ถนนลอยเคราะห์ ถนนกำแพงดิน เชียงใหม่

หลังจากความพยายามในการจัดงาน LGBT Pride ครั้งแรกในเมืองเชียงใหม่ล้มเหลวไป กลายเป็นเหตุการณ์ “เสาร์ซาวเอ็ด” เมื่อกลุ่มผู้เข้าร่วมขบวนถูกขัดขวางจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นจนบานปลายเป็นความรุนแรงในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท่ามกลางพลวัตทางสื่อ สังคม การเมือง ที่ทำให้ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันระหว่างสองฝ่ายสิ้นสุดลง ก็นำไปสู่การจัดงาน LGBT Pride ขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่อีก 10 ปีต่อมา (พ.ศ. 2562) จนทำให้ปัจจุบัน เชียงใหม่กลายเป็นสถานที่แรกของปีในประเทศไทยที่มีการจัดงาน LGBT Pride ก่อนใคร ท่ามกลางการเข้าร่วมและการสนับสนุนจากหลายฝ่าย จนกลายเป็นอีกอีเวนต์สำคัญไม่เฉพาะในด้านการท่องเที่ยว แต่ยังรวมไปถึงความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองท้องถิ่นสมัยใหม่อีกด้วย โดยเฉพาะการสมรสเท่าเทียมที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการหลังกฎหมายบังคับใช้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับการจัดงาน Chiang Mai Pride ประจำปีนี้ จัดขึ้นในชื่อว่า Chiangmai Let’s Pride : Freedom To Love (อิสระแห่งสายรุ้ง) CHIANGMAI เมืองฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นครแห่งชีวิต สังคมแห่งโอกาส เป็นธรรม อิสระ ความสุข และยั่งยืน โดยนอกจากการจัดกิจกรรมประกวด Chiang Mai Pride Ambassador, การปราศรัยและการจัดบูธกิจกรรมขององค์กรต่าง ๆ, การแสดงดนตรี แสงสีเสียง รวมถึงพิธีเฉลิมฉลองสมรสเท่าเทียมแล้ว ไฮไลต์สำคัญย่อมหนีไม่พ้น กิจกรรมเดินขบวน Pride Parade ที่เริ่มเคลื่อนขบวนจากพุทธสถาน ผ่านไนท์บาซ่า ย่านการค้าชื่อดัง ถนนกำแพงดิน ถนนลอยเคราะห์ เข้ามายังถนนคูเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะไปสิ้นสุดที่ประตูท่าแพ 

สำหรับคนต่างจังหวัดอาจจะสงสัยว่า ‘ถนนกำแพงดิน’ และ ‘ถนนลอยเคราะห์’ คือที่ไหน จริง ๆ แล้ว ถนนทั้งสองสายอยู่ติดกับไนท์บาซ่า ย่านการค้าที่เต็มไปด้วยโรงแรมสุดหรูชื่อดังต่าง ๆ ระดับ 5 ดาว สถานบันเทิง ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าท้องถิ่นที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยตลอดทั้งเส้นของถนนลอยเคราะห์และถนนกำแพงดินเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ผับบาร์ที่เน้นลูกค้าชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ทุกค่ำคืนจะเต็มไปด้วยสีสัน เสียงเพลง ความสนุกสนานในการท่องเที่ยวยามราตรี แต่สำหรับชาวเชียงใหม่ที่มีอายุหน่อย อาจจะมีภาพจำว่าถนนทั้งสองสายนี้ต่างจากปัจจุบัน นั่นคือ “บ้านสาว” หรือย่านโคมแดงของเมืองในสมัยก่อน โดยเฉพาะถนนกำแพงดิน

ย้อนกลับไปในอดีต ถนนกำแพงดินมีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัย ‘พญามังราย’ ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 1839 ที่มาของชื่อถนนมาจากแนวกำแพงดินซึ่งเป็นกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นที่ 2 สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านนานอกเหนือจากกำแพงคูเมืองชั้นใน ปัจจุบันยังคงพบแนวกำแพงดินเดิมในบริเวณถนนสายดังกล่าวอยู่ ขณะที่ถนนลอยเคราะห์มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัย ‘พญากือนา’ เมื่อมีการสร้างวัดลอยข้อ (วัดร้อยข้อ) ขึ้นในบริเวณนี้ก่อนจะถูกทิ้งร้างไป ต่อมาเมื่อมีชาวบ้านอพยพเข้ามาอาศัยสร้างชุมชนใหม่ในบริเวณนี้ ได้มีการสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางชุมชนโดยตั้งชื่อว่า ‘วัดลอยเคราะห์’

