผู้มองเห็นทั้งความท้าทายและความหวังในการสร้างหนัง Dylan So นักแสดงรุ่นใหม่ที่ต้องเจอความเปลี่ยนแปลงของผู้ชมยุคที่ผู้คนทั่วโลกใส่ใจสื่อบทหน้าจอมือถือ Lo Chun Yip ที่ตีความบทบาทผู้ชายในโลกที่ผู้หญิงถูกคาดหวังหนักหน่วงเกินไป การที่ผู้หญิงที่ต้องเป็นแม่ประสบกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รวมถึงความเหลื่อมล้ำในครอบครัวที่ตัวเขาเองได้เรียนรู้ถึงความเข้าใจอีกมิติหลังจากที่ออกมาจากตัวละครของหนังเรื่องนี้ และ Anthony Pun ผู้กำกับที่พาหนังฮ่องกงออกจากกรอบเดิมด้วยโปรเจกต์ใหญ่อย่าง Cesium Fallout 

แต่ละคนคือเสียงสะท้อนเล็ก ๆ ที่รวมกันแล้วทำให้เราเห็นภาพใหญ่ว่าวงการหนังฮ่องกงกำลังหายใจอยู่ยังไง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ภาพยนตร์ฮ่องกงไม่ได้เล่าเพียงเรื่องของฮ่องกงเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนบางสิ่งที่ผู้ชมไทยเองก็กำลังเจออยู่เหมือนกัน ทั้งความยากในการดึงคนกลับเข้าโรงหนัง ทั้งความกังวลเรื่องทุนสร้าง และความยากลำบากในการชวนผู้ชมกลับเข้าไปดูหนังในโรง ในยุคที่โลกของอุตสาหกรรมบันเทิงกำลังถูก disrupt อย่างหนัก การได้ดูหนังทั้งสี่เรื่องในเทศกาลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การดูหนัง แต่คือการมองอนาคตของภาพยนตร์ในอีกด้านของโลกนี้ไปพร้อม ๆ กัน

เสน่ห์ของฮ่องกงที่ฉายออกมาเป็นหนังฮ่องกง

Lo Chun Yip : “สำหรับงาน Hong Kong Film Gala ปีที่แล้ว ผมได้นำ Time Still Turns the Pages (2023) มาฉาย ส่วนปีนี้ก็เป็นเรื่อง Montages of a Modern Motherhood ที่ได้มาฉายในงานนี้เช่นกัน ปัจจุบันภาพยนตร์ฮ่องกงเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่เหมือนยุค 90s ที่เต็มไปด้วยหนังตำรวจ หนังแอ็กชัน หรือกังฟู ทุกวันนี้หนังฮ่องกงจะหันมาเล่าเรื่องราวที่สะท้อนชีวิตและสังคมในฮ่องกงมากขึ้น”

Dylan So : “ในความทรงจำของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในสมัยก่อน ฮ่องกงคือเมืองที่ทุกคนยุ่งกับการทำงานและการใช้ชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายเมืองก็พัฒนาและมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต ฮ่องกงอาจไม่ได้โดดเด่นในลักษณะเดียวกันอีกต่อไป การที่เรามีโอกาสจัดงานที่นี่ รวมถึงในประเทศอื่น ๆ จึงเป็นโอกาสดี ที่ผู้ชมจะได้เห็นฮ่องกงจากมุมมองใหม่ ๆ สำหรับผมเองก็รู้สึกสนุกและ enjoy กับการได้มีส่วนร่วมในครั้งนี้”

Amy Chin : “สิ่งสำคัญที่สุดของการสร้างภาพยนตร์คือการสร้างความผูกพันที่ผู้ชมรู้สึกร่วมได้ สมัยก่อน โดยเฉพาะก่อนโควิด หนังฮ่องกงอาจสื่อสารกับผู้ชมผ่านหนังแอ็กชัน ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา แต่หลังโควิด ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในช่วงไม่กี่ปีนี้กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างอารมณ์และบรรยากาศ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของผู้คนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

การปรับตัวในยุค Disrupt ของวงการหนังฮ่องกง

Amy Chin :  “สำหรับดิฉัน ในฐานะโปรดิวเซอร์ เรื่องงบประมาณและทุนสร้างถือเป็นความท้าทายใหญ่ที่สุดจริง ๆ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังชะลอตัว มันส่งผลกระทบกับการทำหนังโดยตรง อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการสร้างและอบรมคนรุ่นใหม่ ๆ ที่อยากเข้ามาทำงานในวงการ

ดิฉันทำหนังมาหลายปี ทำให้เห็นว่าการสื่อสารกับผู้คนอย่างเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหนังไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่มันยังสะท้อนความเป็นตัวเรา และสิ่งที่ดิฉันอยากทำเสมอคือการถ่ายทอดภาพของฮ่องกงในปัจจุบัน เมืองที่มีทั้งเสน่ห์และความท้าทายออกไปให้สายตาชาวโลกได้เห็นและเข้าใจมากขึ้น”

