เคยอ่านสโลแกนไหนแล้วชอบบ้างไหม บางสโลแกนเล่นคำที่มีความหมายดี บางสโลแกนก็เท่จนต้องถามตัวเองว่าคนคิดเขาคิดได้ยังไง ‘สโลแกน’ จึงเป็นหนึ่งในเทคนิคการโน้มน้าวใจให้เราเลือกใช้สินค้าบางอย่าง ใช้บริการบางสิ่ง ไปจนถึงเลือกบางพรรคการเมืองได้ในแต่ละการเลือกตั้งเลยทีเดียว
SUM UP ขอเปิดฉากเลือกตั้งใหญ่ ปี 2569 ด้วยแคมเปญ ‘The Ruling House สมรภูมิล่าเลือกตั้ง’69’ ที่เริ่มต้นด้วยการส่อง Motto สโลแกน หรือชุดข้อความเด่นที่แต่ละพรรคการเมืองเลือกใช้ในการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมากัน นั่นคือการเลือกตั้งปี 2562, การเลือกตั้งปี 2566 และการเลือกตั้งปี 2569 มาดูกันว่า แต่ละพรรคมีเทคนิคการโน้มน้าวใจให้ผู้คนไปลงคะแนนเสียงให้พวกเขากันอย่างไรบ้าง
พรรคพลังประชารัฐ
ในการเลือกตั้งปี 2562 ‘พรรคพลังประชารัฐ’ คือพรรคการเมืองหน้าใหม่ ในฐานะพรรคนั่งร้านทหาร ที่มีตัวเต็งเป็นนายกรัฐมนตรีคนก่อน คือ ‘พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ พร้อมทั้ง ‘พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ ทำให้แคมเปญเลือกตั้งมุ่งเน้นความหมายของการบ่งบอกว่าตัวเองคือพรรคที่จะทำให้บ้านเมืองสงบดังเดิมเหมือนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาจากการยึดอำนาจทางการเมือง จากสถานการณ์สีเสื้อที่ขัดแย้งยาวนาน อย่างข้อความที่ว่า “ยิ่งสงบ ยิ่งมั่นคง เศรษฐกิจยิ่งดี” และข้อความที่หลายคนน่าจะจำกันได้จากแผ่นไวนิลสีแดงสดที่คาดป้ายหาเสียงเลือกตั้งทุกป้ายในช่วงโค้งสุดท้าย อย่าง “เลือกความสงบ.. จบที่ลุงตู่” ที่ชูตัวบุคคลอย่างชัดเจน
ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 ปีนี้ตัวเต็งกลายเป็น พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งถือได้ว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลงของพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในปีนั้นแคมเปญหาเสียงหลักเลยว่าด้วยการพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย อย่างข้อความที่ว่า “ก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดทุกปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่” และ “มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำไม่มีจน” ที่เน้นการนำเสนอนโยบายเพื่อประชาชนระดับรากหญ้ามากขึ้น
สำหรับในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ พรรคพลังประชารัฐเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจ หวังเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน ซึ่งได้นำเสนอผ่านแคมเปญที่ว่า “พึ่งพาได้ ทำได้จริง ไม่ทิ้งกัน” นั่นเอง
พรรคเพื่อไทย
ในการเลือกตั้งปี 2562 ‘พรรคเพื่อไทย’ ถือเป็นหนึ่งพรรคตัวเต็งในการเลือกตั้งครั้งนี้ จากกระแสเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับคณะรัฐบาลเดิมที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ ทำให้พรรคเพื่อไทยเลือกใช้ข้อความที่นำเสนอไปในทางเดียวกันกับความรู้สึกของประชาชน นั่นคือ “เอาลุงคืนไป เอาเงินในกระเป๋าคืนมา” และข้อความที่ว่า “พอแล้ว! นักการเมืองดัดจริต ต่อชีวิตเผด็จการ เลือกเพื่อไทยเท่านั้น” ซึ่งเป็นหนึ่งในสโลแกนที่เห็นได้ทั่วไปในการเลือกตั้งครั้งนั้น
ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 มีการรีแบรนด์ตัวเองให้ทันสมัยขึ้น ดูเด็กลง รวมถึงนำเสนอทิศทางของพรรคได้ครีเอทีฟและน่าสนใจยิ่งกว่าเดิม พร้อมทั้งมีแคนดิเดตนายกที่พร้อมลงมือทำงานจริงอย่าง ” ซึ่งสะท้อนผ่านแคมเปญหลักอย่าง “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” และอีกหนึ่งแคมเปญเด่น ที่หยิบเอาคำว่า ‘แลนด์สไลด์’ มาชู เพื่อนำเสนอภาพของคะแนนเสียงที่ถล่มทลาย ผ่านแคมเปญที่ว่า “เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ประเทศไทยเปลี่ยนทันที” ทำให้เกิดภาพจำของผู้คนได้อย่างชัดเจน
ถัดมาที่การเลือกตั้ง ปี 2569 พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ผ่านการปรับเปลี่ยนหน้าตาชิ้นงานกราฟิก หรือการจัดงานที่ชื่อ “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” เพื่อนำมาสู่งานเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ในชื่องานว่า “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ซึ่งสอดคล้องกับแคมเปญใหญ่ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “เพื่อไทยทำได้” เพื่อนำเสนอว่าไอเดียด้านโยบายทั้งหมดที่คิดกันมาในรอบนี้นั้นสามารถทำได้จริง
พรรคประชาธิปัตย์
ในการเลือกตั้ง ปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่ชูจุดยืนของการไม่เอาพลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านทั้งการทำแคมเปญในชื่อ “เลือกประชาธิปัตย์ ตัดวงจรอุบาทว์” และคลิปหาเสียงสุดโด่งดังที่มี ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ออกมาพูดว่า “ชัด ๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน ‘พลเอก ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน” และมีเสียงโฆษกบอกว่า “ชัดพอมั้ย ลองฟังช้า ๆ ชัด ๆ อีกที” ก่อนที่จะวนคลิปเมื่อครู่นี้อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงมี motto ในช่วงท้ายคลิปว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต”
ต่อมาในการเลือกตั้ง ปี 2566 แนวคิดหลักก็เปลี่ยนไปเป็นการเน้นเล่านโยบาย และเป้าหมายเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนระดับรากหญ้าเช่นกัน ผ่านแคมเปญและสโลแกนที่ว่า “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” และ “ทำได้ไว ทำได้จริง ไม่ทิ้งภาระให้ประชาชน” พร้อมทั้งนำเสนอทิศทางในปีนั้นว่าเป็น “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” อีกด้วย
ส่วนในการเลือกตั้ง 2569 นี้ พรรคประชาธิปัตย์มาด้วยชื่อแคมเปญชวนขำ ที่โดนคำไทยล้อเลียนกันเพียบ เนื่องจากใช้คำผวนมาสะท้อนแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงประเทศใหม่ เพื่อนำไปสู่เส้นทางที่ดีกว่า อย่าง “ทนหายใจ ไทยหายจน” ย่อมาจากที่ผ่านมาเราทนหายใจทิ้งกันไปมากพอแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคนทำให้ไทยหายจนเอง อะไรทำนองนี้ รวมถึงมีข้อความใหม่ที่กำลังถูกใช้อยู่ในขณะนั้น นั่นคือ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เพื่อนำเสนอแนวคิดการไม่เอาทุนสีเทาที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้
พรรคประชาชน (อดีตพรรคอนาคตใหม่ / อดีตพรรคก้าวไกล)
ต้องบอกว่านี่คือพรรคการเมืองที่เป็นชื่อใหม่แทบทุกครั้ง นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 ‘พรรคอนาคตใหม่’ ที่นำโดย ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ นำเสนอแนวคิด “ไทย 2 เท่า” ซึ่งหมายถึง ‘คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก’ แคมเปญแรกที่นำเสนอเรื่องความเท่าเทียมใน 2 มิติ ผ่านนโยบายที่แก้ไขประเทศในเชิงโครงสร้าง รวมถึงยังมีอีกหนึ่งแคมเปญที่ใช้ในช่วงโค้งท้าย ๆ ของการเลือกตั้ง นั่นคือ “เลือกอนาคตใหม่ อย่าให้ประเทศไทย กลับไปเหมือนเดิม” ที่นำเสนอในมุมใกล้เคียงกันกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ คือการไม่เอาผู้นำเผด็จการมาเป็นผู้นำประเทศ
