การพาคนในครอบครัวขึ้นรถตู้ไปทำบุญให้ครบ 9 วัดภายในหนึ่งวัน ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายบ้านอาจเคยทำ หรืออย่างน้อยก็เคยได้ยิน แต่เมื่อคน 9 คน ต่างวัย ต่างความคิด และต่างระดับความเชื่อ ต้องมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันตั้งแต่เช้าจนค่ำ เรื่องที่เริ่มต้นจากการเข้าวัดจึงไม่ได้มีแค่เรื่องของบุญอีกต่อไป เพราะระหว่างทางนั้นมีทั้งความรัก ความกลัว ความขัดแย้ง และคำถามง่าย ๆ ที่ตอบยากมากว่า เมื่อรู้ว่าคนที่เรารักอาจกำลังจะจากไป เราจะทำอะไรเพื่อรั้งเขาเอาไว้ได้บ้าง
นั่นคือจุดตั้งต้นของ “9 วัด สู่สวรรค์” (9 Temples to Heaven) หนังไทยที่ใช้เวลาเดินทางยาวนานเกือบสิบปีกว่าจะมาถึงคนดู ซึ่งบทสนทนาของ SUM UP กับ ‘โบ๊ต-สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์’ และ ‘โอม-กฤษฎา ขำยัง’ ครั้งนี้ ไปไกลกว่าเบื้องหลังการสร้างหนังอยู่มาก จากความทรงจำเรื่องครอบครัวและพุทธศาสนาที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงคำถามที่ว่า “เราจะอยู่กับศรัทธาอย่างไรในวันที่มองเห็นทั้งความงดงามและข่าวคาวที่ชวนให้ตั้งคำถามต่อสถาบันศาสนา” โดยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเชื่อทุกอย่างหรือปฏิเสธทุกอย่างไปเสียทั้งหมด
เราคุยกันไปถึงความหมายของปาฏิหาริย์ เหตุปัจจัย ความบังเอิญ และความน่าจะเป็น ก่อนบทสนทนาจะพาออกจากวัดไปสู่ชีวิตของคนทำหนังอิสระ รวมถึง ‘พี่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ คนที่โบ๊ตและโอมพูดถึงในฐานะที่เป็นทั้งครู เป็นทั้งพี่ และเป็นกัลยาณมิตรที่อยู่ข้างกันมายาวนาน และความน่ารักของคนทำหนังระดับโลกอย่างพี่เจ้ยที่ยังวาดรูปและเขียนการ์ดด้วยลายมือตัวเองส่งมาให้เสมอ
บางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ ‘9 วัด สู่สวรรค์’ จึงไม่ใช่คำตอบว่าการทำบุญครบ 9 วัดจะช่วยเปลี่ยนชะตาของใครได้จริงหรือเปล่า และไม่ใช่แม้กระทั่งว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริงไหม แต่อาจเป็นการได้มองมนุษย์ในเวลาที่กำลังกลัวจะสูญเสียบางอย่างไป ว่าเราจะเลือกเชื่อ เลือกทำ หรือเลือกประคองกันต่ออย่างไร เพราะเมื่อถอดเรื่องวัด พิธีกรรม และความเชื่อออกจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ตรงกลางก็ยังเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดเรื่องหนึ่งของมนุษย์ คือ “การพยายามทำทุกอย่างเท่าที่ตัวเองจะทำได้เพื่อโอกาสสุดท้ายที่ง่ายและงามเสมอ” ก่อนทุกอย่างจะสูญสลายไป
‘9 วัด สู่สวรรค์’ จึงน่าสนใจไม่ใช่เพียงเพราะหนังเดินทางไปถึงคานส์ คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ และกำลังเดินหน้าต่อในฐานะตัวแทนประเทศไทยสู่การพิจารณารางวัลออสการ์ แต่เพราะเส้นทางของหนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นอีกครั้งว่า ศักยภาพของคนทำหนังไทยไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้ต่างประเทศเป็นคนยืนยัน หากสิ่งที่ยังต้องช่วยกันตอบให้ได้คือ เราจะสร้างระบบแบบไหนให้หนังที่แตกต่างมีโอกาสเกิด มีพื้นที่ฉาย และมีเวลามากพอที่จะหาคนดูของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้โลกปรบมือให้ก่อน แล้วประเทศไทยจึงค่อยหันกลับมามอง

“เพียงคำเดียวที่ปรารถนา อยากฟังให้ชื่นอุรา….”
นี่น่าจะเป็นบทสัมภาษณ์หนังเรื่องแรกที่เราลัดคิว ชวนคุยเรื่องเพลงประกอบก่อนพล็อตเรื่องหรือรางวัลระดับโลกเลยก็ว่าได้ เพราะทันทีเพลง ‘เพียงคำเดียว’ ดังขึ้นมา มันไม่ได้ทำหน้าที่แค่เปิดเพลงย้อนวัย แต่กำลังส่งสัญญาณถึงกุญแจสำคัญบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในการเดินทางครั้งนี้

โบ๊ต : พอจะเล่าถึงเหตุผลเบื้องหลังได้ประมาณหนึ่งครับ (ยิ้ม) หลัก ๆ เลยมันคือเพลงที่ทั้งตัวผมและโอมต่างได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ มันเป็นบทเพลงที่ทุกครั้งเวลาได้ยิน ทำนองและเสียงร้องจะดึงภาพความทรงจำเกี่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่าให้ย้อนกลับมาทันที เราฟังแล้วจะนึกถึงเจเนอเรชันของพวกท่านขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ด้วยความที่สารตั้งต้นของ 9 วัด สู่สวรรค์ มันถูกพัฒนาขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงของตัวผมเอง ในฐานะเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมากับคุณย่า การได้ยินเพลง เพียงคำเดียว มันทำให้เราหวนนึกถึงบรรยากาศในยุคสมัยนั้นอย่างชัดเจน เราจึงอยากจะหยิบเอาบทเพลงนี้มาบันทึกความรู้สึก บันทึกมวลความทรงจำตรงนั้นเอาไว้ในภาพยนตร์
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องเจาะจงว่าเป็นเพลงนี้… เหตุผลสำคัญคือเรื่อง ‘ความหมาย’ ของมันครับ ท่อนเปิดวรรคแรกของเพลงที่ร้องว่า “เพียงคำเดียวที่ปรารถนา อยากฟังให้ชื่นอุรา…” ถ้าทุกคนได้เข้าไปดูในโรงภาพยนตร์แล้ว จะเข้าใจทันทีเลยว่าทำไมต้องเป็นเพลงนี้ เพราะมันมีมิติที่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการ ‘อัดเสียง’ หรือการบันทึกเสียงบางอย่างในเรื่องด้วย ซึ่งอันนี้ผมอยากชวนให้ลองไปดูในหนังกันเองครับ มันมี ‘เพียงคำเดียว’ ที่ใครบางคนอยากได้ยินจริง ๆ และมันผูกโยงอยู่กับสายใยความผูกพันอันลึกซึ้งของคนในครอบครัวนี้อย่างแนบแน่นครับ
การเดินทางของ “9 วัด สู่สวรรค์” (9 Temples to Heaven)
โบ๊ต : หลังจากที่ผมทำหนังสารคดียาวเรื่อง หมอนรถไฟ (2016) ผมก็รู้สึกว่าเราอยากทำหนังต่อไป ทีนี้เรื่องอะไรล่ะที่จะอยากทำมากที่สุด ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงไอเดียนี้ตลอดเวลา เรื่องการไปทำบุญกับครอบครัว การทำบุญ 9 วัด เราก็รู็สึกว่าดูเหมือนไอเดียนี้จะไม่หลุดจากหัวของเรา เราคิดถึงเรื่อย ๆ ก็เลยรู้สึกว่าเราอยากทำสิ่งนี้แหละ เพราะส่วนหนึ่งผมสนใจเรื่องการเดินทางอยู่แล้ว หมอนรถไฟก็เป็นเรื่องของการเดินทาง 9 วัดก็เป็นเรื่องของการเดินทาง ก็ถือเป็นการต่อยอด
จุดเริ่มต้นจริง ๆ มันมาจากประสบการณ์ตรงที่ผมได้ร่วมเดินทางไปทำบุญกับครอบครัวครับ ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวใหญ่ที่ชอบเข้าวัดทำบุญ ตักบาตรกันเป็นประจำตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมเติบโตมากับคุณย่า คุณย่าก็จะพาเข้าวัด ใส่บาตรอยู่ตลอด การไปวัดเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนกัน เราโตมาโดยมีพุทธศาสนาแฝงฝังอยู่ในวิถีชีวิตเสมอ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เราได้มีโอกาสไปร่วมทริปทำบุญ 9 วัดภายใน 1 วัน ผมค้นพบว่าเอาเข้าจริง ๆ ภายในกรอบเวลาแค่วันเดียว มันมีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายมหาศาล ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวใหญ่ เวลาเดินทางทีก็ต้องอัดแน่นรวมกันอยู่ในรถตู้ ซึ่งโดยปกติแล้วพวกเราไม่ได้มีโอกาสมารวมตัวกันบ่อยนัก กิจกรรมเดียวที่ทำให้ทุกคนต้องมาเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็คือเรื่องทางศาสนา การทำบุญนี่แหละ

แล้วภาพการที่คนในครอบครัวหลายช่วงวัยมารวมตัวกันในพื้นที่จำกัด ตระเวนไปวัดนั้นออกวัดนี้ ถวายสังฆทานซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่เช้าตรู่จนกระทั่งค่ำมืด มันเต็มไปด้วยความเร่งรีบ มีบทสนทนา มีเรื่องราวสารพัดที่ผุดขึ้นมาตลอดเส้นทาง ผมรู้สึกทันทีว่านี่คือวันที่มีความพิเศษมาก และการเดินทางผ่านมิติของเวลาใน 1 วันแบบนี้ มันมีโครงสร้างทางดราม่าและจังหวะเวลาที่น่าสนใจ เหมาะมากกับการนำมาพัฒนาเป็นภาพยนตร์
พอเราเริ่มตั้งต้นพัฒนาบท เราก็มองเห็นภาพชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า หนังในรูปแบบที่เราต้องการจะเล่า มันไม่ใช่สไตล์ที่จะเดินเข้าไปของบประมาณจากสตูดิโอใหญ่ ๆ แล้วเขาจะอนุมัติเงินก้อนให้เรามาทำได้ทันที ดังนั้น ทางเลือกเดียวที่จะทำให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจริงได้ คือการมองหาทุนสนับสนุนทางศิลปะและทุนให้เปล่า ซึ่งมีทั้งกองทุนในประเทศไทยและกองทุนจากต่างประเทศ แต่ถึงอย่างนั้น ทุนต่างชาติก็ไม่ได้มีที่ไหนให้เงินก้อนเดียวแล้วสร้างหนังได้เลย มันจึงเป็นกระบวนการของการเก็บเล็กผสมน้อยจากหลากหลายประเทศ ค่อย ๆ รวบรวมและประกอบร่างทีละส่วน จนกระทั่งได้งบประมาณตามที่เราสามารถใช้ถ่ายทำได้จริงครับ
โอม : สุดท้ายโปรเจกต์นี้จึงกลายเป็นการรวมพลังกันของถึง 8 ประเทศครับ ในการเข้ามาร่วมสร้าง (Co-production) ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง ได้แก่ ไทย, สิงคโปร์, ฝรั่งเศส, นอร์เวย์, จีน, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย และกาตาร์
โบ๊ต : เอาเข้าจริง ถ้าจะนับกันอย่างละเอียด มันอาจจะมากกว่า 9 แหล่งทุนด้วยซ้ำครับ เพราะเรายังมีทุนยิบย่อยจากประเทศญี่ปุ่นและอิตาลีเข้ามาช่วยซัปพอร์ตอีก เพียงแต่สัดส่วนของเม็ดเงินอาจจะไม่ได้มากเท่ากับกลุ่มประเทศหลักที่โอมกล่าวไป
ถ้าถามว่านับตั้งแต่เริ่มปิ๊งไอเดียจนถึงวันที่ถ่ายทำเสร็จสมบูรณ์ ใช้เวลาทั้งหมดเท่าไหร่ ตอบได้เลยว่า 9 ปีครับ แต่ถ้าเทียบกับเวลาที่หนังได้ออกฉายจริง ก็คือ 10 ปีพอดี เพราะผลงานเรื่องก่อนหน้าอย่าง “หมอนรถไฟ” (Railway Sleepers) ฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อปี 2016 ส่วน “9 วัด สู่สวรรค์” ได้มาฉายในปี 2026 ช่วงหลังจากหมอนรถไฟเสร็จ เราต้องใช้เวลาเดินทางไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ เพื่อฉายหนัง กว่าจะได้เริ่มนั่งลงทำงานและพัฒนาบทกับ 9 วัดสู่สวรรค์ อย่างจริงจังก็คือ 1 ปีหลังจากนั้น มันจึงเป็นการเดินทางตลอด 9 ปีเต็มในการพัฒนาและปลุกปั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาครับ
โอม : ในส่วนของการเลือกวัด ถ้าเป็นเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้ในหนังเรื่องนี้ จุดโฟกัสคือการเป็นวัดที่คุณย่าอยากไป และเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเกิดของคุณย่า นั่นก็คือจังหวัดสมุทรปราการครับ