“ทุกวันนี้วงการภาพยนตร์กำลังถูก disrupt อย่างหนัก ทั้งจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง ทั้งจากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป เราไม่มีทางห้ามสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เราปรับตัวได้ ดิฉันคิดว่าฮ่องกงยังมีเรื่องราวอีกมากที่ควรถูกเล่า เพียงแต่เราต้องหาวิธีเล่าในแบบที่เข้าถึงผู้ชมรุ่นใหม่ได้จริง ๆ ถ้าเราทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพัน เห็นคุณค่าในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้และตอนนี้ได้ ไม่ว่าฮ่องกงจะเปลี่ยนไปแค่ไหน หนังฮ่องกงก็จะยังมีที่ทางในใจของผู้ชมเสมอ”

Dylan So : “ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนมากคือผู้ชมครับ ทุกวันนี้คนไม่ค่อยมีเวลาเข้าโรงหนัง เพราะการดูหนังใช้เวลา 1–2 ชั่วโมง แต่พฤติกรรมการเสพสื่อเปลี่ยนไปเป็นการดูคลิปสั้น ๆ 10 นาที หรือบางทีก็แค่ไม่กี่สิบวินาที ผู้คนเลยไม่ค่อยอยากเสียเวลามากเหมือนเมื่อก่อน”

“เพราะแบบนั้น ความท้าทายของคนทำหนังก็คือ เราจะทำยังไงให้หนังน่าสนใจพอที่จะดึงดูดให้ผู้ชมยอมเดินเข้าไปในโรง ซึ่งสำหรับผม นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในยุคนี้ครับ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็มองว่านี่เป็นโอกาสเหมือนกันนะ เพราะการที่ผู้ชมคุ้นชินกับการดูอะไรสั้น ๆ ตัดจบเร็ว ๆ พอเขาได้กลับมาเจอหนังยาวที่เล่าเรื่องเต็ม ๆ มันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง การได้เข้าไปนั่งในโรง ปิดมือถือ แล้วปล่อยเวลาให้หนังพาเราไปอยู่กับเรื่องราวจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่คลิปสั้นหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ไม่ได้ ถ้าเราสามารถสร้างหนังที่ทำให้คนรู้สึกว่าประสบการณ์นี้คุ้มค่า ผมเชื่อว่าผู้ชมก็ยังอยากกลับมาดูในโรงอยู่ครับ”

Lo Chun Yip : “จริง ๆ แล้ว หลายปีที่ผ่านมามีคนรุ่นใหม่สนใจทำหนังมากขึ้นเรื่อย ๆ เราได้เห็นหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา และหลายคนก็สร้างผลงานที่ดีมาก อย่างปีที่แล้วก็มีผู้กำกับผู้หญิงชาวฮ่องกงที่ไปคว้ารางวัลใหญ่ที่ไต้หวันมาได้ นั่นเป็นสัญญาณว่าความพยายามและแรงทุ่มเทของคนรุ่นใหม่เริ่มส่งผลให้ผู้ชมทั้งในและนอกฮ่องกงเห็นคุณค่าในงานของพวกเขา”

“แต่อีกมุมหนึ่ง ผมก็อดกังวลไม่ได้ว่าเราจะทำยังไงให้คนเหล่านี้อยู่รอดในวงการได้จริง ๆ เพราะความเป็นจริงคือ หลายคนที่เคยเป็นนักแสดง แต่สุดท้ายต้องเลิกเล่นหนัง ไปทำอาชีพอื่นแทน อย่างบางคนไปขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของ เพราะไม่มีงานแสดงเพียงพอ นี่คือความท้าทายที่เราทุกคนในวงการยังต้องหาคำตอบร่วมกัน ว่าจะทำยังไงให้คนทำหนังและนักแสดงมีพื้นที่ยืนและเติบโตต่อไปได้”

Papa (2024): จากคดีสะเทือนขวัญสู่ภาพยนตร์ที่สะเทือนใจ

Papa (2024) เป็นภาพยนตร์ฮ่องกงที่นำแสดงโดย หลิว ชิงหวิน (Sean Lau) นักแสดงระดับตำนาน ซึ่งมารับบทคุณพ่อผู้ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมในครอบครัว โดยมี Amy Chin ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ ร่วมกับทีมนักแสดงรุ่นใหม่อย่าง Dylan So 

ฮ่องกงในสายตาหลายคนอาจยังติดอยู่กับภาพจำยุค 90s ที่เต็มไปด้วยหนังตำรวจ กังฟู และแอ็กชัน แต่ Papa (2024) พิสูจน์ให้เห็นว่า ภาพยนตร์ฮ่องกงทุกวันนี้กำลังเคลื่อนตัวไปอีกทิศทาง ทิศทางที่กล้าพูดถึงความเปราะบางของมนุษย์ ผ่านเรื่องราวที่สะเทือนใจ หนังเรื่องนี้หยิบคดีสะเทือนขวัญเมื่อกว่าทศวรรษก่อนมาเล่าใหม่ ทว่าแทนที่จะโฟกัสที่ความโหดร้าย มันกลับเลือกจะตั้งคำถามถึง “ความรักของพ่อที่มีต่อลูก” และ “สายตาของสังคมที่มองผู้ป่วยทางจิต”

ความเป็นฮ่องกงจึงไม่ใช่เพียงฉากถนนหรือแสงไฟในเมือง แต่เป็นการดิ้นรนของผู้คนที่ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากครอบครัวและสังคม Papa แสดงให้เห็นความละเอียดอ่อนในหัวใจที่ยังคงเป็นฮ่องกง เมืองที่แม้จะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ความสัมพันธ์ของผู้คนยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด และการทำหนังเช่นนี้ ก็เป็นเหมือนการบันทึกความรู้สึกของเมืองที่กำลังหาคำตอบใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง

กระแสตอบรับจากผู้ชมชาวไทยเป็นอย่างไรบ้าง?