ถนนสายเก่าแก่ในเมืองได้เปลี่ยนแปลงเป็น “ย่านโคมแดง” หรือศูนย์กลางแหล่งค้าบริการทางเพศราคาถูกขึ้นในปี พ.ศ. 2489 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการสร้างบ้านเป็นซ่องโสเภณี หรือบ้านสาวโดยมีการเจาะแนวกำแพงดินเดิม ซึ่งในช่วงแรกมักจะอยู่ใกล้โรงภาพยนตร์ที่ตั้งอยู่ในแถบนั้น เช่น โรงหนังศรีวิศาล ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเที่ยวกลางคืนจนมีบ้านสาวผุดขึ้นมาหลังโรงหนังถึง 20 หลัง เมื่อโรงหนังศรีวิศาลปิดตัวลง บรรดาบ้านสาวหรือซ่องโสเภณีจึงย้ายไปตั้งบริเวณตรงข้ามโรงแรมแม่ปิง โดยในยุคเฟื่องฟูหลังปี พ.ศ. 2500 ปรากฏว่ามีบ้านสาวมากกว่า 100 หลัง และกระจายไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่นถนนลอยเคราะห์ ย่านต้นโพธิ์ (บริเวณแจ่งศรีภูมิในปัจจุบัน)

จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ. 2530 รัฐบาลสมัยนั้นได้ลงพื้นที่ปราบปรามการค้าประเวณี และได้นำตัวผู้บริการทางเพศส่งไปฝึกอาชีพที่สถานสงเคราะห์ฝึกอาชีพหญิงที่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ทำให้บ้านสาวถนนกำแพงดินกลายเป็นตำนานไป และทำให้ “ถนนสันติธรรม” กลายเป็นแหล่งที่เที่ยวกลางคืนของเหล่านักท่องเที่ยวชายแทน ขณะที่ถนนกำแพงดินและถนนลอยเคราะห์ได้แปรเปลี่ยนเป็นแหล่งสถานบันเทิงที่คอยต้อนรับชาวต่างชาติท่ามกลางชุมชนเก่าแก่ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะวัดลอยเคราะห์อันเป็นที่ตั้งของศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2527 ที่นอกจากจะสอนศาสนาแล้ว ยังมีการสอนตัวอักษรล้านนา และดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือแก่เยาวชนอีกด้วย

การเดินขบวน Pride Parade ในเชียงใหม่ไม่เพียงแต่จะเป็นการเฉลิมฉลองการต่อสู้ของนักกิจกรรมที่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนแก่กลุ่ม LGBTQ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียกร้องสิทธิและการคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ หรือ Sex Worker อีกด้วย ผ่านการปราศรัย การถือป้ายเดินขบวน รวมถึงการเดินขบวนผ่านเส้นทางที่ถือเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ Sex Worker ของเชียงใหม่ที่หลายคนลืมเลือน หรืออยากให้เลือนหายไปตามกาลเวลา แม้ว่าอาชีพการบริการทางเพศยังคงมีอยู่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเมื่อก่อน แต่ที่ยังคงเหมือนเดิมคือการถูกตีตรา ถูกประณามจากสังคม การไม่ได้รับสิทธิการช่วยเหลือและความคุ้มครอง แม้จะมีการประมาณการว่าการค้าบริการทางเพศสามารถสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจไทยมากกว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และมีจำนวน Sex Worker ในไทยเป็นจำนวนมากกว่า 3 แสนคนก็ตาม

การจุดประเด็นให้คนได้เห็นอีกแง่มุมในประวัติศาสตร์ที่ถูกซุกซ่อนไว้ จะนำไปสู่การสืบค้นความจริง และการแก้ไขปัญหาซึ่งจะนำไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ไม่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หมายถึงทุกคนในสังคมร่วมกัน

ที่มา

AUTHOR

นักออกแบบกราฟิกจากเชียงใหม่ สนใจในเสียงดนตรี ภาพยนตร์ และความเป็นไปของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ไปพร้อมกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น