โบ๊ต : แต่ถ้าเป็นเกณฑ์ของครอบครัวผมจริง ๆ เราเน้นความสะดวกเป็นหลักเลยครับ เน้นว่าในเชิงการเดินทางมันต้องเป็นไปได้จริงที่จะเก็บให้ครบทั้ง 9 วัดภายใน 1 วัน เพราะเอาเข้าจริง ๆ มันคือการแข่งกับเวลาตลอดทั้งวัน เจอวัดไหนตามเส้นทางที่พอจะแวะได้เราก็ไป แล้วบางทีครอบครัวผมจะเลือกวัดที่คนไม่ค่อยไปกันด้วยซ้ำ ที่บ้านจะมองในมุมที่ว่า อยากช่วยกระจายรายได้และทำนุบำรุงวัดที่คนไม่ค่อยเข้า แต่ผมก็เคยไปร่วมทริปทำบุญ 9 วัดกับที่อื่นเหมือนกัน ซึ่งเงื่อนไขเขาก็จะแตกต่างกันไป เช่น ต้องเน้นไปเฉพาะวัดดัง ๆ วัดที่เป็นกระแส ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นส่วนตัวผมมองว่ามันยากมาก และอาจจะทำไม่ทันตามเป้า 9 วัด เพราะการเดินทางและการจราจรมันไม่ง่ายเลย
ในแง่เรื่องเล่าของภาพยนตร์ ครอบครัวนี้เลือกที่จะเดินทางไปยังวัดที่มีสายใยความผูกพันกับพวกเขาโดยตรง แม้ว่าปัจจุบันทุกคนในครอบครัวจะย้ายเข้ามาลงหลักปักฐานอยู่ในกรุงเทพฯ กันหมดแล้ว แต่พวกเขากลับเลือกที่จะย้อนกลับไปทำบุญที่สมุทรปราการ เพราะที่นั่นคือบ้านเกิด เป็นคลังความทรงจำที่พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับวัดเหล่านี้ ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ มันก็คือเรื่องจริงของตัวผมเองด้วย เพราะผมก็มีความผูกพันกับวัดเหล่านั้นเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่เด็กในฐานะคนสมุทรปราการ
โอม : ภาพของวัดทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ จึงเป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการทั้งหมดเลยครับ

พื้นที่ทับซ้อนของความต่างวัย : เมื่อศรัทธาทำหน้าที่เยียวยาความไม่มั่นคงในจิตใจ
โบ๊ต : หลัก ๆ ผมคิดว่ามันคือการสื่อสารเพื่อสำรวจสองประเด็นสำคัญ อย่างแรกคือการเข้าไปสำรวจ ‘ความเชื่อที่หลากหลาย’ ของผู้คนหลากวัยที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะในเรื่องนี้สมาชิกในครอบครัวมีถึง 9 คน ตั้งแต่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงรุ่นหลาน แน่นอนว่าพอเป็นคนละวัย ต่างคนก็ต่างความคิด มีระดับความเชื่อและความเข้าใจต่อโลกที่ไม่เท่ากัน ในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้จึงทำหน้าที่สะท้อนความจริงขั้นพื้นฐานของมนุษย์ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยไหน สิ่งที่เราทุกคนต้องเผชิญหน้าเหมือนกันก็คือความสุขและความทุกข์ในชีวิต
แล้วศาสนาก็เข้ามาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือยึดเหนี่ยว เป็นที่พึ่งทางใจ หรือเป็นทางออกหนึ่งในการจัดการกับปัญหา แต่ดีกรีความศรัทธาและความเชื่อของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน หนังเลยพาไปศึกษาว่า มนุษย์เรานำศาสนาและความเชื่อแบบพุทธมาใช้เพื่อเยียวยาความไม่มั่นคง ความกลัว และความกังวลในชีวิตอย่างไร ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ ในทางศาสนาเราทุกคนรู้ดีว่า ‘ความเป็นและความตาย’ คือสัจธรรมอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ในทางความรู้สึก มนุษย์เราก็อดไม่ได้ที่จะอยากเหนี่ยวรั้ง ยื้อเวลาเอาไว้ให้นานที่สุดเมื่อมันเกิดขึ้นกับคนที่เรารัก

โอม : ในมุมของผม หนังเรื่องนี้มีความเป็นปลายเปิดสูงมาก มันจำลองภาพกิจกรรมทางศาสนาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย และพยายามสื่อสารให้เห็นว่า ในครอบครัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายอย่างที่โบ๊ตบอก สิ่งที่หนังพยายามพาคนดูไปร่วมครุ่นคิดต่อก็คือ ท้ายที่สุดแล้วเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดขนาดนี้ แน่นอนว่าเส้นเรื่องหลักคือการพยายามพาคุณย่าตระเวนไปวัด แต่ระหว่างทาง เราจะได้เห็นมุมมองของสมาชิกแต่ละคนที่ช่วยกันคิด ช่วยกันถกเถียงว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นี้ ความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไรกันแน่
โบ๊ต : ผมเชื่อมั่นว่าตัวหนังไม่ได้ต้องการจะฟันธงหรือชี้ถูกผิดไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพราะนั่นคือความตั้งใจตั้งแต่ต้นของเรา เรามองว่าทุกคนในครอบครัวนี้ต่างมีความปรารถนาดี (Good Intention) ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือความอยากให้คุณย่ามีความสุขและปลอดภัย
เมื่อมีคนมาทักว่า “คุณย่ากำลังจะเสียชีวิต คำถามคือเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยคุณย่า?” ซึ่งแต่ละคนในบ้านก็มีกลวิธี มีชุดความคิดในการแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกันเลย แต่ไม่ว่าจะคิดต่างกันแค่ไหน ทุกคนก็ยังคงเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แล้วเราจะประคับประคองให้การเดินทางครั้งนี้ไปต่อได้อย่างไร ขณะเดียวกัน เมื่อเราพูดถึงเรื่องการทำบุญ เข้าวัด และบริบทของพุทธศาสนา หนังเรื่องนี้ก็ชวนเราย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า แท้จริงแล้วศาสนาสอนอะไรเรากันแน่?
ในมุมหนึ่ง ศาสนาพร่ำสอนว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คือเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องยอมรับ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การทำบุญสะเดาะเคราะห์คืออะไร พิธีกรรมเหล่านี้มีไว้เพื่อผลลัพธ์ปาฏิหาริย์ที่เราเฝ้าขอพร หรือจริง ๆ แล้วพิธีกรรมเป็นเพียง ‘กุศโลบาย’ อันแยบคายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงให้ผู้คนได้กลับมาอยู่ร่วมกัน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และตั้งจิตไปสู่ทิศทางเดียวกัน หนังจึงพยายามโยนประเด็นเหล่านี้ลงไปเพื่อให้คนดูได้ร่วมขบคิด ผ่านการปะทะกันของคาแรกเตอร์และสถานการณ์จริงที่ตัวละครทั้ง 9 คนต้องเผชิญครับ

พื้นที่สีเทาใต้ร่มกาสาวพัสตร์ : ไม่เหมารวม ไม่ศรัทธาบอดใบ้ แต่เข้าใจในฐานะปัจเจก
โบ๊ต : ในประเด็นเรื่อง “พุทธพาณิชย์” อันนี้ผมอยากให้ลองไปดูในหนังกันเองครับ แต่ส่วนตัว ผมเชื่อว่าเรื่องความเป็นพุทธพาณิชย์มันเป็นสิ่งที่สังคมพุทธในไทยทุกคนรู้อยู่แก่ใจ และเข้าใจปรากฏการณ์นี้กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
เอาเข้าจริง หนังเรื่องนี้ก็มีภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดนี้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องของ ‘ข้าวของ’ ที่นำมาใช้ในการทำสังฆทาน รวมถึงการบริหารจัดการสิ่งของเหล่านั้นในวัดว่าเป็นอย่างไร เพราะผมรู้สึกว่า ทันทีที่วัดนำพิธีกรรมแบบการถวายสังฆทานมาใช้เป็นกลไกหลัก มันจะมีเรื่องของวัตถุเข้ามาเกี่ยวข้องมหาศาล แล้วกระบวนการหมุนเวียนจัดสรรสิ่งของเหล่านั้นมันดำเนินไปแบบไหน สิ่งเหล่านี้คือภาพที่หนังหยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็น และเป็นประเด็นที่ผมใคร่ครวญคิดถึงมันมาตลอดครับ
ส่วนคำถามเรื่องข่าวคาวของวงการสงฆ์ที่มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งก่อนหน้าหรือระหว่างที่กำลังถ่ายทำ ถามว่ามันส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดไหม สำหรับผมมันไม่ได้ส่งผลเฉพาะแค่ในขั้นตอนการทำงานภาพยนตร์เรื่องนี้หรอกครับ แต่มันคือสิ่งที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดและความสัมพันธ์ระหว่างตัวผมกับพุทธศาสนามาโดยตลอดทั้งชีวิตอยู่แล้ว เพราะเรื่องราวทำนองนี้มันมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ผมยังเด็ก เรื่องพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคพระยันตระหรืออีกหลาย ๆ กรณีที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์
แม้กระทั่งในครอบครัวของผมเอง ซึ่งเป็นบ้านที่ศรัทธาในพุทธศาสนามาก ๆ ผมในฐานะลูกก็เฝ้าสังเกตการณ์วิธีรับมือของคุณพ่อคุณแม่ต่อข่าวพระเหล่านี้มาตลอด ว่าในวันที่ศรัทธาของเขาถูกท้าทาย เขามีท่าทีอย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไร และจะวางใจไปต่อแบบไหน สิ่งเหล่านี้มันจึงซึมลึกอยู่ในสายเลือดและในสายตาที่ผมใช้มองสังคมมาตลอด