Amy Chin : “ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ชมเหมือนกันค่ะ หลายคนบอกว่ารู้สึก brokenhearted แต่ขณะเดียวกันก็ซาบซึ้งมาก ๆ ดิฉันดีใจที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำให้ผู้ชมชาวไทยอินและซาบซึ้งไปกับมัน”

Dylan So : “ผมก็ได้พูดคุยกับผู้ชมไทยเหมือนกันครับ รู้สึกว่าคนไทยน่ารักมาก ๆ และในช่วง Q&A หลังหนังจบ หลายคนถามถึงคุณหลิว ชิงยฺหวิน (Sean Lau) ถึงได้รู้ว่าเขาก็มีชื่อเสียงมากในเมืองไทยเหมือนกัน ก็ดีใจที่ผู้ชมไทยชอบหนังเรื่องนี้ครับ”

อะไรทำให้คุณเลือก Dylan มารับบท “หมิง”

Amy Chin : “ตอนแรกเราหาคนมาหลายทาง ทั้งจากบนท้องถนน โรงเรียน ไปจนถึงนักแสดงที่เคยถ่ายหนัง แต่ยังไม่เจอคนที่ใช่ จนกระทั่งเพื่อนของฉันแนะนำ Dylan มาให้รู้จัก ตอนเจอครั้งแรกก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนเงียบ ๆ และมีแววตาที่ทำให้รู้สึกว่าเขาต้องการความรัก ซึ่งสำคัญมากสำหรับบทนี้ เพราะ “หมิง” ต้องเป็นตัวละครที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสาร อยากกอด และอยากมอบความรักให้เขา ถ้าเป็นนักแสดงที่สูงใหญ่เกินไป ผู้ชมอาจจะไม่เอ็นดูเท่านี้ แต่บุคลิกและสายตาของ Dylan กลับตรงกับสิ่งที่บทต้องการพอดี”

อ่านบทครั้งแรก และการเตรียมตัวสำหรับบทบาทของผู้ป่วยทางจิต

Dylan So : “ตอนแรกที่ไปแคสติงก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่เฉย ๆ ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าหนังสร้างจากคดีจริง จนกระทั่งเริ่มเตรียมงานจึงได้รู้ว่า “อ๋อ!!! มันคือเรื่องนี้เอง” จากนั้นผมก็หาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งอ่านข่าวเก่า ๆ และศึกษาว่าสังคมในเวลานั้นมองเหตุการณ์นี้อย่างไร

ยิ่งรู้ก็ยิ่งกดดัน เพราะบทนี้เป็นเด็กหนุ่มที่มีปัญหาสุขภาพจิต แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแสดงอาการบ้า ๆ บอ ๆ แบบที่หลายคนเข้าใจผิด ผมอยากถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นว่าโรคทางจิตเวชมีหลายรูปแบบ และผู้ป่วยก็เป็นคนที่ต้องการความรักไม่ต่างจากใคร สิ่งที่หนังเรื่องนี้อยากสื่อจริง ๆ คือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ว่าต่อให้ลูกมีปัญหาทางจิต เมื่อเขาทำผิด หรือทำให้พ่อเจ็บปวด เขายังอยากกลับไปหาพ่อ และอยากขอโทษพ่อเสมอ”

จากคดีสะเทือนขวัญสู่ภาพยนตร์

Amy Chin : “เราจะทำยังไงให้ถ่ายหนังเรื่องนี้ออกมาได้สักที”

“เริ่มต้นจากตอนที่ผู้กำกับโทรมาหาดิฉัน เขาเล่าว่าเขาเขียนบท Papa เอาไว้นานกว่า 10 ปีแล้ว ตอนนั้นเขาเคยไปสัมภาษณ์คุณพ่อที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ได้ฟังทั้งความสุข ความทุกข์ รวมถึงหัวใจของการเป็นพ่อ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากถ่ายทอดเรื่องนี้ออกมาเป็นหนัง แต่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีโอกาสได้สร้างมันขึ้นมาสักที

พอเอาบทไปให้คุณหลิว ชิงหวินอ่าน เขาก็อินกับเรื่องทันที เห็นคุณค่าของมัน แล้วก็ตัดสินใจร่วมงานแบบไม่คิดนาน ที่สำคัญคือเขายังยอมเล่นโดยไม่เรียกค่าตัวสูงด้วย ทำให้โปรเจกต์ที่ค้างมานานนับสิบปีได้เดินหน้าในที่สุด และกลายเป็นหนังที่พวกเราภูมิใจมาก ๆ”

“สำหรับดิฉัน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องจากคดีสะเทือนขวัญ แต่มันคือการเล่าถึงความรัก ความผูกพัน และความเจ็บปวดที่ทุกครอบครัวเข้าใจได้ หนังอาจเริ่มจากโศกนาฏกรรม แต่สิ่งที่เราอยากให้ผู้ชมเก็บกลับไป คือพลังของความรักที่ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ และดิฉันหวังว่าเวลาที่ผู้ชมได้ดู Papa แล้ว จะไม่ใช่แค่ซาบซึ้งกับเรื่องราวของพ่อกับลูกในหนัง แต่จะหันกลับไปมองคนที่บ้านตัวเองด้วย ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อะไรไกลตัวเลย แต่คือการที่เรายังรักและเข้าใจกันให้มากพอ นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่ดิฉันอยากฝากไว้”

