สงคราม ส่งด่วน

“ผมจะบอกอะไรให้นะ ภาษิตจีนว่าไว้ ‘富不过三代’ ประโยคของ ‘ปีเตอร์’ นักลงทุนชาวจีนจากซีรีส์กระแสดังในช่วงนี้อย่าง ‘Mad Unicorn’ หรือ ‘สงคราม ส่งด่วน’ โดยคำนี้ “Fù bù guò sān dài” จริง ๆ แล้วหมายถึง “ความร่ำรวยไม่อยู่เกินสามรุ่น” หรือที่พวกเราได้ยินจากล่ามส่วนตัวของปีเตอร์กล่าวไว้ว่า “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง” 

ประโยคภาษิตจีนนี้ ปีเตอร์กำลังเตือนตัวละครหลักอย่าง ‘เคน’ ในฐานะ ‘ผู้บริหารสูงสุด’ หรือ ‘Chief Executive Officer (CEO)’ ของบริษัท ‘Easy Express’ โดยมีผู้ถือหุ้นร่วมและเป็นเบื้องหลังให้กับเคนนั่นก็คือ ‘เสี่ยคณิน’ พ่อของเคนได้นั่งฟังอยู่ด้วย จนปีเตอร์ต้องหันมาถามถึงปัญหากับทางผู้เป็นพ่อแทน และเขาได้กล่าวกับเคนทิ้งท้ายว่า “อย่าทำให้ผมผิดหวังไปมากกว่านี้”

สิ่งที่เกิดขึ้นจากฉากนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาจาก ‘ความเชื่อใจ’ ในตัวผู้บริหารและหมด ‘ความน่าเชื่อถือ’ จากความผิดพลาด กลายเป็นหนึ่งในปัญหาทางธุรกิจจนเกิดเป็นคำเตือนภาษิตจีนนี้ขึ้นมา และท้ายที่สุดเคนจึงต้องจำใจลาออกจากบริษัทที่พ่อสร้าง และทิ้งประโยคส่งท้ายสะเทือนใจว่า 

“ก็เหมือนที่ปีเตอร์พูดอะเนอะ ‘พ่อสร้าง ลูกใช้ และลูกทำพัง’ แต่ว่าตำแหน่งลูกคณิน แม่งเสือกลาออกไม่ได้” ได้ย้ำเตือนถึงความผิดพลาดจากสิ่งที่ต้องแบกรับ ซึ่งหากได้เข้าใจมันแล้ว เคนอาจไม่ต้องอำลาสิ่งที่พ่อได้ ‘สร้าง’ และ ‘มอบ’ ไว้ก็เป็นไปได้

ประโยคที่ว่า พ่อสร้าง ลูกใช้ และหลานทำพัง มีต้นฉบับมาจากภาษาจีนที่ว่า 一代打拼,二代享樂,三代敗家 หรืออ่านว่า Yīdài dǎpīn, èr dài xiǎnglè, sāndài bàijiā หากวิเคราะห์ตามซีรีส์จะพบว่าคำพูดและคำแปลเป็นประโยคพูดภาษาจีนแบบกระชับ และแปลความหมายให้เข้าใจได้ง่าย ทำให้การสื่อสารนี้อยู่ในบริบทที่เข้าใจร่วมกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งความหมายของประโยคนี้ต้องการสื่อโดยนัยว่า “ความสำเร็จหรือทรัพย์สินที่ถูกสร้าง มักตกไปไม่ถึงในรุ่นหลานได้”  

อย่างกรณีของเคนอาจไม่ใช่รุ่นหลานตามภาษิตที่ได้กล่าวไว้ แต่การตักเตือนของปีเตอร์ถือเป็น ‘การดัก’ ไม่ให้วัฏจักรนี้เกิดขึ้นได้ เพราะเขาจะเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่จำเป็น และเนื้อหาของซีรีส์ก็จะนำพาทุกคนไปรู้จักบทบาทและตัวตนของเคน นำไปสู่สาเหตุที่ทำให้ตัวละครนี้พบกับปัญหาจนกลายเป็นประเด็นที่เกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในตัวละครที่ส่งผลต่อเคนคงหนีไม่พ้นพ่อของเขาอย่างเสี่ยคณิณนั่นเอง