สิ่งที่ผมพยายามตกผลึกก็คือ ท้ายที่สุดแล้วเราต้องเข้าใจวิธีการจัดหมวดหมู่ และแบ่งแยกความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับศาสนาให้ออก เราต้องแยกให้ออกระหว่าง คำสอนของพระพุทธองค์ กับ ศาสนาในฐานะสถาบันหรือองค์กร รวมถึงศาสนาในฐานะผู้สืบทอด ซึ่งมีทั้งฝั่งฆราวาสและฝั่งคณะสงฆ์เอง ผมรู้สึกว่าเราไม่สามารถนำทุกสิ่งทุกอย่างมารวมเป็นก้อนเดียวกัน แล้วตัดสินแบบเหมารวมว่า ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งแย่ แปลว่าทุกอย่างต้องพังทลายหรือเลวร้ายไปทั้งหมด การเข้าหาศาสนามันคือเรื่องของการทำความเข้าใจสภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งมีความเป็นปัจเจกบุคคลสูงมาก ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมองโครงสร้างขององค์กรสงฆ์ให้ออกด้วยตาที่เป็นจริง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีคำถามผุดขึ้นมาเยอะมากเกี่ยวกับพระที่ไม่ดี แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับว่าพระที่ดีและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ยังมีอยู่จริง
เพราะฉะนั้น เราจึงต้องใช้ชีวิตอยู่กับ ‘พื้นที่สีเทา’ ตรงนี้ตลอดเวลา หนังเรื่อง 9 วัดสู่สวรรค์ ก็พยายามพาไปมองลึกในพื้นที่ตรงนี้เช่นกัน ทั้งในมิติที่เราสามารถตั้งคำถามกับมันได้อย่างตรงไปตรงมา และในมิติที่คุณค่าของศาสนายังคงมีความหมายต่อจิตใจผู้คน หรือแม้กระทั่งการทำสังฆทาน ซึ่งดูเป็นกิจกรรมสามัญธรรมดาที่สุด สังฆทานมีความงดงามในตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีความน่าสงสัยในเชิงพิธีกรรมซ่อนอยู่หลายอย่าง ลำพังแค่โจทย์ที่ว่าเราต้องวิ่งรอกทำสังฆทานให้ครบ 9 ครั้งในเวลาเพียง 1 วัน มันก็ชวนให้เกิดคำถามขึ้นมาแล้วว่า สิ่งนี้ช่วยเยียวยาหรือแก้ปัญหาชีวิตได้จริงหรือเปล่า? ซึ่งหนังก็ได้พาไปสำรวจจุดนั้นอย่างละเอียด ผ่านสายตาของตัวละครทั้ง 9 ตัวที่มีชุดความคิดไม่เหมือนกันเลย และพยายามจำลองภาพสะท้อนของสังคมไทยออกมา ที่แต่ละคนต่างมองเห็นปัญหา และให้นิยามคุณค่าของศาสนาในมุมที่แตกต่างกันออกไปครับ
โอม : ในมุมมองของผม ผมคิดว่าระหว่าง ‘ศาสนา’ กับ ‘มนุษย์’ ในแง่หนึ่งเราอาจจะต้องแยกมันออกจากกัน ศาสนามีความหลากหลาย มีหลักคำสอน มีระบบความเชื่อ และมีชุดแนวคิดบางอย่างที่ดำรงอยู่ ส่วนคนหรือสถาบัน คือผู้ที่ทำให้คำสอนเหล่านั้นถูกนำมาขับเคลื่อนต่อในโลกความเป็นจริง ซึ่งแน่นอนว่าฝั่งของคนมันก็คือมนุษย์ธรรมดาที่มีกิเลส มีรัก โลภ โกรธ หลง ติดตัวมาด้วยกันทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ในบางมิติเราอาจจำเป็นต้องแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน มันเหมือนกับอุดมการณ์อื่น ๆ ในโลก เช่น แนวคิดเรื่อง ‘ประชาธิปไตย’ มันคือชุดความคิดที่สวยงามและถูกต้องในตัวมันเอง แต่เมื่อชุดความคิดนั้นต้องถูกนำมาสวมใส่ในร่างของมนุษย์ที่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ บางครั้งการกระทำมันอาจจะไม่ได้มุ่งตรงไปสู่วัตถุประสงค์ที่ดี หรือเป็นไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็นเสมอไป สิ่งเหล่านั้นมันเป็นความคลาดเคลื่อนที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องครับ

ปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่ : บทสนทนาว่าด้วยศรัทธา ตรรกะ และการมีอยู่ของโชคชะตา
ถ้าพูดตามหลักพุทธศาสนาจริง ๆ
สิ่งเหล่านี้เขาจะเรียกว่า ‘เหตุปัจจัย’
เมื่อเหตุถึง และปัจจัยแวดล้อมพร้อม
ทุกสิ่งจึงอุบัติขึ้นมาได้
มันย่อมมีเหตุและมีผลของมันเสมอ
โบ๊ต : ส่วนตัวผมมองว่า อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วเราไม่สามารถหาคำอธิบายให้มันได้ เราก็มักจะนิยามสิ่งนั้นว่าเป็น ‘ปาฏิหาริย์’ อะไรที่มันอยู่นอกเหนือตรรกะปกติที่เราจะทำความเข้าใจได้ เราก็มองว่ามันคือปาฏิหาริย์ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมตรง ๆ ว่าปาฏิหาริย์มีจริงไหม ในแง่นี้ผมเชื่อนะว่ามันมีจริง
แต่ถ้าถามลึกลงไปอีกว่า แล้วอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์นั้นขึ้นมา อันนี้ผมตอบไม่ได้ และไม่ได้มีคำตอบตายตัวให้มัน คือในชีวิตจริงของผม ผมเจอเหตุการณ์ประหลาด ๆ มาเยอะมาก เหตุการณ์ที่วิทยาศาสตร์หรือตรรกะปกติอธิบายไม่ได้ ซึ่งเราจะแปะป้ายมองว่ามันคือปาฏิหาริย์ก็ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้พยายามจะหาคำตอบเดียวเพื่อมาฟันธงว่ามันเกิดขึ้นเพราะเหตุผลกลใดกันแน่
ถามว่า ทำไมถึงไม่พยายามหาเหตุผล? คือบางทีมันอาจจะหาคำอธิบายไม่ได้ หรือต่อให้พยายามหา เราก็ไม่เจอเหตุผลที่เราพึงพอใจพอที่จะสรุปว่า ‘อ๋อ!!! มันเกิดจากสิ่งนี้นี่เอง’ เพราะฉะนั้น จุดยืนของผมจึงค่อนไปทางเชื่อว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริง เพียงแต่เราไม่ได้จำเป็นต้องไปรู้หรืออธิบายมันได้ทั้งหมดว่ามันเกิดจากอะไร และต้องทำพิธีแบบไหนถึงจะบันดาลให้ปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้นมาได้ครับ

โอม : ในมุมของผม วิธีคิดมันจะค่อนข้างเอียงไปทางเชิงคณิตศาสตร์ มากกว่าครับ อย่างเช่น การที่เรา 3 คนได้มานั่งคุยกันตรงนี้ในวันนี้ ถามว่ามันคืออะไร? ถ้าเราจะมองและตีความว่ามันคือปาฏิหาริย์ มันก็มองได้ หรือเราจะมองว่ามันเกิดขึ้นเพราะมีเหตุและผลบางอย่างที่เรายังไม่แน่ใจก็ได้ แต่สำหรับผม ในมิติของพื้นที่ (Space) และเวลา (Time) หนึ่ง ๆ ที่พาให้เรามาอยู่ตรงนี้พร้อมกัน มันไม่ใช่แค่ความบังเอิญที่ไร้ทิศทาง แต่มันคือเรื่องของ ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘ความน่าจะเป็น’ ทางสถิติที่ทำให้สิ่งสิ่งหนึ่งอุบัติขึ้นมาในโลก
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทุก ๆ ครั้งที่มีปรากฏการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น มันมักจะสร้างความอัศจรรย์ใจให้เราเสมอ ซึ่งอันนี้ผมยอมรับเลยว่ามันรู้สึกทึ่งทุกครั้ง เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้เลือกอธิบายมันผ่านคำว่าพรหมลิขิต หรือโชคชะตาฟ้ากำหนดขนาดนั้น เรามองว่ามันคืออุบัติการณ์ที่น่าทึ่งในความเป็นไปได้ของชีวิตครับ
โบ๊ต : คือที่พวกเราพยายามอธิบายตรงนี้ มันคือการถอดรหัสในเชิงความคิดและหลักการนะครับ แต่เอาเข้าจริงในเชิงปฏิบัติของชีวิตประจำวัน เวลาเราเจอเรื่องบังเอิญหรือเรื่องมหัศจรรย์อะไรสักอย่าง เราก็มักจะพูดแซวกันเล่น ๆ ตามประสาคนไทยว่า “เฮ้ย!!! แต้มบุญหมดหรือยังวะ?” หรือ “สงสัยช่วงนี้ทำแต้มบุญมาเยอะ” (หัวเราะ) ซึ่งถ้าขุดลงไปลึก ๆ เราเชื่อจริง ๆ ไหมว่าแต้มบุญที่เราสะสมไว้มันส่งผลให้เราได้ที่จอดรถในห้างพอดี? มันก็คงไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก แต่มันสะท้อนผ่านภาษาและวิธีคิดที่เราคุ้นเคยกันในวัฒนธรรม
ถ้าพูดตามหลักพุทธศาสนาจริง ๆ สิ่งเหล่านี้เขาจะเรียกว่า ‘เหตุปัจจัย’ เมื่อเหตุถึง และปัจจัยแวดล้อมพร้อม ทุกสิ่งจึงอุบัติขึ้นมาได้ มันย่อมมีเหตุและมีผลของมันเสมอ ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะเคยเชื่อในปาฏิหาริย์แบบ 100% เต็ม คิดว่าเรื่องพวกนี้ต้องเกิดจากสิ่งวิเศษ ดลบันดาลจากการไปขอพรพระศิวะ พระพรหม หรือการมูเตลูทุกสำนัก แต่พอเราโตขึ้น ผ่านโลกมากขึ้น แม้กระทั่งเรื่องการพบเจอกันโดยบังเอิญ เราก็เริ่มมองเห็นแล้วว่ามันมีเหตุผลและเงื่อนไขบางอย่างรองรับอยู่เสมอ จนบางทีก็ไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงปาฏิหาริย์มันมีจริงหรือไม่ หรือมันแค่เกิดขึ้นแล้วเราก็รับรู้ว่ามันเกิดขึ้น
สุดท้ายผมก็มองคล้าย ๆ แบบนี้แหละครับ คือเชื่อว่ามันมีเหตุปัจจัยบางอย่างที่นำพามาสู่สิ่งนี้ เพียงแต่มันอาจจะซับซ้อนจนหาคำอธิบายแบบเป๊ะ ๆ ได้ยาก และผมคิดว่ามันก็สนุกดีที่เราจะเลือกใช้คำว่า ‘ปาฏิหาริย์’ เรียกมันไปเลย มันทำให้ชีวิตมีสีสัน มีเสน่ห์ และทำให้การมองโลกมันสนุกขึ้น แม้ความจริงข้างหลังนั้น ทุกอย่างจะขับเคลื่อนด้วยเหตุปัจจัยของมันเองก็ตามครับ