การได้ฟัง Amy Chin และ Dylan So พูดถึง Papa ทำให้เราเห็นว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเล่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้มอง “ความเป็นพ่อ ความเป็นลูก และความเป็นมนุษย์” ผ่านสายตาที่อ่อนโยนมากขึ้น หนังพยายามท้าทายภาพจำเกี่ยวกับผู้ป่วยทางจิต และชวนเรากลับมามองความรักและความเข้าใจในครอบครัวอีกครั้ง

ท้ายที่สุด Papa จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังฮ่องกงที่สร้างจากคดีจริง แต่เป็นบทสนทนาที่ข้ามพรมแดน มาถึงผู้ชมในไทยและที่อื่น ๆ ว่าความเปราะบางและความรักของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่เราทุกคนเข้าใจได้เหมือนกันเสมอ

Montages of a Modern Motherhood (2004): ภาพเล็ก ๆ ของชีวิต ที่สะท้อนความจริงใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิง

ในฮ่องกงยุคใหม่ เสียงของภาพยนตร์ไม่ได้ดังด้วยฉากแอ็กชัน หรือตำรวจไล่ล่าเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่กลับดังขึ้นจากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่หลายคนมักมองข้าม Montages of a Modern Motherhood (2004) คือหนึ่งในหนังที่พาเราไปเห็นความเป็นจริงนั้น ผ่านเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นแม่ ต้องรับมือกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และความคาดหวังของสังคมที่ไม่เคยผ่อนปรนให้

ในเรื่องนี้ Lo Chun Yip รับบทเป็น “Wai” สามีของ Jing ผู้หญิงที่เป็นตัวละครหลัก Wai ทำงานเป็นคนส่งของ ชีวิตอาจดูเรียบง่าย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านกลับสะท้อนคำถามใหญ่ว่า “บทบาทของพ่อในครอบครัวยุคใหม่คืออะไร” เขาไม่ใช่คนร้าย ไม่ใช่ตัวละครสุดโต่ง หากแต่เป็นภาพแทนของผู้ชายธรรมดาที่อาจยังไม่เข้าใจว่าความรับผิดชอบของการเป็นพ่อนั้นลึกซึ้งกว่าที่คิด

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Lo Chun Yip น่าสนใจในฐานะนักแสดง เขาไม่เพียงแค่รับบท Wai เท่านั้น แต่ยังนำประสบการณ์และมุมมองของตัวเองมาใส่ลงไปในตัวละครอย่างจริงใจ ทำให้คำถามเรื่องความเป็นพ่อ ความเป็นครอบครัว และความเป็นฮ่องกงในปัจจุบัน กลายเป็นประเด็นที่เราต้องนั่งคิดตามหลังจากหนังจบลง

การทำงานใน Montages of a Modern Motherhood ต่างจาก Time Still Turns the Pages ยังไงบ้าง?

“ใน Time Still Turns the Pages (2023) ผมรับบทเป็นครู ซึ่งถึงจะไม่ค่อยมีบทพูด แต่ต้องสื่อสารด้วยสายตาและท่าที เหมือนเป็นตัวละครที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้พลังเยอะมากในการเก็บอารมณ์แล้วปล่อยออกมาแบบเงียบ ๆ

แต่ใน Montages of a Modern Motherhood มันต่างออกไปเลยครับ บทนี้เป็นผู้ชายธรรมดา ๆ ทำงานส่งของ กลับบ้านก็กินข้าว นอน ช่วยทำงานบ้านบ้าง เป็นชีวิตง่าย ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ สิ่งที่ท้าทาย คือเราต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าผู้ชายแบบนี้มีอยู่จริง และทำให้เห็นว่าความธรรมดาก็สามารถสะท้อนปัญหาใหญ่ในครอบครัวได้เหมือนกัน

มันเลยเหมือนการเปลี่ยนโหมดจากการเป็นคนเก็บกด พูดน้อย แต่เต็มไปด้วยความคิดลึก ๆ ไปสู่การเป็นคนที่ดูไม่ค่อยใส่ใจอะไร แต่จริง ๆ แล้วตัวละครแบบนี้แหละที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นความเหลื่อมล้ำในบทบาทของผู้ชาย–ผู้หญิงในบ้านชัดขึ้น”

Montages of a Modern Motherhood เป็นหนังของผู้หญิง เน้นไปที่ความเป็นแม่ สำหรับคุณแล้ว บทบาทของผู้ชายในเรื่องนี้สำคัญยังไง?