แล้วปัญหาจากประโยคนี้มันมีต้นตอและที่มาจากอะไรล่ะ ? ลองศึกษาตามประวัติศาสตร์ของภาษิตจีนนี้มีรากฐานมาจาก ‘ปรัชญาจีนโบราณ’ หากใครรู้จัก ‘เมิ่งจื่อ’ หรือ ‘เมน-ถี’ (Mèngzǐ) ได้มีประโยคว่า ‘君子之泽,五世而斩’ หรืออ่านว่า Jūn zǐ zhī zé, wǔ shì ér zhǎn แปลว่า “คุณความดีของผู้ทรงคุณธรรม จะส่งผลต่อเนื่องได้ราว 5 รุ่น ก่อนจะสิ้นสุด” สื่อให้รับรู้แบบกระชับว่า สิ่งดี ๆ หรือความมั่งคั่งก็ไม่ยั่งยืนยาวนานหลายชั่วรุ่น

แล้วประโยคนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนจาก 5 รุ่น กลายมาเป็น 3 รุ่น เพราะตัวปรัชญาเน้นถึง ‘คุณความดี’ จากสิ่งที่สร้าง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการสร้างความสำเร็จหรือทรัพย์สินจะพบว่าสิ่งนี้ไม่สามารถอยู่ยืนยาวได้เมื่อเทียบกับคุณความดีหรือ ‘คุณธรรม’ และยิ่งมีปัจจัยอย่างครอบครัวที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เกิดความหลากหลายทางความสัมพันธ์ในครอบครัว จะพบว่า การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นแทบจะไปถึงได้ยากในรุ่นที่ 5

ทำให้ 3 รุ่นนี้ ถูกนำมาเปรียบให้เข้าใจได้ว่า ‘พ่อ’ คือบรรพบุรุษผู้สร้างด้วยความอุตสาหะ ส่งต่อมายัน ‘ลูก’ คือผู้สืบทอดแรกเริ่มและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ได้สร้างไว้ และส่งมาถึง ‘หลาน’ คือผู้ใช้เกินศักยภาพ กลายเป็น ‘ผู้พังทลาย’ ทุกอย่าง จนกลายเป็นเหมือนคำเตือนที่ส่งต่อและสืบทอดกันมาในวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะการสืบทอดส่งต่อทางธุรกิจ เพราะมันมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เรามักพบเจอสิ่งนี้ไม่ใช่แค่ในชีวิตจริงเท่านั้น มันกลายเป็นพื้นฐานของบทละครหรือพล็อตหนังที่เกี่ยวข้องกับด้านธุรกิจครอบครัว เพื่อนำมาใช้ให้เรื่องราวมีความน่าสนใจ จนอาจมองข้ามความเข้าใจในสิ่งนี้ได้ อาจถูกนำไปใช้และเข้าใจกันผิด ๆ ในชีวิตจริง อาจเกิดปัญหาตามมาที่เกิดขึ้นได้ทางสังคม

อย่างเรื่องราวระหว่างเคนและเสี่ยคณินมีการวิเคราะห์ถึงปัญหาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อตัวละครทั้งคู่ได้ส่งสารให้คนดูได้เข้าใจ เราอาจไม่รู้ถึงจุดเริ่มต้นของตัวละคร แต่จะพบได้จากเนื้อเรื่องว่าพ่อสร้างมาตรฐานเอาไว้สูง และลูกต้องมาแบกรับความคาดหวังที่พ่อได้สร้างไว้อย่างหลีกเลี่ยงไปไม่ได้

ปัญหาหลักของพวกเขาคือ ‘การสื่อสาร’ ของพ่อสู่ลูก ซึ่งมันเจาะเข้าถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านการแสดงออกของพวกเขาได้ถูกจุด โดยปัญหาของผู้เป็นพ่อคือ ‘ความเชื่อใจ’ ในตัวลูกน้อยเกินไป เห็นได้จากการแทรกแซงหลายอย่างของเขา นำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดหลายอย่างของเคน เพราะพ่อไม่เคยเปิดพื้นที่ให้แก้ไขและเรียนรู้ จึงมีประสบการณ์ในด้านบริหารน้อยเกินไป เคนจึงทำได้เพียงอย่างเดียวคือ แบกรับความคาดหวังเอาไว้ในฐานะลูกชายของผู้สืบทอด

และหากมองในมุมของเคน ตัวเขามีความตั้งใจให้ผู้เป็นพ่อได้ไว้วางใจและภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ ด้วยความพยายามในการสร้างผลงานของเขา แต่กลับถูกปฏิเสธทางความคิดจากความเชื่อใจจนวนไปสู่ปัญหาเดิมวกวนซ้ำไปซ้ำมา ทำให้ประสบการณ์ของเคนถูกจำกัด จนไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาอะไรได้ เพราะมันโดนครอบงำเอาไว้แล้วนั่นเอง เคนจึงเหมือนเป็น ‘แพะ’ จากผลลัพธ์ที่ผู้เป็นพ่อไม่ได้คำนึงเอาไว้ แล้วแบบนี้เคนจะมีความน่าเชื่อถือด้วยตัวเองได้อย่างไร?

มีบทความจากเพจ ‘ลงทุนแมน’ ได้นำเสนอเรื่องราวของบริษัท ‘เลโก้ (LEGO)’ ที่สามารถอยู่เหนือคำเตือน 3 รุ่นนี้ได้ ซึ่งเรื่องราวเจาะไปทาง ‘รุ่น 3’ หรือ ‘รุ่นหลาน’ ของตระกูล ‘Kristiansen 🇩🇰’ ซึ่งพบปัญหาเรื่อง ‘กำไรบริษัทลดลง’ นำไปสู่ ‘การขาดทุน’ ของบริษัท ทำให้หลานของตระกูลตัดสินใจเอาลาตำแหน่งและมอบความเชื่อใจให้กับคนนอกตระกูลอย่าง ‘Jørgen Vig Knudstorp 🇩🇰’ ด้วยความสามารถในการบริหารของเขาทำให้ LEGO รอดพ้นมาได้ แม้จะเข้ามาสู่รุ่นหลาน และยังคงเป็นของเล่นขวัญใจหลายคนจนถึงทุกวันนี้

เมื่อมองย้อนกลับมาในซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะไม่ยาวนานไปจนถึงรุ่นหลาน แต่การตัดสินใจของรุ่นพ่อก็นำไปสู่การสูญเสียหลายอย่าง ความเชื่อมั่นถูกลดทอนไป แม้จะสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หากเขาลองเปลี่ยนวิธีคิดและการสื่อสาร เป็นแนะนำแบบไม่ก้าวก่าย หรือเชื่อใจในตัวลูกมากกว่านี้ แม้จะมีผิดพลาดบ้าง มันยังถือเป็นการเรียนรู้จากอุปสรรคหรือความยากลำบาก มันอาจทำให้เขาสืบทอดบริษัทที่พ่อสร้างเอาไว้ได้

สุดท้ายแล้ว เคนได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง เขาเก็บบทเรียนและความผิดหวังเหล่านี้ กล้าเผชิญหน้ากับโอกาสและเส้นทางใหม่ที่ตัวเขาได้ตัดสินใจเลือกเองแล้ว พวกเราต่างหวังว่า “หากเป็นไปได้ ถ้ามีภาคต่อของ ‘เคน’ ให้ได้ติดตามเรื่องราวของเขา หวังว่าเคนจะได้พบกับความสำเร็จจากเส้นทางที่เขาได้เลือกแล้ว ทำอีกสักภาคจะเป็นไรไป!!”

ส่วนเสี่ยคณิน แม้จะต้องสูญเสียหลายอย่างจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเขา แต่การยอมรับความจริงในช่วงท้ายเรื่อง เขาได้ปลงจากการกระทำที่ย้อนกลับมาถึงตัวเขา หวังว่าเขาจะได้เข้าใจและภูมิใจในตัวเคนมากขึ้น และมีเส้นทางในอนาคตที่ดีจากบทเรียนในซีรีส์เรื่องนี้ “คำเตือนไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มันแค่เตือนให้ระวังความผิดพลาดที่ยังไม่เกิด หากยังคงต้านทานและดื้อด้านต่อไป มันอาจทลายทุกอย่างก่อนถึงรุ่นหลานก็เป็นได้”

อ้างอิง