At A Time Pictures : เมื่อเรื่องเล่าที่จริงใจที่สุดกลายเป็นภาษาที่ไร้พรมแดน เรียบง่าย ทรงพลัง
โอม : ในฐานะโปรดิวเซอร์และในมุมของ At A Time Pictures จุดเริ่มต้นและแก่นแกนสำคัญที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือเราทำโดยคิดถึงคนดูที่เป็นคนไทยเป็นหลักเลยครับ
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราสองคนคุยกันเสมอว่า ต่อให้โปรเจกต์นี้ต้องเดินทางไปตระเวนระดมทุนจากต่างประเทศ หรือมีโปรดิวเซอร์จากหลากหลายสัญชาติเข้ามาร่วมอยู่ในทีมสร้าง แต่ภาพของคนดูที่เราจินตนาการไว้ในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องได้นั่งดูหนังเรื่องนี้ในโรง ก็คือคนไทย เพราะเราเชื่อมั่นเหลือเกินว่า คนไทยด้วยกันนี่แหละที่จะดูแล้วเข้าใจทะลุปรุโปร่งที่สุด จะรู้ทันทีว่าไดนามิกที่กำลังเกิดขึ้นในแต่ละฉากมันคืออะไรกันแน่
อีกข้อหนึ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารออกไปให้ชัดเจนก็คือ แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีเส้นทางที่ต้องออกเดินทางไปฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติ แต่เป้าหมายสำคัญของเราคืออยากให้คนดูชาวไทยรับรู้ว่า นี่คือภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ และเป็นหนังที่เข้าถึงได้ง่ายมาก ๆ มันไม่ใช่หนังประเภทที่คุณต้องปีนบันไดดู หรือต้องพยายามขบคิดตีความจนปวดหัวแต่อย่างใด คุณสามารถติดตามเรื่องราว เอาใจช่วยตัวละคร และสัมผัสถึงความเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของตัวเองได้ตลอดทั้งเรื่อง นั่นคือโจทย์และการจัดวางตำแหน่งของหนังเรื่องนี้ที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกครับ

โบ๊ต : ใช่ครับ หนังเรื่องนี้ต่อให้มีโอกาสได้เดินทางไปเข้าฉายในอีกกี่สิบประเทศทั่วโลก แต่สุดท้ายแล้ว คนไทยเท่านั้นที่จะเข้าใจในรายละเอียดและเก็ตมุกทั้งหมดได้อย่างลึกซึ้งที่สุดจริง ๆ เชื่อผมได้เลยว่ามุกตลก จังหวะความโบ๊ะบ๊ะ และสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในวัด คนไทยดูแล้วจะหัวเราะออกมาได้แบบไม่มีชาติไหนเทียบได้แน่นอนครับ (ยิ้ม)
ส่วนสิ่งที่ทำให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติมองเห็นและตัดสินใจกระโดดเข้ามาร่วมงานกับเรา คือการที่เขาสามารถยึดโยง (Relate) เข้ากับแก่นสารที่คนทั้งโลกเข้าใจได้ นั่นคือ ‘ความเป็นครอบครัว’ ครับ
เพราะถ้าเราลองถอดเปลือกเรื่องศาสนาพุทธ พิธีกรรม หรือความเป็นไทยออกไปให้หมด สารตั้งต้นของหนังเรื่องนี้มันคือเรื่องของสมาชิกในครอบครัว 9 คนที่ตัดสินใจมารวมตัวกัน เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับคุณย่าซึ่งเป็นคนที่พวกเขารักที่สุด ทันทีที่มีคนมาทักว่าคุณย่ากำลังจะเสียชีวิต ครอบครัวนี้จึงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อเหนี่ยวรั้งท่านไว้ พล็อตและแรงขับเคลื่อนตรงนี้ ไม่ว่าคนชาติไหนในโลกฟังก็เข้าใจได้ทันที
แต่ในส่วนของรายละเอียดและกลวิธีการเล่า สิ่งที่ครอบครัวนี้เลือกทำคือการตระเวนไปทำบุญไหว้พระให้ครบ 9 วัด ซึ่งแน่นอนว่าในบริบทของศาสนาอื่นเขาอาจจะไม่เคยมีพิธีกรรมในรูปแบบนี้มาก่อน แต่เขาสามารถเทียบเคียงได้ เช่น ในศาสนาคริสต์มีธรรมเนียมการไปโบสถ์ หรือศาสนาอิสลามมีการไปละหมาดที่มัสยิด เขาสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกได้ทันทีว่า แม้ชุดพิธีกรรมภายนอกจะไม่เหมือนกัน แต่ ‘เจตจำนง’ ในการใช้ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นเกราะคุ้มกันความกลัว มันไม่เคยแตกต่างกันเลยไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลก

พาร์ตเนอร์ทุกประเทศที่ตอบรับและยินยอมพร้อมใจมาร่วมลงขันกับโปรเจกต์นี้ เขาเข้าอกเข้าใจมนุษยนิยมตรงนี้เป็นอย่างดี และในเชิงโครงสร้างภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้มันคือแนว ‘Road Trip Drama’ ดี ๆ นี่เองครับ มันคือการเดินทางบนท้องถนนจากวัดหนึ่งไปสู่อีกวัดหนึ่ง ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ความที่เขาอาจจะไม่ได้เข้าใจดีเทลวัฒนธรรมไทยแบบ 100% มันกลับกลายเป็นเสน่ห์ในสายตาของพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่เคยเห็นพิธีกรรมแบบนี้ในพื้นที่ภาพยนตร์มาก่อน ชาวต่างชาติจำนวนมากชอบมาท่องเที่ยวเมืองไทย ชอบความงดงามของวัดวาอาราม การที่หนังเรื่องนี้พาเขาไปสำรวจวัดในมิติที่เขาไม่เคยสัมผัส ผ่านแก่นเรื่องสากลที่เขาเข้าใจอยู่แล้ว มันเลยกลายเป็นประสบการณ์ที่พวกเขารู้สึกว่าน่าสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจมากครับ
โจทย์สากลของคนทำหนังอิสระ : เข้าใจธรรมชาติของเกมแล้วใช้มันเปิดบทสนทนาระดับโลก
โบ๊ต : ส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับความจริงกันตรง ๆ เลยครับว่า ภาพยนตร์อิสระเราไม่ได้มีงบประมาณในการโปรโมตหรือยิงโฆษณามากมายขนาดนั้น ลำพังแค่งบที่จะกระจายข่าวออกไปให้คนทั่วไปรับรู้ว่า ‘หนังเรื่องนี้จะเข้าโรงฉายแล้วนะ’ แค่นี้ก็ถือเป็นด่านแรกที่ยากมากแล้ว และต่อให้เราผ่านด่านนั้นไปได้ จนทุกคนรับรู้ว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่ คำถามต่อมาคือเขาจะอยากก้าวขาเข้ามาซื้อตั๋วดูในโรงไหม? อันนี้ก็เป็นอีกด่านหนึ่งที่มีความท้าทายสูงมากสำหรับคนทำหนังอิสระ
แต่ในมุมของผม ผมมองว่าการมีอยู่ของหนังประเภทนี้มันสำคัญมาก ๆ เพราะสำหรับผม ภาพยนตร์มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขหรือเม็ดเงินรายได้เพียงอย่างเดียว แต่มันทำหน้าที่ในการสะท้อนภาพของสังคมด้วย ยิ่งกับ 9 วัดสู่สวรรค์ มันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทยจำนวนมากจริง ๆ วิถีชีวิตและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง มีเพียงคนไทยเท่านั้นที่จะเก็ตและเข้าใจมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ผมใส่รายละเอียดและมุกตลกหลาย ๆ อย่างลงไปในหนังเรื่องนี้เพื่อคนไทยโดยเฉพาะเลย
ฉะนั้น ในแง่นี้ผมจึงมองว่า ตัวหนังได้ทำหน้าที่ในการบันทึกและสะท้อนความเป็นไปของสังคมอย่างสมบูรณ์แล้ว เป้าหมายของพวกเราจึงไม่ได้ถูกผูกไว้กับมิติของตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่เรามองลึกไปถึงคุณค่าในการทำหน้าที่ตรงนี้ของมันด้วยครับ

โอม : ในมุมมองของผมและ At A Time Pictures เวลาที่ผมกับโบ๊ตเดินทางไปพิทช์โปรเจกต์ในต่างประเทศ ทันทีที่เราบอกว่าพวกเราเป็นคนทำหนังที่มาจากประเทศไทย ทุกคนในวงการระดับสากลจะตื่นเต้นและยินดีกับเรามาก ๆ เพราะประเทศไทยน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ ถ้าเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้กระทั่งในระดับเอเชียด้วยกัน ที่มีรากฐานแข็งแรงทั้งในฝั่งของ ‘หนังเชิงสตูดิโอ’ และแข็งแรงมาก ๆ ในฝั่งของ ‘ภาพยนตร์สายอาร์ต’ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่หาได้ยากมากในประเทศอื่น
สำหรับผม ความหลากหลายของประเภทภาพยนตร์มันสำคัญต่อระบบนิเวศมาก เพราะมันทำให้แต่ละฝั่งสามารถเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่อีกฝั่งหนึ่งอาจจะยังขาดอยู่ ซึ่งนั่นคือหัวใจที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีความสมบูรณ์

แน่นอนว่าถ้ามองในมิติของรายได้ เราเข้าใจดีว่ามันมีความท้าทาย แต่เอาเข้าจริง ๆ ภาวะที่หนังอิสระไม่ได้ทำเงินถล่มทลายในบ้าน มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแค่กับหนังไทยหรอกครับ แต่มันเป็นปรากฏการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นกับภาพยนตร์อิสระทั่วโลก ถ้าคุณเลือกที่จะก้าวเข้ามาอยู่ในเกมของหนังอิสระ มันจะมีภาพของความเป็นจริงชุดนี้ที่คนทำหนังทุกคนเข้าใจร่วมกันอยู่แล้ว แต่ในทางกลับกัน หนังเหล่านี้มันกลับเปิดโอกาสให้พวกเราได้เข้าไปมีบทบาทในการพูดคุย แลกเปลี่ยนในเชิงลึกกับคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลก ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่เราตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นมาโดยตลอดครับ
โบ๊ต : เอาเข้าจริง มันคือกระบวนการต่อยอดซึ่งกันและกันนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ทันทีที่ภาพยนตร์อิสระสามารถนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ หรือเปิดทางเลือกทางสุนทรียะใหม่ ๆ ให้กับการสร้างงานศิลปะ ฝั่งหนังสตูดิโอหรือหนังกระแสหลักเขาก็จะมองเห็นว่า อ๋อ!!! มันมีพื้นที่ตรงนี้อยู่นะ ที่เขาสามารถลองขยับขยายขอบเขตออกไปแตะได้ ในขณะเดียวกัน คนทำหนังอิสระเองก็ได้เรียนรู้และศึกษาจากหนังสตูดิโอเหมือนกันว่า มันมีองค์ประกอบ จังหวะ หรือเทคนิคแบบไหนที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสื่อสารกับคนดูให้กลมกล่อมขึ้นได้
และถ้าเรามองแนวโน้มของโลกภาพยนตร์เทศกาลในปัจจุบัน ผมรู้สึกว่าเส้นแบ่งตรงนี้มันเริ่มมีความเหลื่อมซ้อนกันมาก ๆ หนังที่ไปฉายตามเทศกาลระดับโลกหลายเรื่องกลายเป็นหนังที่ดูง่าย ดูสนุก และเข้าถึงคนทั่วไปได้อย่างน่าทึ่ง มันเกิดการเบลนด์พรมแดนระหว่างสองโลกเข้าหากัน ในขณะที่หนังสตูดิโอยุคนี้ก็เริ่มมีความทะเยอทะยานและกล้าท้าทายคนดูมากขึ้น อาจจะไม่ได้เป็นงานที่ย่อยง่ายแบบสูตรสำเร็จเดิม ๆ แต่มีความซับซ้อนขึ้น ทว่าก็ยังสามารถทำเงินและตอบโจทย์ตลาดได้อยู่

