ผ่านไปอีกปีแล้วกับงานแห่งความหลากหลายทางเพศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นประจำทุกปีอย่าง ‘Bangkok Pride Parade 2025’ วันที่ความแตกต่างหลากหลายด้านเพศสภาพจะเบ่งบานใจกลางเมือง โดยไฮไลต์หลักของงานก็คงหนีไม่พ้นขบวนพาเหรดที่มีประเด็นหลักเรื่องการสนับสนุน รณรงค์ เรียกร้อง และสื่อสารเรื่องสิทธิ เรื่องความหลากหลาย ซึ่งในแต่ละปีเราก็จะเห็นชุดข้อความที่ใช้ในขบวนด้วยใจความที่แตกต่างกันออกไป
อย่างในปีที่แล้ว ประเด็นหลักอาจจะเป็นเรื่อง ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ เพราะเป็นวาระใหญ่ที่สุดที่จำเป็นต้องผลักดันให้สำเร็จ และเมื่อวาระนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ในปีนี้วาระอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันในการสนับสนุนความแตกต่างหลากหลายให้กลายเป็นความเท่าเทียมได้ก็กลายเป็นประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงในขบวน รวมไปถึงยังมีข้อความและประโยคน่าสนใจมากมายที่พอจะฉายภาพกว้างของความหลากหลายทางเพศในปี 2568 ได้เป็นอย่างดี





อย่างเช่นป้ายที่เป็นกระแสไปบนโลกออนไลน์ “กะเทยไทยควรได้ใช้นางสาว” หรือ “My Gender My Choice” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในขบวนสีม่วง และเป็นป้ายรณรงค์ของมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (The Foundation of Transgender Alliance for Human Rights) ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้เกิดร่าง พ.ร.บ. รับรองเพศสภาพ เพื่อให้กลุ่มเพศหลากหลายนิยามอัตลักษณ์ทางเพศในแบบของตัวเองได้ตามกฎหมายในเอกสารราชการทั้งหลาย ซึ่งกำลังเป็นก้าวใหญ่ ๆ ก้าวต่อไปที่กำลังดำเนินการผลักดันอยู่ในขณะนี้
รวมถึงป้ายของมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR–SOGI) ที่ว่า “กฎหมายรับรองบุพการีลำดับแรกจะแก้เมื่อไร? สมรสเท่าเทียมรับรองบิดามารดากับบุตร แต่ไม่รับรองพ่อพ่อกับบุตร แม่แม่กับบุตร” ซึ่งว่าด้วยประเด็นถัดมาของกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ยังไม่ครอบคลุมถึงสิทธิในการสร้างครอบครัว เป็นเพราะระบบกฎหมายไทยยังคงมีระบบสองเพศเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญครอบอยู่ และทำให้ระบบคำเรียกผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายยังคงติดอยู่ที่คำว่าบิดา-มารดานั่นเอง






รวมไปถึงป้าย “Sex Work is Work” หรือ “ขายตัวไม่ใช่อาชญากร” ที่เป็นการเรียกร้องให้มีการขับเคลื่อนและสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองการให้บริการทางเพศ เพื่อทำให้ผู้ให้บริการทางเพศได้รับสิทธิในระบบแรงงานเหมือนกับอาชีพอื่น ๆ อย่างจริงจัง และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม ซึ่งตอนนี้ก็มีการเปิดให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อสนับสนุนให้ครบ 10,000 คน เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อรัฐสภาต่อไป
นอกเหนือจากนี้ภายในขบวนก็ยังมีป้ายต่าง ๆ มากมาย อย่างเช่นป้าย “เลิกกั๊กแล้วรักเกย์” หรือ “ขาดเกย์ไม่ได้ ใจสารภาพ” ก็สะท้อนได้ถึงวัฒนธรรม ‘เติมเกย์’ ของสาววายในสมัยนี้ ที่หมายถึงการรับชม รับฟัง และรับรู้ถึงความฟินจิกหมอนจากความวาย ชายชาย หญิงหญิงทุกรูปแบบ ไปจนถึงป้ายแฮนด์เมดจากชาวจีนที่วาดด้วยมือ แต่เหมือนลอกแบบตัวอักษรไทยมาจากฟอนต์ทาโฮม่า (Tahoma) ที่ว่า “ความรักสามารถข้ามชาติได้ (Love can transcend races!)” แปลว่าความรักนั้นไม่มีเพศ ไม่มีพรมแดน และเป็นความรักที่เปิดกว้างภายใต้สิทธิมนุษยชนที่รับรู้ร่วมกันได้







ท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนสังคมไทยให้ไปข้างได้จำเป็นต้องใช้เวลา ใช้ความเป็นมนุษย์ในการสร้างความเข้าใจระหว่างกัน และจำเป็นต้องใช้มุมมองที่ก้าวหน้าในระบบราชการ หรือระบบกฎหมายเดิม ๆ ที่ยังคงถูกแช่แข็งอยู่กับที่ เพื่อให้บรรทัดฐานความเท่าเทียมเบื้องต้นในสังคมอย่างที่ควรจะเป็นเกิดขึ้นได้อีกเป็นโดมิโน่ต่อไป หลังจากที่ ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ สำเร็จลงแล้วในขั้นต้นนั่นเอง