ต่อมาในการเลือกตั้ง ปี 2566 ‘พรรคก้าวไกล’ ที่นำโดย ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ครั้งนี้ได้นำเสนอแนวคิดหลักคือ “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” ซึ่งยังคงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาประเทศในเชิงโครงสร้าง ปัญหาปากท้องของผู้คน และปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยติดหล่มบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถไปถึงอนาคตได้ รวมถึงยังมีแคมเปญหลักที่หยิบเอาใจความเดิมมาเพิ่มเติมใหม่ นั่นคือ “กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม” ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ที่ทางพรรคสามารถทำได้ หากได้เป็นผู้นำประเทศ
ส่วนในการเลือกตั้ง ปี 2569 ‘พรรคประชาชน’ ที่นำโดย ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ เปิดมาด้วยแคมเปญที่นำเสนอนโยบายหลักของทั้ง 3 แคนดิเดตนายกฯ นั่นคือ “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” โดยไทยไม่เทา คือนโยบายของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ไทยเท่ากัน คือนโยบายของ ศิริกัญญา ตันสกุล และไทยทันโลก คือนโยบายของ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พร้อมทั้งมีการเปิด motto ใหม่ล่าสุดอย่าง “เลือกตั้ง เลือกอนาคต” ซึ่งนำเสนอความหมายของการเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม
พรรคภูมิใจไทย
ปิดท้ายด้วยพรรคภูมิใจไทย ที่ในการเลือกตั้ง ปี 2562 ก็ได้นำเสนอสโลแกน “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ที่มีนโยบายมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องเช่นกัน รวมถึงยังมีป้ายหาเสียงที่มีเพียงข้อความที่ว่า “คัดค้านนายทุนผูกขาดสัมปทานกัญชา เลือกพรรคภูมิใจไทย” ซึ่งนำเสนอความจริงจังของการแก้ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับ ‘กัญชา’ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจสำคัญของโลก
ต่อมาในการเลือกตั้ง ปี 2566 ได้มีสโลแกนใหม่ที่กระชับและหนักแน่นมากขึ้นอย่าง “พูดแล้วทำ” ซึ่งทางฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้ามองว่าสโลแกนนี้เป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางด้านนโยบาย และการทำได้จริง จากคำครหาที่พรรคพลังประชารัฐโดนทวงสัญญานโยบายที่เคยให้ไว้กับประชาชน ในการเลือกตั้ง 2562 โดยมีกระแสข่าวของการลบรูปนโยบายดังกล่าวออกจากเพจของพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ทัวร์ลงไปยังเพจเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์นี้
จากสโลแกนดังกล่าว ทำให้ในการเลือกตั้ง ปี 2569 พรรคภูมิใจไทยได้ใช้สโลแกนเดิม แต่เพิ่มเติมลงไปอีกคำหนึ่ง ใน motto ที่ว่า‘พูดแล้วทำ พลัส’ โดยคำว่า พลัส น่าจะมาจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินการในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอย่าง‘โครงการคนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งนัยหนึ่งคำว่า พลัส ก็อาจจะหมายถึงการลงมือทำมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้เช่นกัน