ผมมองว่าสภาวะแบบนี้มันจำเป็นมากต่อการสร้างความหลากหลายและความคึกคักให้กับวงการ เพราะคนดูเอง ถ้าต้องเสพแต่งานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งซ้ำ ๆ ตลอดเวลา มันก็ย่อมเกิดความรู้สึกเบื่อ หรือเลี่ยนขึ้นมาได้เหมือนกัน มันเหมือนกับการกินข้าวนั่นแหละครับ บางทีเราก็ต้องการลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ ได้สัมผัสกลิ่นอายใหม่ ๆ เพื่อเปิดรับมิติอื่น ๆ ของชีวิตบ้าง ซึ่งภาพยนตร์อิสระก็ทำหน้าที่เป็นรสชาตินั้นให้กับคนดูครับ
“9 วัด สู่สวรรค์” (9 Temples to Heaven) สู่การเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 99
โบ๊ต : วันที่ข่าวประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ตอนนั้นพวกเรายังนั่งทำงานอยู่ที่ห้องแล็บโพสต์โปรดักชัน (Post-Production House) กันอยู่เลยครับ เพราะเอาเข้าจริง เรายังคงปรับแต่งคุณภาพของหนังกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเกรดสี ปรับจูนระบบเสียง เพื่อเตรียมทำไฟล์ DCP (Digital Cinema Package สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์) ให้พร้อมที่สุดสำหรับการเข้าฉายในไทย มันมีขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control) ที่ละเอียดและซับซ้อนมาก
ผมมารู้ข่าวจริง ๆ ตอนที่กำลังขับรถกลับบ้าน วินาทีแรกคือดีใจมาก และรู้สึกว่ามันเกินความคาดหมายไปเยอะมากจริง ๆ ครับ แม้ว่าก่อนหน้านั้นเราจะพอรู้ระแคะระคายมาบ้างว่า หนังของเราติดเป็น 1 ใน 8 เรื่องสุดท้ายที่เข้าสู่การพิจารณาของสมาพันธ์ฯ
โอม : ซึ่งทั้ง 8 เรื่องที่ติดเข้ามา ผู้กำกับและทีมงานหลาย ๆ คนก็คือเพื่อนพี่น้องในวงการที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดี
โบ๊ต : ใช่ครับ เป็นคนในวงการเดียวกันทั้งนั้น หนังของหลาย ๆ เรื่องในลิสต์เราเองก็ได้ดูมาแล้ว เราชอบงานของเขา และเราก็คอยเชียร์เพื่อน ๆ ในวงการด้วยกันอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น พอผลการคัดเลือกเคาะออกมาว่าเป็นหนังของเรา หวยมาลงที่โปรเจกต์นี้ เราก็มีความสุขและดีใจมากครับ มันคือเกียรติยศและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ผลงานของเราได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศไทย
84

แต่มากไปกว่าเรื่องของรางวัล ในมุมคนทำหนังอิสระที่ไม่ได้มีงบประมาณสำหรับการตลาดมากมาย การได้รับเลือกตรงนี้มันทำหน้าที่เหมือนป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ ที่ช่วยดึงสปอตไลต์ให้คนทั่วไปหันกลับมามองหนังเรื่องนี้ และอาจจะจุดประกายความอยากเข้ามาตีตั๋วดูในโรงภาพยนตร์มากขึ้น เพราะเป้าหมายสูงสุดของพวกเราตั้งแต่ Day 1 คือเราสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้ดู ถ้ากระแสจากออสการ์จะช่วยให้คนไทยหันมาสนใจและเดินเข้าโรงไปดูผลงานชิ้นนี้มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่น่ายินดีที่สุดสำหรับพวกเราแล้วครับ
โอม : ตอนที่รู้ข่าว เราสองคนก็อยู่ด้วยกันนะ แต่บรรยากาศในตอนนั้นมันไม่ได้มีจังหวะให้กระโดดดีใจแบบ “เย่!” ขนาดนั้นเลยครับ (หัวเราะ)
โบ๊ต : ถูกต้องเลยครับ คือความรู้สึกดีใจมันเกิดขึ้นแป๊บเดียวจริง ๆ แล้วหลังจากนั้นความกังวลระลอกใหญ่ก็พุ่งเข้ามาแทนที่ทันทีในหัวว่า “อุ๊ย ได้จริง ๆ เหรอเนี่ย… ถ้าอย่างนั้นเราต้องรีบเอาหนังเข้าโรงฉายแล้วสิ!” เพราะกฎเกณฑ์ของเวทีออสการ์เขามีเงื่อนไขระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ภาพยนตร์ที่จะมีสิทธิ์ส่งเข้าชิงในสาขานี้ จะต้องมีการเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในประเทศต้นทางให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน
เพราะฉะนั้น วินาทีที่สมาพันธ์ฯ ประกาศเลือกเราปุ๊บ สวิตช์ทุกอย่างในหัวต้องเปลี่ยนเป็นโหมดเร่งด่วนทันที มีเรื่องที่ต้องจัดการวิ่งชนพร้อมกันประมาณ 5 ล้านอย่างเลยครับ ทั้งการทำไฟล์ฉายให้เสร็จทันเวลา ทั้งการเร่งเครื่องวางแผนโปรโมตหนัง
โอม : ภาพในวันนั้นมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ คือมันไม่ใช่การเฉลิมฉลอง แต่เป็นความรู้สึกดีใจที่ถูกตามมาติด ๆ ด้วย…
โบ๊ต : …มันมาพร้อมกับคำว่า ‘ความรับผิดชอบ’ ก้อนมหึมาที่เราต้องแบกรับและทำให้สำเร็จให้ดีที่สุดครับ (ยิ้ม)

มากกว่าเพื่อนร่วมงาน คือกัลยาณมิตร : 24 ปีกับพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานกับพี่เจ้ย
นั่นคือ ‘การกล้าสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ’
โบ๊ต : ถ้าพูดถึงประสบการณ์แรกกับหนังของพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) มันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตผมเหมือนกันครับ ครั้งแรกที่ผมได้ดูงานของแกในโรงคือเรื่อง “สุดเสน่หา” (Blissfully Yours, 2002) พอดูจบปุ๊บ ความรู้สึกแรกคือคิดในใจว่า “เราไม่เคยเจอหนังไทยแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต”
ทั้งที่ตอนนั้นเราคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ขวนขวายดูหนังเยอะระดับหนึ่งแล้วนะ แต่พอเจอ สุดเสน่หา เข้าไป คืองงไปหมด “หนังมันเป็นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?” หนังไทยมันสามารถเล่าแบบนี้ได้ด้วยเหรอ? อันดับแรกเลยคือนักแสดงไม่มีใครที่เรารู้จักเลย เป็นนักแสดงโนเนมทั้งหมด ดูเป็นชาวบ้านธรรมดามาก ๆ เรื่องราวในเรื่องก็ดูสามัญธรรมดาที่สุด แต่ภาษาวิธีการเล่ามันเปิดโลกเรามากว่า ความเป็นไปได้ของภาพยนตร์มันกว้างขนาดนี้เลยเหรอ
ผมไม่ได้ถึงขั้นมีอาการทางกายแบบคนอื่นที่ดูแล้วรับไม่ไหวนะ แต่หัวสมองมันคิดไม่ตก มันหมกมุ่นและคิดถึงหนังเรื่องนั้นอยู่ตลอดเวลาว่านี่คืออะไร ทำไมเขาถึงกล้าทำแบบนี้ หลังจากนั้นผมก็เริ่มสนใจภาพยนตร์ทางเลือกอื่น ๆ มากขึ้นอย่างจริงจัง ขวนขวายไปหาดูทั้งหนังสารคดี หนังทดลอง หนังเล่าเรื่องรูปแบบต่าง ๆ มาเสพเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

ผมมองว่าภาพยนตร์มันก็เหมือนงานเขียนนั่นแหละครับ มันไม่ได้มีแค่นิยายแบบเส้นตรง แต่มันมีเรื่องสั้น มีกลอน มีบทกวี หนังของพี่เจ้ยก็คล้ายกับการพาเราไปสำรวจไวยากรณ์ใหม่ ๆ สำรวจภาษาภาพ ภาษาเสียง และวิธีการร้อยเรียงเรื่องราวด้วยรูปแบบอื่น ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานกับพี่เจ้ย นั่นคือ ‘การกล้าสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ’
ถ้านับเวลาจนถึงตอนนี้ ก็ร่วม 23–24 ปีแล้วครับที่ผมได้ทำงานกับพี่เจ้ย ผมเริ่มงานกับแกตั้งแต่เพิ่งเรียนจบสถาปัตย์เลย พี่เจ้ยเป็นเหมือนโรงเรียนการทำหนังแห่งแรกของผม ตอนเรียนจบมาผมไม่มีความรู้เรื่องโปรดักชันหนังเลยสักนิด ผมเดินเข้าไปสมัครฝึกงานกับพี่เจ้ยด้วยการยื่นพอร์ตโฟลิโองานสถาปัตย์ฯ แล้วบอกแกตรง ๆ เลยว่า “ผมไม่เคยทำหนังมาก่อนเลยครับ แต่ผมอยากศึกษาการทำหนังจริง ๆ รับผมไว้เถอะ” (หัวเราะ) พูดไปแบบนั้นเลย แล้วการได้ลงไปคลุกคลีในกองถ่ายจริง ได้ไปสัมผัสกองถ่ายต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย มันทำให้เราได้เห็นทั้งระบบที่คล้ายและต่างกัน นั่นแหละคือโรงเรียนภาพยนตร์ชั้นดีที่หล่อหลอมผมขึ้นมาครับ
ผมไม่เคยมีประสบการณ์ทางภาพยนตร์
ที่สามารถทำงานกับร่างกายเราได้ขนาดนั้น
มันเหมือนร่างกายเรามีปฏิกิริยาตอบสนองทางกายภาพต่อสิ่งที่เห็นบนจอ
มันเลยกลายเป็นภาพจำที่ลืมไม่ลง
โอม : ในส่วนของผม ช่วงเวลาอาจจะห่างออกมาหน่อย แต่ประสบการณ์แรกในการดูงานพี่เจ้ยก็สะเทือนใจไม่ต่างกันครับ หนังเรื่องแรกของพี่เจ้ยที่ผมได้ดูคือ “สัตว์ประหลาด” (Tropical Malady, 2004) โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังตอนที่ตัวละครหลุดเข้าไปอยู่ในป่า ผมไม่เคยมีประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่ภาพ เสียง แสง และความมืด มันสามารถทำงานกับร่างกายเราได้ขนาดนั้น มันเหมือนร่างกายเรามีปฏิกิริยาตอบสนองทางกายภาพต่อสิ่งที่เห็นบนจอ มันเลยกลายเป็นภาพจำที่ลืมไม่ลง และเป็นประสบการณ์การดูหนังอาร์ตครั้งแรกในชีวิตของผมที่น่าทึ่งมาก ๆ
พอช่วงหลัง ๆ ผมได้เข้ามารู้จักและทำงานร่วมกับพี่เจ้ยผ่านการแนะนำของโบ๊ต ในทุก ๆ มิติ พี่เจ้ยเป็นทั้งครู เป็นทั้งพี่ เป็นเพื่อนรุ่นพี่ และเป็นคนที่ผมสามารถเดินเข้าไปปรึกษาได้ในทุกเรื่องเสมอครับ