“ใช่ครับ เรื่องนี้จริง ๆ มาจากเหตุการณ์จริงที่สะท้อนชีวิตของผู้หญิงหลังจากมีลูก ในฐานะที่ผมเป็นนักแสดงผู้ชายในเรื่อง หน้าที่ของผมคือเล่นให้สมดุลกับนางเอก ทำยังไงให้ผู้ชมรู้สึกและเข้าใจความเหนื่อย ความลำบากที่ผู้หญิงต้องเจอในภาวะหลังคลอดได้ชัดขึ้น

มีฉากหนึ่งที่ผมจำได้ดี คนที่เป็นแม่เหนื่อยมาก ต้องการความช่วยเหลือ แต่ตัวละครพ่อกลับนอนกรนเฉย ๆ ไม่สนใจอะไรเลย ฉากแบบนี้ถึงจะไม่มีบทพูด แต่กลับเล่าได้เยอะ มันสื่อให้เห็นว่าผู้หญิงต้องเผชิญกับอะไรบ้าง และสะท้อนว่าหลายครั้งคนที่เป็นพ่อก็เลือกจะไม่แบกรับภาระนั้น ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันควรเป็นหน้าที่ร่วมกัน”

หลังจากที่ได้เล่นหนังเรื่องนี้ มองความเป็นแม่ ความเป็นผู้หญิง และครอบครัวต่างออกไปไหม?

“หนังเรื่องนี้มีคำว่า Modern Motherhood อยู่ในชื่อ ซึ่งมันสะท้อนตรง ๆ เลยถึงบทบาทของผู้หญิงที่เป็นแม่ในยุคปัจจุบัน สมัยผมยังเด็ก โดยเฉพาะในครอบครัวคนจีน เราจะถูกสอนให้เชื่อว่าผู้ชายออกไปทำงาน ส่วนผู้หญิงดูแลบ้าน แต่พอมาถึงวันนี้ ปี 2025 ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว สังคมเปลี่ยน ความคิดก็ต้องเปลี่ยน เราต้องกลับมาคิดใหม่ว่า “หลังจากผู้ชายผู้หญิงแต่งงานกัน จะจัดการแบ่งหน้าที่ครอบครัวกันยังไง”

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการเล่นเรื่องนี้คือ ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูก พวกเธอเปราะบางมาก บางคนต้องเจอกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด สิ่งที่เราทำได้คือให้ความสนใจและคอยสังเกตว่าเขากำลังเปลี่ยนไปในแบบไหน ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเรา เพราะในที่สุดแล้ว ความเป็นครอบครัวมันไม่ใช่หน้าที่ของใครคนเดียว แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างกันจริง ๆ”

สำหรับคุณแล้ว หนังเรื่องนี้อยากจะบอกเราว่า “ครอบครัวที่สมบูรณ์” จริง ๆ แล้วควรมีหน้าตาแบบไหน?

“ผมว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่ใช่แค่มีพ่อแม่ลูกอยู่พร้อมหน้ากันนะครับ แต่มันคือการที่ทุกคนในบ้านได้รับเกียรติและการเคารพอย่างเท่าเทียมกัน เราต้องมีความรัก ความผูกพัน และความเข้าใจที่เชื่อมโยงกันจริง ๆ แน่นอนว่ามันอาจขึ้นอยู่กับหน้าที่การงานของแต่ละคนบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว ทุกคนต้องพร้อมจะเสียสละ และให้อะไรบางอย่างกลับไปที่ครอบครัวด้วย ถึงจะเรียกว่าเป็นครอบครัวที่มีความสุขได้จริง ๆ”

หลังจากที่คุณได้เดินทางกับตัวละคร “Wai” จนจบเรื่อง คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความเป็นผู้ชายบ้าง?

“ที่แน่ ๆ ผมมีความเข้าใจในตัวผู้หญิงที่เป็นแม่มากขึ้นมาก ๆ พอเล่นบท Wai มันเหมือนผมได้แอบอ่านบันทึกชีวิตประจำวันของภรรยาเลยครับ เพราะมีหลายซีนที่ตัวละครของผมไม่อยู่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภรรยากำลังเจอกับอะไร บางฉากก็นอนหลับ ไม่สนใจว่าแม่ต้องเหนื่อยแค่ไหนในการดูแลลูก

แต่พอได้ดูหนังจริง ๆ หลังถ่ายทำเสร็จ ผมเพิ่งเข้าใจว่าภรรยาผ่านอะไรมามากมาย อย่างแม่ที่ต้องเจอกับปัญหาหลังคลอด ทั้งเรื่องให้นม ปัญหาสุขภาพ ไปจนถึงการต้องกลับไปทำงาน ทั้งหมดมันหนักมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้ผมตระหนักว่าคนที่อยู่รอบข้าง โดยเฉพาะผู้ชาย ต้องเข้าใจ อดทน และให้ความรักกับพวกเธอมากกว่าที่เคย เพราะช่วงเวลานี้คือช่วงที่เปราะบางที่สุดจริง ๆ”

ฉากที่ประทับใจที่สุด

“มีฉากหนึ่งที่ผมจำได้แม่นเลยครับ เป็นตอนที่ภรรยาเริ่มไม่สบายแล้ว แต่ตัวละครของผมไม่รู้ วันนั้นผมแค่อยากพักผ่อน ก็เลยชวนเธอไปเดินเล่นริมทะเล ปล่อยให้พ่อกับแม่ช่วยดูแลลูกไว้ แล้วเราสองคนนั่งคุยกันที่ชายหาด ผมก็พูดถึงอนาคต วางแผนชีวิตว่าจะเป็นยังไงต่อจากนี้ ซึ่งนั่นคือมุมมองของผู้ชาย

แต่สำหรับภรรยา ตอนนั้นเธอกลับไม่สบาย ร่างกายและจิตใจไม่ได้พร้อมเลย สิ่งที่ผมเล่าด้วยความฝัน ความหวัง มันเลยกลายเป็นคนละโทน คนละความรู้สึกกับที่เธอกำลังเผชิญอยู่ นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมชอบในฉากนี้ ถึงจะนั่งอยู่ข้างกัน แต่ความคิดและอารมณ์ของทั้งสองคนกลับไม่เหมือนกันเลย มันทำให้เห็นชัดว่าบางทีผู้ชายกับผู้หญิงก็รับรู้โลกเดียวกันต่างกันมากจริง ๆ”

การพูดคุยกับ Lo Chun Yip ทำให้เราเห็นว่า Montages of a Modern Motherhood (2024)  ไม่ได้เป็นแค่หนังที่เล่าเรื่องผู้หญิงและความเป็นแม่ แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของผู้ชายและครอบครัวในสังคมฮ่องกงปัจจุบัน ที่ยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำในหน้าที่และความคาดหวัง บทบาทของ “Wai” ไม่ได้ถูกวางให้เป็นตัวเอก แต่กลับทำให้เห็นชัดเจนว่าหลายครั้งผู้ชายอาจไม่ทันสังเกตว่า ผู้หญิงกำลังเผชิญกับแรงกดดันและภาระหนักหนาเพียงใด

ท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้จึงไม่เพียงท้าทายภาพจำเรื่องครอบครัว แต่ยังตั้งคำถามต่อสังคมฮ่องกงว่า เราจะทำอย่างไรให้เสียงของผู้หญิงถูกได้ยินมากขึ้น ให้การดูแลลูก หรือการสร้างครอบครัวไม่ใช่ภาระที่โยนใส่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง Montages of a Modern Motherhood จึงกลายเป็นมากกว่าหนัง แต่มันคือคำเชิญชวนให้เรากลับมามองความรัก ความเท่าเทียม และความเข้าใจในบ้าน จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่อาจเปลี่ยนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าได้จริง

อุตสาหกรรมหนังฮ่องกงในสายตา Anthony Pun และ เบื้องหลัง Cesium Fallout (2024)

ฮ่องกงเคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางภาพยนตร์ที่ทรงพลังที่สุดของเอเชีย และครองตลาดไปทั่วโลก จนกลายเป็นภาพจำที่ยังคงติดอยู่ในหัวผู้ชมเสมอ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ภาพยนตร์ฮ่องกงก็เผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ถดถอย คู่แข่งจากตลาดใหญ่อย่างจีนแผ่นดินใหญ่ และพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้คำถามที่ว่า “หนังฮ่องกงวันนี้ยังมีที่ยืนตรงไหน” ยิ่งท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ท่ามกลางโจทย์นั้น Cesium Fallout (2024) จึงน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะนี่คือหนังที่หยิบเอาประเด็นภัยพิบัติและรังสีปนเปื้อน เรื่องที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อนในหนังฮ่องกง มาขยายเป็นภาพยนตร์กู้ภัยขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้นักแสดงระดับตำนานอย่าง หลิวเต๋อหัว (Andy Lau) มารับบทนำ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง เพื่อผลักดันให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจริง การเลือกทำหนังเชิงสังคมและภัยพิบัติในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการทดลองแนวทางใหม่ แต่ยังเป็นการประกาศว่าหนังฮ่องกงพร้อมจะเล่าเรื่องที่ใหญ่ขึ้น สะท้อนความเปราะบางของเมืองที่มีชีวิตจริง ๆ

และเบื้องหลังโปรเจกต์นี้คือ Anthony Pun ผู้กำกับที่พยายามผลักดันให้หนังฮ่องกงก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ของตัวเอง การพูดคุยกับเขาจึงไม่ใช่แค่การคุยเรื่องหนังเรื่องเดียว แต่คือการชวนมองไปถึงอนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อยืนอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

อะไรคือสิ่งที่ยังคงทำให้หนังฮ่องกงดึงดูดคนดูทั่วโลกมาจนถึงวันนี้?

“ผมรู้สึกดีใจมากที่หนังฮ่องกงยุค 80s–90s เคยเป็นแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลไปทั่วโลก มันทำให้เราได้สร้างทักษะและเทคโนโลยีที่สั่งสมกันมาจนถึงทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าหนังทุกประเทศมีเสน่ห์ของตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้ฮ่องกงพิเศษก็คือ เราเป็นเมืองเล็ก ๆ คนไม่เยอะ แต่กลับสามารถสร้างผลงานที่มีมาตรฐานการผลิตใหญ่โตได้

ผมอยากให้ผู้ชมทั่วโลกเห็นและชื่นชมสิ่งนี้ ความสามารถของหนังจากเมืองเล็ก ๆ อย่างฮ่องกง ที่แม้จะไม่ได้มีทรัพยากรมหาศาลเหมือนตลาดใหญ่ ๆ แต่ก็ยังคงส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพ และยังคงมีพลังที่จะเล่าเรื่องที่เข้าถึงผู้ชมได้จริง ๆ”

ถ้าคุณต้องเล่าความเป็นฮ่องกงออกมา คุณอยากเล่าออกมาในแบบไหน?

“สำหรับผม ฮ่องกงเป็นเมืองที่พิเศษมาก เวลามองจากข้างนอกทุกคนอาจเห็นแต่ตึกสูงระฟ้า เต็มไปด้วยความเร่งรีบ แต่จริง ๆ แล้วข้างในตึกเหล่านั้นเต็มไปด้วยเรื่องเล็ก ๆ ของผู้คนและครอบครัวที่แตกต่างกัน ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านตึก ผมก็จินตนาการได้เลยว่ามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นอยู่ข้างใน

สิ่งเล็ก ๆ แบบนั้นนี่แหละที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำงาน เพราะผมอยากให้ผู้ชมเห็นว่าฮ่องกงไม่ได้มีแค่ตึกสูงสวย ๆ หรือภาพลักษณ์เมืองทันสมัยเท่านั้น แต่ยังมีชีวิต วัฒนธรรม และเรื่องราวของผู้คนธรรมดาที่ซ่อนอยู่ในนั้นด้วย และเรื่องเหล่านี้เองที่สามารถกลายมาเป็นหนังดี ๆ ได้เสมอครับ”

ตอนนี้อุตสาหกรรมหนังฮ่องกงเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ชมในยุคนี้นิยมดูอะไร?

“เอาจริง ๆ ผมก็ยังมองหาอยู่เหมือนกันครับ ว่าคนฮ่องกงชอบอะไรกันมากที่สุด ทุกวันนี้ผู้ชมมีทางเลือกเยอะมากจากหลายแพลตฟอร์ม จะหนังตลก หนังผี หรือแนวอื่น ๆ ก็ยังมีคนดูอยู่ แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าพิเศษจริง ๆ ไม่ใช่แค่แนวไหนจะขายดี แต่คือการที่เราหามุมมองใหม่ ๆ มาเล่าให้ผู้ชมฟัง ถึงแม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเก่า หรือเป็นประเด็นที่คนคุ้นเคยอยู่แล้วก็ตาม ถ้าเรานำเสนอด้วยมุมมองที่สดใหม่ มันก็จะทำให้หนังดูน่าสนใจและดึงดูดผู้ชมได้มากกว่า”

แรงบันดาลใจที่ทำให้เลือกสร้าง Cesium Fallout ซึ่งเป็นหนังภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่เรื่องแรกของฮ่องกง?

“แรงบันดาลใจไม่ได้มาจากผมคิดขึ้นเองทั้งหมดนะครับ แต่มันเริ่มจากข่าวที่เกิดขึ้นจริงในฮ่องกงเมื่อปี 2016 ตอนนั้นมีการพูดถึงเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง iPad แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราใช้กันทุกวัน ว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหนอย่างถูกวิธี ถ้าคนทั่วไปทิ้งเองจะเกิดปัญหาตามมาหรือเปล่า การทำงานร่วมกับหลิวเต๋อหัว (Andy Lau) ในโปรเจกต์นี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“ผมรู้สึกดีใจและโชคดีมาก ๆ ที่เขายอมร่วมงานกับผมในโปรเจกต์นี้ เพราะตั้งแต่เด็กผมก็ดูหนังของ Andy Lau มาโดยตลอด เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเคยร่วมงานกันบ้าง แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เป็นผู้กำกับ เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันมากนัก รอบนี้ได้ทำงานในฐานะผู้กำกับเลยได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น

ตอนนั้นข่าวอาจไม่ดังมาก แต่มีทีมเขียนบทที่หยิบเรื่องนี้ไปพัฒนาต่อ และภายหลังก็มีสื่อใหญ่อย่าง Time Magazine ทำข่าวติดตามต่อ ทำให้เห็นว่านี่เป็นประเด็นสำคัญที่จริง ๆ แล้วคนไม่ค่อยให้ความสนใจ”

“ผมจึงมองว่าการหยิบเรื่องนี้มาทำเป็นหนัง มันไม่ใช่แค่เพื่อความตื่นเต้นในฐานะหนังภัยพิบัติที่มีโปรดักชันใหญ่ มี CG และฉากระทึกใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประเด็นให้คนดูได้คิดต่อว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ถ้าเราไม่ทิ้งอย่างถูกวิธี ปัญหาที่ตามมาจะร้ายแรงแค่ไหน

สุดท้าย สิ่งที่ผมอยากสื่อคือให้คนดูใส่ใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น เราใช้ iPhone, iPad ทุกวัน แต่ไม่ค่อยคิดว่าเครื่องเก่าจะไปจบอยู่ที่ไหน พอดูหนังเรื่องนี้แล้ว ผมหวังว่าผู้ชมจะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้ และเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้นครับ”

การทำงานร่วมกับหลิวเต๋อหัวในโปรเจกต์นี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“ผมรู้สึกดีใจและโชคดีมาก ๆ ที่เขายอมร่วมงานกับผมในโปรเจกต์นี้ (หัวเราะ) เพราะตั้งแต่เด็กผมก็ดูหนังของเขา มาโดยตลอด เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเคยร่วมงานกันบ้าง แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เป็นผู้กำกับ เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันมากนัก รอบนี้ได้ทำงานในฐานะผู้กำกับเลยได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดคือ เขาเป็นคนที่มีมาตรฐานสูงมาก ไม่ใช่แค่กับทีมงานหรือคนอื่น แต่กับตัวเอง เขาจะพยายามทำให้ดีที่สุดเสมอ ตอนแรกผมก็แอบกังวลนะ ว่าเขาจะมองผมยังไง กลัวว่าตัวเองจะทำไม่ดีพอ จนทำให้เขาผิดหวัง แต่สุดท้ายทุกอย่างออกมาดีมาก และมันกลายเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าสำหรับผมจริง ๆ ครับ”

สิ่งที่อยากเล่า และสิ่งที่ท้าทาย

“จริง ๆ แล้วสำหรับผม CG หรือภาพใหญ่ ๆ ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดเลย สิ่งที่ผมอยากโฟกัสจริง ๆ คือข้อความข้างในที่อยากบอกกับผู้ชม เพราะเรื่องรังสีมันไม่ได้ไกลตัวเลย มันอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ทั้งจากการตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลที่มีการสแกน หรือแม้แต่วัสดุก่อสร้างตึกก็เกี่ยวข้องกับรังสีทั้งนั้น

แน่นอนว่า CG มีความจำเป็น เพราะถ้าเราไม่เห็นภาพใหญ่ ๆ เราก็อาจไม่รู้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน แต่สำหรับผม มันเป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่อยากให้คนดูจดจำคือสารที่อยู่เบื้องหลังมากกว่า

ส่วนความท้าทายที่สุด คือการถ่ายทำที่ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีหลายครั้งที่ผมกังวลว่าทำไม่ทัน อย่างฉากหนึ่งที่นักดับเพลิงต้องใส่ชุดพร้อมถังออกซิเจนเข้าไปในพื้นที่ปนเปื้อนรังสี ผมนอนไม่หลับเป็นอาทิตย์เพราะกังวลว่าถ่ายไม่ทัน ออกซิเจนจะหมด นักแสดงก็ไม่สามารถถอดชุดออกกลางกองได้ มันเป็นช่วงเวลาที่กดดันมาก แต่พอผ่านไปแล้วก็มองย้อนกลับมาได้ว่านี่แหละคือสิ่งที่ทำให้หนังสนุกและจริงจังในเวลาเดียวกัน

ท้ายที่สุด นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อม ผมอยากให้คนดูใส่ใจคนรอบตัวมากขึ้นด้วย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างกันก็สำคัญไม่แพ้กัน และที่สำคัญ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนกลับไปดูหนังในโรงครับ ตอนนี้เรายังมีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์นั้นอยู่ แต่ผมไม่แน่ใจว่าในอนาคตมันจะยังเหลืออยู่อีกนานแค่ไหน”

การได้พูดคุยกับ Amy Chin, Dylan So, Lo Chun Yip และ Anthony Pun ทำให้เห็นชัดเจนว่าภาพยนตร์ฮ่องกงกำลังอยู่ในจังหวะ “เปลี่ยนผ่าน” ที่ไม่ง่ายเลย จากยุคที่เคยรุ่งโรจน์มาสู่ยุคที่ต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มดิจิทัล เศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง และความคาดหวังของผู้ชมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างสะท้อนออกมาในแบบของตัวเอง ทั้งความกังวล ความท้าทาย แต่ก็ยังมีแววตาแห่งความหวังที่ไม่เคยหายไป

สิ่งที่น่าสนใจคือหนังฮ่องกงวันนี้ไม่ได้พยายามหนีภาพจำเก่าอย่างเดียว แต่กำลังสร้างทางใหม่ให้ผู้ชมเห็นมิติอื่น ๆ ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Papa (2024) ที่ชวนมองความรักของพ่อและความเปราะบางทางจิตใจ Montages of a Modern Motherhood (2024) ที่เล่าความเป็นแม่และความเหลื่อมล้ำในครอบครัว ไปจนถึง Cesium Fallout (2024) ที่พาเราคิดต่อถึงสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ทุกเรื่องคือการทดลอง เสี่ยง แต่ก็จริงใจ

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เราเองก็กำลังเจอคำถามคล้าย ๆ กัน ว่าหนังไทยจะไปต่อยังไงในยุคที่คนดูใช้เวลาบนหน้าจอมือถือ และสตรีมมิงมากกว่าเดินเข้าห้องมืด ๆ ที่ชื่อว่า “โรงหนัง” คำถามเรื่องทุนสร้าง คนทำหนังรุ่นใหม่ หรือแม้แต่การหามุมมองสดใหม่ที่ยังจับใจคนดู เป็นสิ่งที่เราเจอไม่ต่างจากฮ่องกงเลย ความกังวลอาจเหมือนกัน แล้วก็เหมือนกันอีกที่ว่า “ไม่ว่าจะประเทศไหน หากเป็นคนทำหนังแล้ว ก็อยากจะให้ผู้ชมเข้าไปดูหนังในโรงหนังเช่นกัน”

สุดท้ายแล้ว การได้คุยกับคนทำหนังทั้งสี่คนครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าภาพยนตร์ไม่ว่าจะมาจากเมืองเล็กอย่างฮ่องกงหรือประเทศไทย ก็ยังคงมีพลังในฐานะ “พื้นที่เล่าเรื่อง” ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว เมือง หรือโลกที่เราอยู่ร่วมกัน และบางที นี่อาจเป็นคำตอบที่ไม่เปลี่ยนไปเลยว่า “ทำไมเรายังอยากเดินเข้าไปนั่งในโรงหนังต่อให้โลกข้างนอกเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนก็ตาม?”

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน

ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่ไหน