โบ๊ต : สำหรับ 9 วัดสู่สวรรค์ หนังเรื่องนี้ผลิตโดยมีฐานหลักคือบริษัท Kick the Machine ของพี่เจ้ย และ At A Time Pictures ของผมกับโอมครับ ในเชิงบทบาทการเป็นโปรดิวเซอร์ พี่เจ้ยจะเข้ามาช่วยมองในภาพกว้างในพาร์ตของศิลปะ แกก็ช่วยอ่านและคอมเมนต์บท แต่เอาเข้าจริง ๆ แกปล่อยให้พวกเราทำกันอย่างอิสระมาก ๆ เพราะสิ่งที่พี่เจ้ยกลัวที่สุดคือการที่ผมจะไปเดินตามรอยแก แกอยากให้ผมทำหนังในแบบที่เป็นตัวตนของผมจริง ๆ คำแนะนำของแกจึงเป็นเหมือนคอมเมนต์จากกัลยาณมิตรที่ดี ให้ความเห็นเสร็จแกก็ปล่อยให้เราตัดสินใจ แล้วคอยดูอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ
โอม : แต่ในเชิงการบริหารจัดการและการอำนวยการสร้าง พี่เจ้ยช่วยเยอะมากครับ ทั้งเรื่องการดูสัญญา และการดีลกับผู้คนในตลาดสากล เพราะการพาโปรเจกต์ออกไปขายข้างนอก เราจำเป็นต้องรู้เท่าทันว่าใครเป็นใครในวงการ ซึ่งพี่เจ้ยก็จะคอยให้คำแนะนำและช่วยสแกนให้เราตลอด
โบ๊ต : ยิ่งหนังเรื่องนี้เป็นการ Co-production ร่วมกันถึง 8 ประเทศ มันมีเงื่อนไขของสัญญาทางกฎหมายที่ซับซ้อนมหาศาล แต่ละประเทศมีข้อกำหนดไม่เหมือนกันเลย พี่เจ้ยที่มีประสบการณ์ทำหนังร่วมทุนระดับนานาชาติมาก่อน ก็จะเข้ามาช่วยตรวจเช็กความถูกต้อง ความเรียบร้อย และชี้ให้เห็นข้อควรระวังต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับพวกเรามากจริง ๆ
ถ้าถามถึงความน่ารักและความประทับใจที่มีต่อพี่เจ้ย… มันมีเยอะมากครับ ที่บอกว่าพี่เจ้ยเป็นเหมือนครู เอาเข้าจริงแกไม่เคยมานั่งเลกเชอร์หรือสั่งสอนอะไรพวกเราเลย แต่แกสอนเราผ่าน ‘สิ่งที่แกทำให้เห็น’
สิ่งแรกที่ผมประทับใจที่สุดคือ แกเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนมาก ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีคำว่าภาพยนตร์อิสระอยู่ในสารบบ พี่เจ้ยคือคนที่กรุยทางขึ้นมาตั้งแต่ก้าวแรก แกต้องต่อสู้และฟันฝ่ากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงความไม่เข้าใจของผู้คนมาเยอะมาก แต่แกก็ยังคงมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างไม่สั่นคลอน ตราบใดที่เราไม่ได้ไปทำร้ายใคร เราก็แค่เดินหน้าในทิศทางของเราอย่างซื่อสัตย์ ฟันฝ่าหาทางให้มันเกิดขึ้นมาให้ได้ นี่คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่มากที่ผมกับโอมได้ซึมซับมาจากแก

แล้วมองย้อนกลับไป ในขณะที่หนังเรื่องนี้ผมยังมีโอมและพี่เจ้ยคอยช่วยโปรดิวซ์ แต่สำหรับตัวพี่เจ้ยเอง แกต้องโปรดิวซ์ตัวเองมาโดยตลอด แกต้องสวมหมวกหลายใบพร้อมกัน ลงไปจัดการรายละเอียดทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ผมมองย้อนไปแล้วยังทึ่งไม่หายว่าแกเอาเรี่ยวแรงและพลังใจจากไหนมาต่อสู้และบริหารจัดการตัวเองได้ขนาดนั้น
และความน่ารักอีกอย่างที่สัมผัสใจพวกเราเสมอ คือพี่เจ้ยเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนรอบข้างมาก แกจะชอบซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ หรือเวลาส่งการ์ดมา แกจะนั่งวาดรูปเองด้วยลายเส้นของแก เขียนข้อความตัวหนังสือยาว ๆ ด้วยลายมือตัวเองส่งมาให้พวกเราเสมอ ผมยังแอบคิดเลยว่า ศิลปินระดับแกเอาเวลาว่างที่ไหนมานั่งทำสิ่งเหล่านี้ (ยิ้ม) แต่ทุกครั้งที่ได้รับข้อความหรือเปิดดูการ์ดที่พี่เจ้ยวาดให้ มันทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก มันสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าแกจะก้าวไปไกลแค่ไหนในระดับโลก แต่แกไม่เคยละเลยความละเอียดอ่อนและความผูกพันที่มีต่อผู้คนรอบตัวเลยครับ

เสียงปรบมือที่คานส์ : เมื่อโลกไม่ได้ตั้งคำถามเพราะไม่เข้าใจ แต่ถามเพราะอยากรู้จัก
โบ๊ต : ภาพรวมฟีดแบ็กหลังหนังฉายจบที่คานส์ถือว่าดีมาก ๆ เลยครับ คือก่อนฉายพวกเราเองก็มีความกังวลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน การได้ไปคานส์แน่นอนว่ามันคือความภาคภูมิใจ แต่ในเวลาเดียวกัน เราทุกคนรู้ดีว่าคานส์คือเวทีที่ความคาดหวังของคนดูและนักวิจารณ์สูงลิบลิ่ว บรรยากาศที่นั่นคือถ้าเขาชอบเขาก็จะปรบมือชื่นชมแบบสุดโต่ง แต่ถ้าเขาไม่ชอบเขาก็ด่าตรง ๆ แบบไม่ไว้หน้า แล้วกระแสข่าวหรือรีวิวมันแพร่กระจายไปทั่วโลกเร็วมากในชั่วข้ามคืน
แต่ปรากฏว่าพอหนังฉายจบ เสียงวิจารณ์โดยรวมออกมาดีมาก ๆ มีนักวิจารณ์และสื่อต่างชาติเข้ามาขอพูดคุย ขอสัมภาษณ์เยอะมาก เรารับรู้ได้ทันทีว่ามวลพลังงานและปฏิกิริยามันเป็นไปๆในทิศทางบวกอย่างชัดเจน
สิ่งที่ทำให้พวกเราดีใจที่สุดคือ คนต่างชาติที่เดินเข้ามาคุยกับเรา เขาไม่ได้เข้ามาในลักษณะของคนที่ดูหนังแล้ว ‘ไม่เข้าใจ’ เพราะติดกำแพงเรื่องภาษา วัฒนธรรม หรือศาสนาเลย แต่เขากลับเข้าใจตัวสารของหนังเป็นอย่างดี เพียงแต่เขาอยากจะรู้รายละเอียดเชิงลึกเพิ่มเติม เช่น เข้ามาถามว่า “ทำไมต้องเป็นเลข 9?” หรือถามว่าการตระเวนทำบุญ 9 วัดแบบนี้ มันเป็นไอเดียที่ถูกเขียนขึ้นมาเฉพาะในบทภาพยนตร์ หรือคนไทยเขาทำกิจกรรมนี้กันจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน? เพราะในสายตาของเขา เขารู้สึกว่าสิ่งที่ครอบครัวนี้ทำมันดูมหัศจรรย์และแปลกตามาก จนเขาไม่แน่ใจว่านี่คือวิถีปกติของคนไทยหรือเปล่า
ด้วยความที่ตั้งแต่ต้น เราตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ให้คนไทยดูเป็นหลัก ในตัวหนังเราจึงไม่ได้ใส่บทบรรยายหรือพยายามหาทางอธิบายว่า พิธีกรรมนี้คืออะไร ต้องกราบแบบไหน หรือทำไมต้องถวายสังฆทาน เราปล่อยให้ตัวละครดำเนินชีวิตไปตามปกติเหมือนที่คนไทยทำกันในชีวิตจริง เพราะคนไทยมองปราดเดียวก็เก็ตอยู่แล้ว เราไม่ได้ทำหนังเพื่อเอาใจต่างชาติ ดังนั้น เมื่อคนดูต่างชาติเข้ามาดู เขาจึงต้องอาศัยการสังเกตและปะติดปะต่อบริบททางวัฒนธรรมเหล่านี้ด้วยตัวเอง
ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ สิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนนี่แหละ ที่กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้เขาสนใจมาก ๆ แค่ฉากที่มีการยกกล่องบรรจุภัณฑ์หรือถังข้าวของไปประเคนถวายพระ เขาก็สงสัยแล้วว่างงว่าสิ่งนี้คืออะไร มันกลายเป็น Activity ทางความเชื่อที่เขาตื่นตาตื่นใจและมองว่าน่าสนใจมาก ๆ ครับ

ทางแพร่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ : ระหว่างกลไกตลาดเสรีกับการโอบอุ้มมรดกทางวัฒนธรรม
โบ๊ต : สำหรับตัวผมเอง ผมมองว่าการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิง หรือฟอร์แมตใหม่ ๆ อย่างวิดีโอแนวตั้ง มันก็เป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกในการเสพสื่อของผู้บริโภค ซึ่งมันดำเนินไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน และถ้ามองในเชิงภาพรวม มันคือการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและสังคมที่เราในฐานะคนทำงานก็ต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ของโลกด้วย เราคงไม่สามารถไปดึงดันหรือฝืนให้ทุกอย่างหยุดนิ่งและคงเดิมตลอดไปได้ เพราะนั่นมันผิดธรรมชาติและความเป็นไปของโลก
แต่ในขณะเดียวกัน ผมยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ‘ประสบการณ์ในการเดินเข้าโรงภาพยนตร์’ ยังคงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและมีคุณค่าในตัวเองอย่างไม่อาจทดแทนได้ การได้เข้าไปนั่งดื่มด่ำกับมิติของภาพและระบบเสียงอย่างเต็มอิ่มบนจอขนาดใหญ่ในความมืด มันเป็นประสบการณ์ทางผัสสะที่จอเล็ก ๆ บนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตไม่มีทางมอบให้ได้เลย
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า แล้วเราจะทำอย่างไรให้โอกาสในการเข้าถึงภาพยนตร์ในโรงยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้ หนังแบบพวกเราจะมีพื้นที่และโอกาสมากน้อยแค่ไหนในระบบนี้? ซึ่งผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างจริงจังจากหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อทำให้หนังไทยสามารถยืนระยะอยู่ได้ และผมไม่ได้หมายถึงแค่หนังอิสระแบบผมเท่านั้นนะครับ แม้กระทั่ง ‘หนังสตูดิโอไทย’ ขนาดใหญ่ในระบบ ทุกวันนี้เขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเดียวกัน นั่นคือการถูกเบียดโควตาและโดนถอดออกจากโปรแกรมฉายอย่างรวดเร็วเกินไป
ในแง่หนึ่ง หลายคนอาจจะมองว่านี่คือเรื่องของสิทธิของคนดูที่จะเป็นคนเลือกตามกลไกตลาด แต่ในอีกแง่หนึ่ง เราก็ต้องหันกลับมาตั้งคำถามตัวโต ๆ เหมือนกันว่า แล้วอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในบ้านเราจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนและปกป้องอย่างเป็นระบบ? เพราะถ้าเราลองหันไปมองอุตสาหกรรมในต่างประเทศ เขามีมาตรการ มีกฎหมายเรื่องโควตาโรงฉาย และกลไกสนับสนุนมากมายเพื่อโอบอุ้มให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ในบ้านเขาแข็งแรงและอยู่รอดได้ เพราะถ้าเราปราศจากการปกป้องดูแล ท้ายที่สุดแล้ววัฒนธรรมภาพยนตร์ในประเทศก็จะถูกกลืนกินไปจนหมด โรงภาพยนตร์ก็จะเหลือเพียงแค่หนังต่างประเทศหรือหนังฮอลลีวูดเข้าฉายเท่านั้น
การที่รัฐหรือนโยบายยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องหนังไทย สำหรับผม มันไม่ใช่การจำกัดสิทธิ แต่ในทางกลับกัน มันคือ ‘การปกป้องสิทธิของคนดูในอนาคต’ ให้เขายังคงมีทางเลือกที่จะได้เสพงานศิลปะที่หลากหลายของคนในประเทศเดียวกันเอง เพราะถ้าหากเราปล่อยให้พื้นที่นี้สูญสลายไป แล้วคนรุ่นใหม่หรือเด็ก ๆ ไทยในวันข้างหน้าเขาจะเอากำลังใจมาจากไหนในการสร้างสรรค์งานในประเทศของตัวเอง ในเมื่อเขาไม่เคยเห็นตัวอย่างความสำเร็จหรือพื้นที่ที่เปิดรับงานของคนในชาติเลย ท้ายที่สุด มันก็จะเกิดสภาวะ ‘สมองไหล’ คนที่มีฝีมือก็จะพากันหนีไปทำงานให้ฮอลลีวูดหรือต่างประเทศกันหมด
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่ฉายของหนังไทยในวันนี้ มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการขายตั๋ว แต่มันคือการรักษาโอกาสทางความคิด และเป็นสะพานส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนไทยด้วยกันได้เห็นศักยภาพของงานร่วมสัญชาติในยุคสมัยนี้ต่อไปครับ

โรงฉายไม่เอื้อ หนังโดนถอดเร็ว วงจรอุบาทว์ที่ไร้คนกล้าเสี่ยง
โอม : คำตอบของเรื่องนี้มันสั้นและตรงไปตรงมามากครับ… คือเรื่องของ ‘ความเสี่ยง’ แค่นั้นเลย
โบ๊ต : ใช่ครับ มันคือเรื่องความเสี่ยงล้วน ๆ เพราะในมุมของสตูดิโอหรือนายทุน เขามองว่าทำไปแล้วสุดท้ายจะได้ฉายไหม หรือต่อให้ได้คิวฉาย จะโดนโรงถอดออกเร็วหรือเปล่า พอมันมีความไม่แน่นอนสูงขนาดนี้ ความอยากที่จะเอาเงินมาลงทุนกับเด็กหน้าใหม่หรือโปรเจกต์ที่ยังไม่มีอะไรการันตี มันก็น้อยลงไปโดยปริยาย
ทั้งที่ในความเป็นจริง ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าคนไทยเราเต็มไปด้วยคนมีความสามารถ มีคนเก่ง ๆ อยู่เยอะมาก เยอะจนน่าตกใจจริง ๆ เวลาผมได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษ ได้ไปพูดคุยกับน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ ผมสัมผัสได้เลยว่าเด็กทุกคนมีไฟ มีไอเดีย และมีความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่มาก ๆ แต่ปัญหาคือพวกเขา ‘ไม่มีโอกาส’ ได้ลงมือทำจริง
เพราะในระบบที่เป็นอยู่ บางครั้งคนที่จะได้รับเลือกให้ทำงาน มันไม่ได้ถูกคัดสรรจากตัวเรื่องว่าดีหรือไม่ดีที่สุดเสมอไป แต่มันถูกเลือกจาก ‘คอนเนกชัน’ เคยร่วมงานกันมาก่อน รู้จักผู้กำกับคนนี้ เข้าถึงโปรดิวเซอร์คนนั้น ถ้าคุณรู้จักคนข้างใน ต่อให้เรื่องไม่ได้โดดเด่นมาก คุณก็ได้ฉาย แต่เด็กที่ไม่มีใครรู้จัก ประตูก็แทบจะปิดตายใส่หน้าเขาทันที
เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองเห็นปัญหานี้ตรงกัน มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัย ‘การสนับสนุนจากภาคส่วนอื่น ๆ’ โดยเฉพาะนโยบายรัฐที่จะเข้ามาช่วยสร้างสะพานให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสขยับขยายศักยภาพของตัวเอง ไปสู่พื้นที่การทำงานจริงที่วัดกันด้วยฝีมือ ไม่ใช่การพึ่งพาแต่คอนเนกชัน
อย่างในเคสของผมกับโอม เราเลือกวิธีพาตัวเองออกไปดิ้นรนขวนขวายข้างนอก ไปหาทุนจากต่างประเทศ ไปสร้างเครือข่ายและเน็ตเวิร์กของตัวเองในระดับสากล แต่เราต้องพูดความจริงกันอย่างตรงไปตรงมานะว่า มันไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงื่อนไขในชีวิตที่เอื้อให้ทำแบบที่ผมกับโอมทำได้ การออกไปต่อสู้ในพื้นที่นอกประเทศมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันใช้พลังงานชีวิตมหาศาล ใช้เวลาหลายปี และต้องใช้ทักษะหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษซึ่งไม่ใช่เด็กไทยทุกคนที่จะมีโอกาสเข้าถึงหรือมีสกิลตรงนี้รองรับ เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดจึงต้องเกิดจากโครงสร้างภายในประเทศก่อน ที่จะต้องเอื้อให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยและมีแรงสนับสนุนที่แข็งแรงพอสำหรับพวกเขา

ราคาของความเป็นธรรม คือคุณภาพชีวิตของคนหลังกล้อง
โบ๊ต : อีกมิติหนึ่งที่สำคัญมากและเราสองคนคุยกันเยอะมากตอนทำ 9 วัดสู่สวรรค์ คือเรื่องของ ‘มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในกองถ่าย’ เราตั้งปณิธานไว้เลยว่า เราอยากให้ทีมงานและนักแสดงทุกคนได้กินดีอยู่ดี ได้ทำงานในระดับที่เป็นมาตรฐานสากลจริง ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก เพื่อให้สามารถควบคุมเวลาการถ่ายทำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ถูกต้อง คือคิวละไม่เกิน 12 ชั่วโมง มีจำนวนวันถ่ายทำที่เหมาะสม ไม่ต้องเร่งบีบคั้นจนเกินไป ให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของคนทำงานทุกคน
โอม : ซึ่งสุดท้ายเราก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้จริง และเราทำมันได้สำเร็จในโปรเจกต์นี้ครับ

โบ๊ต : แต่การจะทำมาตรฐานแบบนั้นได้ เหตุผลเบื้องหลังคือเราต้องใช้เวลายาวนานมากในการออกไปหาทุนก้อนนั้นมาให้ได้ มันต้องแลกมาด้วยเวลาชีวิตเกือบสิบปี ซึ่งย้อนกลับไปที่จุดเดิมเลยครับ… นั่นเป็นเพราะผมกับโอมยังมีเงื่อนไขชีวิตที่พอจะทำแบบนั้นได้ เราทำงานอื่นควบคู่ไปด้วยเพื่อเลี้ยงชีพ แล้วยอมเอาเวลาชีวิตมาทุ่มให้โปรเจกต์นี้ได้ แต่ในโลกความเป็นจริง มีคนเก่ง ๆ อีกนับไม่ถ้วนที่เขาไม่ได้มีแต้มต่อหรือมีเงื่อนไขชีวิตที่จะสามารถเอาเวลาหลายปีมาเสี่ยงกับการรอคอยทุนแบบนี้ได้ เพราะเขายังต้องมีภาระเรื่องปากท้องที่ต้องกินต้องใช้ในแต่ละวัน
แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ของพวกเราโชคดีมากที่ได้รับทุนสนับสนุนหลายส่วนจากในประเทศ แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองในภาพกว้างจริง ๆ หากเราอยากเห็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และอยากเห็นคนเก่ง ๆ คลื่นลูกใหม่แจ้งเกิดได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดอยู่แค่ตัวผม โอม หรือคนกลุ่มเดิม ๆ เพียงไม่กี่คน ภาครัฐและผู้มีอำนาจเชิงนโยบายจำเป็นต้อง ‘จริงจัง’ กับการสนับสนุนโครงสร้างเหล่านี้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้วงการนี้ค่อย ๆ พัฒนาและเปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ
สวนโมกข์ : ประสบการณ์สงบทางจิตวิญญาณที่ทำให้เห็นแก่นแท้ของจิตวิญญาณ
โบ๊ต : ถ้ามองย้อนกลับไปถึงจุดที่ทำให้ผมสนใจมิติทางจิตวิญญาณขนาดนี้ มันมีประสบการณ์หนึ่งในชีวิตช่วงมัธยมที่ผมไม่เคยลืมเลยครับ ตอนนั้นผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกขพลาราม อยู่ในโหมดปิดวาจาไม่พูดไม่จากับใครเลย ผมจำได้แม่นยำว่าในวันสุดท้ายก่อนจะเดินทางออกจากสวนโมกข์ ผมนั่งมองใบไม้ใบหนึ่งที่กำลังปลิวหลุดออกจากกิ่งแล้วค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้น จังหวะนั้นอยู่ดี ๆ น้ำตาผมก็ไหลพรากออกมาไม่ยอมหยุด ผมนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นคนเดียวนานมาก ทั้งที่ในใจไม่ได้มีความเศร้าโศกเสียใจเลยสักนิด แต่มันคือความรู้สึกที่จิตใจมันนิ่งและสงบอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต มันเป็นความอิ่มเอมที่เอ่อล้นออกมาจนกลายเป็นน้ำตา
ประสบการณ์สั้น ๆ ในสวนโมกข์วันนั้นกลายเป็นจุดอ้างอิงทางจิตใจที่ผมใช้ยึดโยงมาตลอดชีวิต ทำให้ผมรู้ว่าในจิตวิญญาณอันลึกซึ้งของมนุษย์ ใจของเรามันสามารถไปแตะถึงสภาวะที่สงบและบริสุทธิ์แบบนั้นได้จริง ๆ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมสนใจที่จะพาภาพยนตร์เข้าไปสำรวจมิติทางจิตวิญญาณมาโดยตลอด
แม้ว่าในโลกความเป็นจริง เมื่อคำสอนเหล่านั้นถูกแปรสภาพกลายมาเป็นองค์กรหรือสถาบันทางพุทธศาสนา มันจะเต็มไปด้วยเรื่องราว ความขัดแย้ง และความซับซ้อนมากมายตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เราก็รับรู้ว่าในแก่นแท้ที่สุดของมัน มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ เราแค่ต้องมองทุกอย่างตามความเป็นจริง ยอมรับว่าชีวิตก็มีปัญหา มีความบกพร่อง ไม่ต่างจากองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ ‘ปัญญา’ เข้าไปพิจารณา รู้จักแยกแยะทั้งข้อดีและข้อเสียของทุกสิ่งอย่างมีสตินี่แหละครับ

ชวนขึ้นรถตู้ไปร่วมหัวจมท้ายใน 1 วันกับครอบครัวนี้
โบ๊ต : ผมคิดว่าจุดแรกเริ่มที่น่าสนใจมาก ๆ คือเรื่องของ ‘นักแสดง’ ครับ สิ่งหนึ่งที่ 9 วัดสู่สวรรค์ จะมอบให้กับคนดูได้ คือโอกาสสูงมากที่คุณจะมองเห็นตัวเองอยู่ในหนังเรื่องนี้ เพราะบางครั้งเวลาเราดูหนังที่มีนักแสดงมีชื่อเสียงมาก ๆ ข้อดีคือเราได้ดูดาราที่เราชื่นชอบ แต่ในมุมความรู้สึก เราจะตระหนักอยู่เสมอว่าเขากำลังสวมบทบาทอะไรบางอย่างอยู่
แต่การที่คนดูได้มาเจอกับทีมนักแสดงที่หน้าตาไม่คุ้นเคย ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือเราสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับความธรรมดาสามัญของพวกเขาได้อย่างสนิทใจ คนดูจะรู้สึกขึ้นมาเองว่า “เฮ้ย!!! คนนี้เหมือนเราเลย ไม่ต่างจากที่บ้านเราเลย” ซึ่งนี่คือฟีดแบ็กจริงที่เราได้รับจากคนที่ได้ดูหนังมาแล้วเยอะมาก เขาสามารถนำความรู้สึกของตัวเองไปผูกเข้ากับตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในเรื่องได้อย่างง่ายดาย ด้วยความที่ในรถตู้คันนี้มีสมาชิกถึง 9 คาแรกเตอร์ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะไม่เจอใครสักคนที่มีนิสัย ปฏิกิริยา หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ตรงกับชีวิตคุณ
นอกจากนั้น คุณจะได้เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราเหลือเกินมาปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ ผมเองยังไม่แน่ใจเลยว่าในประวัติศาสตร์หนังไทย เคยมีเรื่องไหนไหมที่ตั้งใจ ‘บันทึกกระบวนการทำสังฆทาน’ เอาไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ (หัวเราะ) นี่คือหนึ่งในความตั้งใจหลักของผมตั้งแต่แรกเลยครับ เพราะผมรู้สึกว่าผมอยากจะบันทึกสิ่งนี้ไว้ นี่คือวิถีชีวิตไทย-พุทธที่ผมเติบโตมา และเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคย แต่เราแทบไม่เคยเห็นในหนังไทยเรื่องไหนที่กล้าฉายให้เห็นขั้นตอนทั้งหมดจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มสวด นะโม ตัสสะ ไปจนถึงบท อิมินา ทั้งภาษาบาลีและคำแปลไทย ไปจนถึงวินาทีที่เทน้ำกรวดลงดิน
ผมอยากบันทึกสิ่งนี้ไว้ในฐานะจดหมายเหตุทางวัฒนธรรม เพราะภาพยนตร์มันมีศักยภาพในการทำหน้าที่นี้ เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ว่ายุคสมัยหนึ่งเราเคยมีวิถีชีวิตแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งในอนาคตสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ เลือนหายไป อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทำหน้าที่เก็บรักษามันเอาไว้ครับ

โอม : ในมุมของผม ถ้าจะพูดถึงความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ผมอยากฉายภาพให้เห็นใน 2 มิติสำคัญครับ
มิติแรก คือ ‘คุณภาพของเนื้องาน’ เราคัดสรรทีมงานเบื้องหลังที่มีประสบการณ์สูงและเปี่ยมด้วยคุณภาพในทุกระดับจริง ๆ งานภาพเราได้ผู้กำกับภาพจากประเทศฝรั่งเศสมาร่วมดีไซน์ ส่วนงานระบบเสียง เราใช้ทีมงานมืออาชีพที่คลุกคลีและทำงานร่วมกับพี่เจ้ยมาโดยตลอด ดังนั้น ทั้งเรื่องของภาพ เสียง การตัดต่อ และการเกรดสี คุณภาพทั้งหมดที่คุณจะได้รับเมื่อก้าวเข้าไปนั่งในโรงภาพยนตร์ มันคือมาตรฐานระดับสากลที่การันตีตัวเองมาแล้วจากการได้ไปเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และเวทีทั่วโลก ตัวเนื้องานของมันมีคุณภาพที่แน่นและประณีตมาก ๆ
มิติที่สอง คือ ‘วิสัยทัศน์ของผู้กำกับ’ สำหรับผม เวลาเข้าไปดูหนังเรื่องหนึ่ง หนังที่ดีมันจะทำงานกับเราใน 3 ส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือทำงานกับ ‘สมอง’ คือดูแล้วได้คิดตาม เข้าใจตรรกะและโครงสร้างของสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนที่สองคือทำงานกับ ‘หัวใจ’ เราได้รับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึก มีความเศร้า ความสุข เสียงหัวเราะ หรือความสะเทือนใจ และส่วนที่สาม ซึ่งเป็นมิติที่สำคัญมาก คือมันทำงานกับ ‘ร่างกาย’ ผัสสะของเราต่อแสง ต่อสี ต่อความมืด และการเคลื่อนไหวของภาพ มันดึงให้ร่างกายเรามีปฏิกิริยาตอบสนองร่วมไปกับสภาวะในโรงหนัง
ซึ่งสำหรับผม ภายใต้การกำกับของโบ๊ต หนังเรื่องนี้ทำให้องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้ทำงานร่วมกันได้อย่างงดงาม กลมกล่อม และมีคุณภาพสูงมาก มันมอบประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่ครบถ้วนทั้งเชิงความคิด อารมณ์ และผัสสะทางกายภาพ ซึ่งถ้าใครได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ (Trailer) จะสัมผัสได้ทันทีว่า มันคือความพยายามในการหยิบเอาเศษเสี้ยวชีวิตประจำวันอันแสนคุ้นเคยของคนไทย มาจัดวางใหม่ผ่านสุนทรียะทางภาพยนตร์ที่สะกดให้เราอยากนั่งดู อยากฟัง และอินไปกับมันได้ตลอดทาง ความงดงามตรงนี้คือสิ่งที่เราภูมิใจและอยากนำเสนอให้ทุกคนได้สัมผัสจริง ๆ ครับ
โบ๊ต : สุดท้ายนี้ ผมเลยอยากชวนคนดูทุกคนให้ลองเปิดใจเดินเข้าโรงภาพยนตร์ แล้วคิดเสียว่าตัวคุณเองคือ ‘สมาชิกคนที่ 10’ ของครอบครัวนี้ ก้าวขึ้นรถตู้คันเดียวกัน แล้วออกเดินทางตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ ร่วมหัวจมท้ายใน 1 วันไปพร้อม ๆ กับพวกเขาทั้ง 9 คนครับ

ในโลกของการทำหนัง เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เงิน” คือปัจจัยสำคัญ นายทุนต้องคิดถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โรงภาพยนตร์ต้องคิดถึงจำนวนคนดู และคนทำหนังก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินที่ลงไปไม่หายไปพร้อมกับเครดิตท้ายเรื่อง ทั้งหมดเป็นความจริงที่เข้าใจได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากทุกการตัดสินใจเริ่มต้นและจบลงที่คำถามว่า “หนังเรื่องนี้ทำเงินได้เท่าไหร่” เพียงอย่างเดียว หนังบางประเภทก็คงไม่มีโอกาสได้เกิด และคนทำหนังอีกจำนวนไม่น้อยก็คงไม่มีพื้นที่มากพอจะพิสูจน์ว่า สิ่งที่พวกเขาอยากเล่านั้นสามารถเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน
‘9 วัด สู่สวรรค์’ อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้คำถามนี้ชัดขึ้น หนังอิสระที่ใช้เวลาสร้างและหาทุนอยู่นานหลายปี เดินทางไปเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกในสาย Directors’ Fortnight ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ซึ่งเป็นการกลับไปปรากฏตัวในสายนี้ของหนังไทยในรอบเกือบ 20 ปี
จากคานส์ หนังยังเดินทางต่อไปยังเซี่ยงไฮ้ และกลับมาพร้อมรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ กับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของสมภพ ทรงกำพล ในสาย Asian New Talent ก่อนจะได้รับ Fresh Competition Award จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาตินิวซีแลนด์อีกหนึ่งรางวัล
ระยะทางเหล่านี้อาจไม่ได้แปลว่าหนังอิสระทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จ และไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงทางธุรกิจที่นายทุนต้องแบกรับจะหายไป แต่สิ่งที่ทุกอย่างที่ว่ามานั้นกำลังบอกเราได้อย่างหนึ่ง คือหนังที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากสูตรสำเร็จก็มีมูลค่าของมัน เพียงแต่ต้องมีใครสักคนยอมให้โอกาสมันได้เริ่มต้นเสียก่อน ทั้งเงินทุน พื้นที่ฉาย และที่สำคัญที่สุดคือคนดู เพราะต่อให้หนังได้รับการยอมรับจากเทศกาลในต่างประเทศมากเพียงใด สุดท้ายการมีพื้นที่ของหนังอิสระในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเรายังปล่อยให้หนังเหล่านี้ต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เพียงลำพัง
และวันนี้การเดินทางของ ‘9 วัด สู่สวรรค์’ ยังไม่จบ จากหนังอิสระเรื่องหนึ่งที่เริ่มต้นจากความทรงจำส่วนตัว ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างสำเร็จ วันนี้หนังกำลังเดินทางต่อในฐานะตัวแทนประเทศไทยที่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณารางวัลออสการ์ ครั้งที่ 99 สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม
เราอาจยังไม่รู้ว่า ‘9 วัด สู่สวรรค์’ จะเดินทางไปได้ไกลแค่ไหนบนเส้นทางออสการ์ แต่ระยะทางที่หนังเดินมาถึงวันนี้ก็มากพอจะทำให้เห็นแล้วว่า หนังอิสระไม่ได้ขาดศักยภาพ สิ่งที่ขาดบ่อยครั้งคือโอกาสที่จะอยู่ในระบบได้นานพอให้คนดูได้ค้นพบมัน แน่นอนว่าในโลกธุรกิจ ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องเงิน ไม่มีนายทุนคนไหนสามารถลงทุนโดยไม่คิดถึงผลตอบแทน และไม่มีโรงภาพยนตร์ไหนอยู่ได้โดยไม่คิดถึงยอดขาย แต่ในเวลาเดียวกัน อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็คงเติบโตไม่ได้เช่นกัน หากพื้นที่ทั้งหมดถูกตัดสินด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ถ้า ‘9 วัด สู่สวรรค์’ จะทิ้งอะไรไว้นอกเหนือจากรางวัลและเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ออสการ์ บางทีสิ่งนั้นอาจไม่ใช่คำตอบว่าหนังอิสระไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะหนังเรื่องนี้ได้ตอบคำถามนั้นไปส่วนหนึ่งแล้ว
สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อจากนี้ก็คือ เมื่อเราเห็นแล้วว่าหนังไปได้ไกล แล้วเราจะทำอย่างไรให้การเดินทางแบบนี้ไม่ต้องเกิดขึ้นได้เพียงแค่ครั้งคราวกับหนังไม่กี่เรื่อง แต่ต้องกลายเป็นโอกาสให้คนทำหนังไทยสามารถมีที่มีทางที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ โดยไม่ต้องฝากความหวังลอย ๆ ไว้ที่ “ใครสักคนที่เชื่อ” เพราะหากเราอยากเห็นหนังไทยไปได้ไกลกว่านี้ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่การปล่อยให้คนทำหนังออกเดินทางไปหาความเป็นไปได้จากที่อื่นเพียงลำพัง แต่นั่นคือการสร้างระบบสนับสนุนจากรัฐไทย ที่ทำให้ความเป็นไปได้ของคนทำหนังสามารถเริ่มต้น เติบโต และเดินทางไปได้ไกลจากประเทศไทยต่างหากล่ะที่สำคัญ


‘9 วัด สู่สวรรค์’
วันนี้ ยังมีรอบที่โรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ
