ใกล้เดินทางมาถึง EP.8 แล้ว สำหรับ “จุดจีบสายมู Unlucky Bae” เรื่องราวที่เริ่มต้นจากคำสาปผิดคนของ “ริน” จนทำให้เขาต้องเข้ามาพัวพันกับชีวิตของ “ขอบฟ้า” คนดวงซวยที่พยายามรักษาระยะห่างจากทุกคน จากคนสองคนที่เหมือนยืนอยู่คนละขั้ว ทั้งโชคชะตา บุคลิก และวิธีใช้ชีวิต กลับต้องมาอยู่ข้างกันเพื่อแข่งกับเวลา ถอนคำสาป และแก้ไขความผิดพลาดก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “โชคชะตา” อาจไม่ได้มาในรูปของเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ หรือปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนชีวิตในชั่วข้ามคืน แต่อาจเป็นเพียงจังหวะเล็ก ๆ ที่ทำให้คนสองคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเดินเข้ามาอยู่ในเส้นทางเดียวกัน ก่อนจะค่อย ๆ พบว่า ความบังเอิญหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้น มากพอที่จะทำให้เราตั้งคำถามว่า “ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญจริง ๆ หรือเปล่า”

ก่อนเรื่องราวของ ขอบฟ้า–ริน จะเดินทางต่อไปอีกก้าว SUM UP ชวน ‘ธรรม-ทัพทอง สุวรรณระกานนท์’ และ ‘แม็ค-ณัฐพัชร์ นิมจิรวัฒน์’ มาคุยถึงเบื้องหลังของคนสองขั้วที่โคจรมาพบกัน ตั้งแต่การสร้างตัวละคร ความยากของจังหวะโรแมนติกคอเมดี้ ความสัมพันธ์ในฐานะพาร์ตเนอร์ ไปจนถึงเรื่องของโชค ความเชื่อ และ Manifest เพราะบางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “จังหวะที่ใช่” อาจไม่ได้เกิดจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า เมื่อโอกาสเดินทางมาถึง เราพร้อมสำหรับมันแล้วหรือยัง

ภารกิจถอนคำสาปแข่งกับเวลา เพื่อกอบกู้ชีวิตและสะสางความผิดพลาด

แม็ค : ผมรับบทเป็น ‘ริน’ ครับ จริง ๆ รินเหมือนเป็นเด็กศิลปกรรมคนหนึ่งที่วาดรูปเก่งมาก เก่งสุด ๆ เลย ได้รางวัลมาตั้งแต่เด็ก ๆ บุคลิกของรินจะเป็นคน Extrovert ที่คอยส่งต่อ Energy ดี ๆ ให้เพื่อน เป็นความสดใสของกลุ่ม และเป็นเหมือน ‘ตัวโชคดี’ ของทุกคน เวลาเพื่อนลืมของ รินก็จะเป็นคนที่เตรียมเอามาเผื่อไว้ให้ตลอด เป็นผู้ช่วยชีวิตที่เพื่อน ๆ ทุกคนวางใจ

แต่เบื้องหลังความสดใส รินมีเรื่องครอบครัวซ่อนอยู่ คือเขาเป็นทายาทสายมู ซึ่งเรื่องราวมันเริ่มต้นมาจากตรงนี้เลย รินกลัวเรื่องนี้มาก เพราะเขาเห็นว่าทั้งแม่และยายที่เป็นทายาทสายมูต่างก็ต้องอาภัพรักกันทั้งนั้น รินเลยรู้สึกไม่อยากรับช่วงต่อ กลัวมากจริง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งรินโดนแฟนบอกเลิก เรื่องมันเลยเริ่มจุดชนวนจากตรงนั้น รินก็เริ่มคิดว่า “หรือจริง ๆ เราจะเป็นทายาทสายมูแล้วต้องอาภัพรักจริง ๆ?” พอน้อยใจก็เลยตัดสินใจไม่สนอะไรแล้ว ลองใช้คำสาปดู ปรากฏว่าคำสาปดันไปลงผิดตัว กลายเป็นขอบฟ้าที่โดนลูกหลงจากคำสาปของรินไปเต็ม ๆ ครับ

ธรรม : ผมรับบทเป็น ‘ขอบฟ้า’ ครับ ขอบฟ้าจะเป็นคนที่ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ ไม่ค่อยมีใครคุยด้วย ด้วยความที่โลกส่วนตัวสูงบวกกับเป็นคนดวงซวยมาตั้งแต่แรก ซวยมาก ๆ มาตั้งแต่ต้นเลย ทำให้เขาไม่อยากมีเพื่อน เพราะพยายามมีเพื่อนทีไร เพื่อนก็จะพลอยซวยไปด้วย ใครที่ก้าวเข้ามาใกล้ก็ซวยไปหมด จนเขาโดนตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวซวย’ ทำอะไรก็พังไปหมด แต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาโดยไม่สนเลยว่าเขาจะดวงซวยขนาดไหนในสายตาคนอื่น ซึ่งคนคนนั้นก็คือริน ที่เข้ามาเพราะรู้ตัวว่าสาปผิดคนและอยากเข้ามารับผิดชอบครับ

แม็ค : ใช่ครับ รินอยากเข้ามารับผิดชอบ เพราะขอบฟ้าเขาซวยจริง ๆ แต่รินก็แอบไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ที่เขาซวยอยู่ตอนนี้มันเพราะดวงเดิมของเขา หรือเพราะโดนคำสาปของรินกันแน่ (หัวเราะ) แต่จังหวะนั้นรินรู้สึกว่ายังไงก็ต้องเข้ามารับผิดชอบ ต้องเข้ามาช่วย เพราะในคัมภีร์ระบุไว้ชัดเจนเลยว่า ถ้าไม่ช่วยถอนคำสาปให้ได้ก่อนจะถึงวันเกิด ขอบฟ้าจะมีอันเป็นไป

คาแรกเตอร์ของพวกเราสองคนเลยค่อนข้างคอนทราสต์กันมาก รินจะเป็นคนโชคดี มีพลังงานดี ๆ Extrovert สดใสร่าเริง ส่วนขอบฟ้าจะเป็นคนดวงซวยสุดขั้วที่มีความ Introvert และแทบจะไม่มีเพื่อนเลยครับ

จังหวะรับส่งที่พอดีกันของขอบฟ้ากับริน

ธรรม : สำหรับผม ความยากมันเริ่มต้นตั้งแต่ความที่เป็นผลงานเรื่องที่สองที่ได้สัมผัสบรรยากาศกองถ่ายแบบจริงจัง และถือเป็นเรื่องแรกที่ผมได้รับบทบาทที่ต้องทำอะไรเยอะขนาดนี้ ช่วงแรก ๆ รู้สึกว่าอะไรก็ยากและกดดันไปหมด ด้วยความที่หลายอย่างเป็นครั้งแรกของเรา บวกกับแม็คเขาผ่านงานแสดงมานานมากแล้ว มีประสบการณ์เยอะ แม็คก็เลยเข้ามาช่วยซัพพอร์ต ช่วยแนะเรื่องนู้นเรื่องนี้เยอะมากจริง ๆ ครับ แต่โจทย์ที่ยากสุด ๆ เลยคือ การเล่นเป็นคน Introvert ยังไงให้ออกมาเป็น Comedy

แม็ค : ใช่ครับ เพราะแกนหลักของซีรีส์เรื่องนี้มันอยู่ใน Genre ของ Rom-Com (Romantic-Comedy) แต่ตัวละครขอบฟ้าดันเป็นคนที่ Introvert จัด ๆ ขอบฟ้าแทบจะไม่พูดอะไรเลย

ธรรม : เรียกว่าพูดน้อยมาก ๆ ครับ

แม็ค : บทพูดเขาน้อยมาก แต่โจทย์คือต้องเล่นให้น้อยแล้วคนดูยังขำ

ธรรม : มันคือความท้าทายว่า จะทำยังไงให้ตลกทั้งที่ยังต้องยืนหน้านิ่ง ๆ อยู่

แม็ค : ตลกยังไงให้คนดูเชื่อว่านี่แหละคือขอบฟ้า

ธรรม : ใช่เลยครับ แล้วเวลาเข้าฉากเป็นขอบฟ้าไปเรื่อย ๆ ด้วยความเป็นคนเก็บตัว Energy ของเรามันชอบดรอปลงไปเองโดยไม่รู้ตัว

แม็ค : อย่างเช่น ในฉากที่รินพูดขึ้นมาว่า “ขอบฟ้า ช่วยกูกรอกแบบฟอร์มหน่อยดิวะ”

ธรรม : “แบบฟอร์มอะไรของมึงวะ?”

แม็ค : “แบบฟอร์มคำถามทั่วไป ส่งอาจารย์”

ธรรม : แล้วขอบฟ้าก็ตอบแค่ว่า “เออ” จบแค่นั้นเลยครับ (หัวเราะ) ส่วนตัวจริงผมเป็น Introvert ไหม จริง ๆ พื้นฐานเป็นคน Introvert ครับ แต่สังคมบีบบังคับให้ต้องเป็น Extrovert (หัวเราะ) บริบทสังคมมันหล่อหลอมให้เราต้องพยายามเปิดตัวเองออกมามากขึ้น ปกติผมไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องความชอบ ขอบฟ้าก็ค่อนข้างใกล้เคียงกับผมมาก ทั้งการชอบเล่นบาสเกตบอลและการเล่นดนตรี ตรงนี้เป็นจุดที่ลิงก์กับตัวผมได้ง่ายและเป็นธรรมชาติมากครับ

แม็ค : ด้วยความที่เรื่องนี้มันอยู่ในโหมดของ Rom-Com ซึ่งปกติแล้วผลงานส่วนใหญ่ที่ผมเคยเล่นมาตั้งแต่เด็กจะเป็นแนวดราม่าหนัก ๆ ทั้งหมด พอต้องกระโดดมาเล่นแนวนี้ ในช่วงแรกผมก็ต้องใช้เวลาปรับจูนตัวเองเยอะมากเหมือนกัน เพราะยังจับทางไม่ถูกและไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้ว ‘ริน’ จะต้องมี Energy ในระดับไหน พอเริ่มจับทางได้และรู้แล้วว่าต้องใช้พลังงานสูงเบอร์ไหน มันก็ตามมาด้วยความเหนื่อยเร็วมากครับ เพราะคาแรกเตอร์นี้ต้องยิ้มแย้มตลอดเวลา ต้องเปล่งเสียงแบบเต็มพลัง ต้องขยับตัวแอ็กทีฟแทบทุกวินาที ร่างกายมันเลยค่อนข้างใช้พลังงานมหาศาลในจุดนั้น

แต่ในขณะเดียวกัน พอเรื่องราวมันต้องสวิตช์กลับมาเข้าสู่โหมดดราม่า มันก็ดิ่งและดราม่าหนักมากเลยเหมือนกัน ผมมองว่าความยากมันอยู่ตรงที่ผมไม่เคยเล่น Comedy ในสไตล์นี้มาก่อน มันต้องมีจังหวะช็อตแรง ๆ มีการรับส่งมุกที่ต้องแม่นยำ พูดได้เต็มปากเลยว่านี่คือผลงานที่ผมเล่นตลกที่สุดและลั้นลาที่สุดในชีวิตแล้วครับ เพราะที่ผ่านมาเรารับบทเล่นเศร้า ร้องไห้มาตั้งแต่เด็ก พอต้องมาลั้นลาเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ช่วงแรก ๆ มันเลยมีความสับสนและยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเราจะต้องปล่อยความลั้นลาออกมามากน้อยแค่ไหนถึงจะพอดีครับ

มวลความอบอุ่นที่ GMMTV

แม็ค : พอได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน GMMTV พี่ ๆ ทุกคนเขาอยู่กันแบบครอบครัวจริง ๆ ครับ

ธรรม : ใช่เลยครับ ช่วยเหลือกันตลอด เห็นอะไรที่พอจะช่วยกันได้ก็ช่วยกันเต็มที่

แม็ค : คือช่วยกันหมดทุกอย่างจริง ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว ในกองถ่ายก็ชอบรับส่งมุก แกล้งหยอกกันตลอด สมมติว่าพี่ตากล้องกำลังจัดไฟอยู่แล้วหันมาบอกว่า “แม็ครอพี่แป๊บนึงนะ” เราก็จะตอบกลับไปว่า “อ๋อ ไม่เป็นไรเลยครับพี่” (ยิ้ม) ไม่ว่าจะเป็นพี่ ๆ ทีมงานในกอง หรือพี่ ๆ ในตึก ทุกคนคอยซัพพอร์ตพวกเราดีมาก มีอะไรก็จะคอยสะกิด คอยเตือนกันเสมอ

อย่างเวลาช่วงพักเบรกว่าง ๆ พี่เขาก็จะเดินมาทักว่า “แม็ค ไปถ่ายคอนเทนต์กับธรรมมั้ย” เขาจะคอยนึกถึงเราและเตือนเราตลอด หรือแม้แต่โมเมนต์เล็ก ๆ อย่างตอนธรรมจะหอบข้าวกล่องกลับบ้าน แล้วถือเป็นถุงพลาสติกใส พี่เขาก็จะไปหาถุงกระดาษมาช่วยซ้อนปิดให้อย่างดี คือมันเป็นดีเทลที่น่ารักมาก ยิ่งอยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย สบายใจและอบอุ่นใจจริง ๆ ครับ

ธรรม : ผมอยู่กับ GMMTV มาประมาณ 2 ปีแล้วครับ เริ่มต้นเข้ามาตั้งแต่โปรเจกต์ Thailand School Star 2024 ความรู้สึกของผมก็ไม่ต่างจากแม็คเลยครับ ยิ่งอยู่ก็ยิ่งรู้สึก Comfort ขึ้นเรื่อย ๆ พี่ ๆ ทุกคนซัพพอร์ตเราในทุกด้านจริง ๆ มีอะไรที่เราอยากเรียนรู้หรืออยากได้อะไร เราสามารถเดินเข้าไปบอกและปรึกษาได้ตรง ๆ เลย

เขาคอยสอน คอยชี้แนะให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการทำคอนเทนต์ หรือการคอยเตือนให้ถ่ายรูปลงโซเชียลเยอะ ๆ เพราะปกติผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปลง และไม่ค่อยได้เล่น ไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง TikTok สักเท่าไร แต่พี่ ๆ เขาก็จะคอยกระตุ้นให้เราฝึกทำบ่อย ๆ ซึ่งเรารู้เลยว่าทุกอย่างที่เขาเตือนและสอน มันคือการมองถึงผลประโยชน์และการเติบโตในระยะยาวของตัวเราเองทั้งนั้นเลยครับ

แม็ค : พี่ ๆ ทุกคนคุยด้วยง่ายมากครับ สนิทใจกันเร็ว ส่วนหนึ่งแม็คมองว่าอาจจะเป็นเรื่องของช่วงวัยด้วย เวลาอยู่ด้วยกันมันเลยเหมือนบรรยากาศการคุยกันของพี่น้อง ทุกคนอายุไล่เลี่ยใกล้ ๆ กัน มันเลยทำให้ทุกอย่างดูผ่อนคลายและเข้าขากันได้ง่ายมาก ๆ ครับ

จากความบังเอิญกลายเป็นความสนิทใจ

แม็ค : จริง ๆ ย้อนกลับไปตอนแรกพวกเราเคยมาแคสติ้งและลองต่อบทด้วยกันครับ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้มีการคอนเฟิร์มชัดเจนเลยว่าเราจะได้เล่นคู่กันไหม หลังจากนั้นพอเริ่มรู้จักกันก็มีทริปไป Outing ของบริษัท ตอนไป Outing ก็ยังไม่ได้นอนห้องเดียวกันนะครับ เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะได้เป็นพาร์ตเนอร์กันหรือเปล่า ตอนนั้นเพิ่งจะเริ่มทำความรู้จักกันเอง แต่พอกลับมาก็ได้คุยกันมากขึ้น แม็คก็เริ่มชวนคุยว่า “เฮ้ย ทำอะไรอยู่?” ปรากฏว่า “อ้าว เราเล่นเกมเหมือนกันนี่หว่า” คุยไปคุยมา “เฮ้ย เกิดเดือนเดียวกันด้วย เกิดวันอะไรเนี่ย?” แม็คเกิดวันที่ 18

ธรรม : ส่วนผมเกิดวันที่ 20 เดือนเดียวกัน และเกิดปี 2550 เหมือนกันเลยครับ

แม็ค : พอรู้ว่าเล่นเกมเหมือนกัน เราก็นัดกันไปเล่นบาสเกตบอล แล้วก็ได้รู้ข่าวคอนเฟิร์มช่วง ๆ นั้นพอดีว่าเราสองคนได้เล่นคู่กัน ซึ่งจริง ๆ พวกเราเหมือนทำ Ice Breaking ละลายพฤติกรรมกันไปเรียบร้อยแล้ว จากน้ำแข็งที่เกาะกันอยู่ มันละลายกลายเป็นน้ำเปล่าไปหมดแล้วครับ

ธรรม : เหมือนมันสนิทกันไปเองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว สนิทจนน้ำเปล่ามันละลาย ระเหยกลายเป็นก้อนเมฆ แล้วฝนเริ่มตกลงมาแล้วครับ (ยิ้ม)

แม็ค : คือมันสนิทกันตั้งแต่ก่อนที่ซีรีส์จะเปิดกล้องอีกครับ สนิทกันตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเวิร์กช็อปด้วยซ้ำ พอถึงช่วงเวิร์กช็อปก็ยิ่งได้คุยกันมากขึ้นไปอีก ตอนที่เริ่มรู้จักและชวนกันไปเล่นบาส พอรู้ว่าได้คู่กันมันก็เริ่มสนิทกันประมาณหนึ่งแล้วเพราะมีกิจกรรมทำร่วมกัน เล่นเกมก็แนวเดียวกัน พอเข้าสู่ช่วงเวิร์กช็อปและการซ้อมอ่านบท เราก็ยิ่งเจอกันบ่อยขึ้น คุยกันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

ธรรม : ได้เจอกันแทบจะตลอดเลยครับ

แม็ค : แม็คมองว่าจุดที่ทำให้พวกเราสนิทกันจริง ๆ คือการได้คุยกันเยอะขึ้น ได้แชร์เรื่องราวในชีวิตของกันและกันเยอะขึ้น มีจังหวะ Deep Talk กันบ่อยมาก คอยถามความเห็นกันตลอดว่า “เออ เรื่องนี้มึงคิดยังไงวะ”

ธรรม : แต่จริง ๆ มันไม่ได้ตั้งใจจะ Deep Talk อะไรขนาดนั้นนะครับ มันเป็นการคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันนี่แหละ แต่คุยไปเรื่อย ๆ จนทำให้รู้จักตัวตนของกันและกันเยอะมาก และด้วยความที่วิธีคิดของเราสองคนมันค่อนข้างใกล้เคียงกันอยู่แล้วด้วย

แม็ค : มันมีความขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็นเรื่องราวของเพื่อนอยู่แล้วด้วยครับ

ธรรม : ฟีลคนไทยไง ชอบใส่ใจเรื่องเพื่อน (หัวเราะ)

แม็ค : หรือบางครั้งแม็คก็ชอบหยิบยกเรื่องราวรอบตัวมาเปิดประเด็นคุย เช่น “เฮ้ย เรื่องนี้มึงว่าไงวะ?” หรือ “ถ้าเพื่อนเป็นแบบนี้มา มึงจะทำยังไง?” หรือ “เพื่อนเจอปัญหาแบบนี้ ถ้าเป็นมึง มึงจะแก้ยังไง?” มันเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองกันตลอดเวลา ซึ่งบทสนทนาพวกนี้มันทำให้เราเห็นชัดเจนเลยว่า ทัศนคติของเราสองคนใกล้เคียงกันมาก ๆ

ธรรม : ใกล้เคียงกันจนแทบจะเหมือนกันเลยครับ

แม็ค : ใช่ครับ พอยิ่งคุยมันยิ่งสัมผัสได้ถึงเคมีบางอย่าง ซึ่งจริง ๆ แล้วเคมีและความสนิทของเราสองคน มันมีมากกว่าภาพที่ทุกคนเห็นข้างนอกเยอะมากครับ

ธรรม : ความจริงมันมีดีเทลเยอะมากครับ ทั้งความคล้ายกันในหลาย ๆ เรื่อง และชุดความคิดที่แทบจะตรงกันในทุก ๆ มิติเลยครับ

MANIFEST: จังหวะเวลา และโอกาสที่พิสูจน์ตัวเองว่าเราคู่ควรกับสิ่งนั้นหรือยัง

แม็ค : สิ่งที่แม็คเชื่อมาก ๆ คือเรื่องพลังจากตัวเอง พลังจากจักรวาล (Universe) หรือการ Manifest ครับ แม็คชอบคุยกับจักรวาล ชอบทำ Vision Plan หรือ Vision Board วางแผนไว้เลยว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะเติบโตไปเป็นแบบไหน แม็ครู้สึกว่าสมองและจิตใจของคนเรามีพลังงานมหาศาล หัวของเรานี่แหละคือแหล่งพลังงานที่ดีที่สุด แก่นแท้ของมันก็คือพลังในหัวเรา การไปทำบุญมันช่วยให้เราสบายใจ พอจิตใจสบาย มีความมั่นใจ พลังงานที่เปล่งออกมาจากตัวเรามันก็ยิ่งชัดและมีพลังมากขึ้น

แต่ถามว่ามีช่วงที่ไปขอพรหรือตั้งวอลล์เปเปอร์สายมูไหม ก็มีนะครับ (หัวเราะ) ถ้าถึงจุดที่พยายามด้วยเหตุและผลจนสุดทางแล้ว มันไม่เหลืออะไรให้ทำแล้ว มันก็ต้องหาที่พึ่งทางใจทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหมอดู ไพ่ทาโรต์บนหน้าจอมือถือ ไปไหว้ ไปขอพร แม็คเอาหมดเลยครับ อะไรที่เกินขอบเขตการควบคุมของเรา มันก็ต้องยกให้เป็นเรื่องของดวงชะตา ก็ต้องพึ่งพาเขาหน่อย

ธรรม : ผมก็ไปไหว้พระ ทำบุญตามปกติ ถือว่าเป็นที่พึ่งทางใจ มีไปไหว้ขอพร สวดมนต์บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะขอให้คนในครอบครัวแข็งแรง ขอเรื่องสุขภาพร่างกายเป็นหลัก ส่วนเรื่องการงานก็มีขอบ้างเหมือนกันครับ แต่ไม่ได้ขอแบบเว่อร์วัง เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจทำมันอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ดีมันก็น่าจะตามมาอยู่แล้ว มันออกมาในรูปแบบของความมุ่งมั่นและความจริงใจในการทำงานมากกว่าครับ

แม็ค : บางครั้งคนเราลงมือทำไปจนหมดหน้าตักแล้ว พยายามจนไม่รู้จะทำอะไรต่อได้อีก มันก็ต้องพึ่งดวงเข้ามาช่วยเสริม แม็คเชื่อนะว่าดวงมีผลต่อความสำเร็จของคนเรา บางคนเก่งมาก ดีพร้อมทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีโชคหรือจังหวะไม่ได้ มันก็ไปไม่ถึงเป้าหมายเหมือนกัน อย่างเรื่อง Manifest สำหรับแม็คมันคือการอ่านจังหวะเวลา และการเตรียมตัวเองให้พร้อมรับโอกาสนั้น เพราะถ้าโอกาสวิ่งเข้ามาชน แต่เราไม่ได้เตรียมตัวไว้เลย มันก็หลุดลอยไป พลังจักรวาลในมุมของแม็คไม่ได้หมายถึงความงมงาย แต่มันคือการตั้งคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้กลายเป็น The Best Version

อย่างหน้าจอมือถือของแม็ค แม็คเปิดให้ดูได้เลย แม็คอยากสอบติดนิเทศฯ จุฬาฯ แม็คก็ตั้งรูปไว้ รวมถึงรูปรถ หรือสิ่งที่เราอยากได้ อยากทำให้สำเร็จ มันเป็นเหมือนการส่งสัญญาณย้ำเตือนสมองของเราทุกวันว่า เดี๋ยวเราต้องทำมันให้ได้ และเราจะทำมันสำเร็จแน่นอน

การ Manifest ไม่ใช่การนั่งสวดอ้อนวอนแล้วสิ่งนั้นจะลอยมาหาเหมือนมีเวทมนตร์เสก แต่มันคือการสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่าเราทำได้ และผลักดันให้เราพยายามมากขึ้นเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น Confidence is key ครับ ความมั่นใจคือหัวใจสำคัญ แทนที่เราจะมานั่งบั่นทอนตัวเองว่า “เราทำไม่ได้หรอก” พอเรา Manifest ไปแล้วว่าเราต้องได้ เราก็จะมีแรงลุยต่อ สู้ไม่ถอย

ธรรม : ผมได้ยินแม็คพูดเรื่อง Manifest บ่อยมาก ได้ยินจนจำได้ มันจะชอบพูดกรอกหูตลอดว่า “Manifest is a key” (หัวเราะ)

แม็ค : แม็คเริ่มเข้าสู่วงการนี้จริงจังมาประมาณ 2 ปีครับ เริ่มต้นช่วงที่ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่จุดประกายจริง ๆ มันเริ่มมาจากการเล่นเกมยิงปืน เวลาเล่นเกม พวกนักแข่ง Pro-player เขาจะชอบพูดว่า ความมั่นใจคือเรื่องสำคัญที่สุด เวลาง้างไกยิง มันไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครอยู่ในมุมที่ได้เปรียบกว่า แต่มันวัดกันที่ใครมีความมั่นใจมากกว่ากัน

พอนำวิธีคิดนั้นมาใช้ เวลาเราคุยกับตัวเอง เราก็ต้องบอกตัวเองเสมอว่าเราทำได้ ต้องพกความมั่นใจและพลังงานบวกไว้ตลอด ยิ่งช่วงที่อ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย มันท้อมาก อ่านจนหมดแรง พอไม่มีที่พึ่ง เราก็ต้องหาศาสตร์สักอย่างมายึดเหนี่ยวจิตใจ… ดีไม่ดี ตอนที่กู Manifest เรื่องงาน กูอาจจะได้มึงมาเป็นพาร์ตเนอร์ก็ได้ จักรวาลอาจจะส่งมึงมา (หัวเราะ)

SUM UP : บางทีสิ่งที่รอคอยมันอาจจะเป็นของเราอยู่แล้ว เพียงแต่มันยังเดินทางมาไม่ถึงเวลาของมัน เราแค่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราคู่ควรกับสิ่งนั้นหรือยัง

แม็ค : คำนี้แม็คว่าใช่เลยครับ มันเห็นภาพชัดมากตอนที่แม็คสอบติดมหาวิทยาลัย ย้อนกลับไปปีก่อนหน้านี้ แม็คสอบเทียบเพื่อจะเรียนให้เร็วกว่าเพื่อนหนึ่งปี ตอนนั้นแม็คอ่านหนังสือหนักมาก เครียดจนตัวเกร็ง ลงเรียนพิเศษติดต่อกัน 21 วันไม่มีวันหยุด ออกจากบ้านทุกวัน แต่ผลออกมาคือสอบไม่ติด เราก็แอบคิดว่าทำไมทุ่มขนาดนั้นแล้วยังไม่ได้ แต่พอมาปีนี้ เรากลับมาสอบตามเกณฑ์อายุพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกัน ปรากฏว่าสอบติดเลย มันทำให้แม็คเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ทุกอย่างมันมีเรื่องของ ‘จังหวะเวลาที่ถูกต้อง’ ของมันจริง ๆ ครับ

Visual Board ฉบับแม็ค VS จอดับกิเลสฉบับธรรม

แม็ค : จริง ๆ แม็คเป็นคนค่อนข้างหวงของและชอบดูแลรักษาของมากครับ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์หรือไอแพด แต่ถ้าพูดถึง ‘ของนำโชค’ สำหรับแม็ค สิ่งนั้นคือภาพวอลล์เปเปอร์บนหน้าจอโทรศัพท์ครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราหยิบขึ้นมาดูตลอดทั้งวัน ทุกครั้งที่มองเห็น ภาพนั้นมันจะส่งพลังเข้ามาในใจเราทันที แม็คตั้งไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง ทำหน้าที่เหมือน Visual Board ส่วนตัว แค่นั้นเลยครับ แม็คมองว่าอะไรก็ตามที่เรามีศรัทธาต่อมันจริง ๆ สิ่งนั้นถึงจะขลังและมีความหมาย แต่ถ้าเราไม่เชื่อ มวลพลังมันก็ส่งไปไม่ถึงใจ สำหรับแม็คเลยขอแค่ใช้อะไรก็ได้ที่มันสัมผัสตรงถึงใจเรา แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ

ธรรม : ของผมไม่มีของนำโชคอะไรเลยครับ แต่เรื่องตั้งวอลล์เปเปอร์นี่ผมก็เคยทำเหมือนกันนะ (ยิ้ม) มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมติดเกมหนักมากจนรู้สึกว่าเริ่มไม่ไหวแล้ว อยากเลิกเล่นเกมให้ได้ เพราะตอนนั้นเล่นติดต่อกันสองวันสองคืนแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย รู้สึกว่ามันเริ่มเยอะเกินไปแล้ว เสียทั้งสุขภาพกาย และเสียสุขภาพจิตด้วย เพราะเวลาเล่นแพ้มันจะชอบหัวร้อน หงุดหงิดง่าย ผมก็เลยตัดสินใจแคปหน้าจอตั้งข้อความตัวใหญ่ ๆ ไว้เลยว่า “เลิกเล่นเกม” สรุปคือทนเลิกไปได้ประมาณ 2–3 วัน แล้วก็กลับมาเปิดเกมเล่นใหม่เหมือนเดิมครับ (หัวเราะ)

แม็ค : เรื่องจริงเลยครับ ทุกครั้งที่แม็คเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา จะเห็นธรรมขึ้นสถานะ Online ตลอดเวลา โดยเฉพาะใน Roblox นี่เปิดจอทิ้งไว้ฟาร์มของตลอด ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้แม็คเลิกเล่นไปแล้ว แต่ฝั่งนู้นคือเกมไหนที่กำลังฮิต เกมไหนที่กำลังมาแรง ธรรมต้องเข้าไปเล่น อยู่หัวแถวตลอดเวลาเลยครับ (หัวเราะ)

1 ใน 10,000 แห่งความโชคดี ส่งต่อความลัคกี้ฉบับ ‘ขอบฟ้า-ริน’

แม็ค : เมื่อกี้เพิ่งนั่งคุยกันมาเลยครับ คิดว่าน่าจะเป็น ‘ใบโคลเวอร์’ (Clover) เพราะในซีรีส์เรื่องนี้จะมีพูดถึงใบโคลเวอร์บ่อยมาก ๆ ความพิเศษของมันคือ ในบรรดาใบโคลเวอร์ 10,000 ใบ จะมีเพียงแค่ใบเดียวเท่านั้นที่เป็นแบบ 4 แฉก ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความโชคดีแบบสุด ๆ เราเลยคิดว่าถ้าทำออกมาเป็นพวงกุญแจรูปใบโคลเวอร์ 4 แฉกน่าจะลงตัวและน่ารักมาก ๆ ครับ

ธรรม : ใช่ครับ ทำเป็นพวงกุญแจน่ารัก ๆ เอาไว้แจกให้แฟนคลับทุกคน ได้พกติดตัวไว้แล้วจะได้โชคดีไปด้วยกันครับ (ยิ้ม)

มนุษย์ ‘อะไรก็ได้’ ที่ใส่ใจสุดตัว

ธรรม : ผมคิดว่าข้อดีของแม็คคือ เขาเป็นคนที่เทกแคร์คนอื่นดีมาก ๆ ครับ อย่างเวลากินข้าว เขาก็จะคอยหยิบน้ำมาให้ หยิบช้อนมาเผื่อ หรือถามตลอดว่า “ธรรม เอาข้าวมั้ย เดี๋ยวตักให้?” แล้วพอเขาเริ่มเทกแคร์เราแบบนี้ ผมก็เลยทำกลับไปให้เขาบ้าง มันก็เลยกลายเป็นว่าเราคอยเทกแคร์กันไปเทกแคร์กันมาตลอด ซึ่งนี่เป็นมุมน่ารัก ๆ ที่ถ้าไม่ได้มาสนิทกันจริง ๆ ก็คงไม่มีทางได้เห็นแน่นอนครับ

แม็ค : ส่วนคนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าจริง ๆ ธรรมเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นเหมือนกันนะ แต่ด้วยความที่ธรรมเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ อะไรก็ได้ เขาเลยเป็นคนที่พร้อมจะทำเพื่อคนอื่นได้ง่ายมาก อย่างเวลาแม็คยังถ่ายไม่เสร็จ ธรรมก็จะนั่งอยู่รอ หรือบางวันธรรมไม่มีคิวถ่ายติดกันประมาณ 3 ซีน แล้วแม็คต้องถ่ายต่อคนเดียว พอถ่ายเสร็จออกมา ธรรมก็ยังไม่ยอมกินข้าวก่อนนะ เขาก็นั่งรอเพื่อจะกินข้าวพร้อมกัน พอแม็คเดินไปถามว่า “กินข้าวยัง?” เขาก็ตอบหน้าตาเฉยว่า “ยัง รอกินพร้อมกัน” คือการทำงานตรงนี้มันไม่เหงาเลยครับ… เพราะมีธรรมอยู่ด้วยตลอดนี่แหละ (ยิ้ม)

เมื่อ ‘ความสบาย ๆ’ กลายเป็นยาวิเศษของสองพาร์ตเนอร์

ธรรม : จริง ๆ มันอาจจะไม่ได้เชิงมานั่งพูดให้กำลังใจกันแบบหวานซึ้งขนาดนั้นครับ แต่มันเป็นการแซวเล่น พูดกวน ๆ ตามประสาพวกเรา ซึ่งนั่นแหละคือกำลังใจในแบบของเราที่คอยบอกกันว่า “ไหวเว้ย ๆ สบาย ๆ อยู่แล้ว” ส่วนวิธีการฮีลใจตัวเอง สำหรับผมคือการหาอะไรที่เราชอบทำครับ สมมติถ้าช่วงนั้นชอบเล่นเกมก็ไปนั่งเล่นเกม แต่ถ้าช่วงไหนที่รู้สึกเหนื่อยล้ามาก ๆ ก็จะเลือกเล่นเกมที่มู้ดชิล ๆ ไม่ต้องคิดเยอะ เช่น เกมทำฟาร์มปลูกผัก ให้สมองมันได้เพลิน ได้พักผ่อนไปเรื่อย ๆ ครับ

แม็ค : ของแม็คก็คล้าย ๆ กับธรรมเลยครับ ปกติถ้าแม็คเหนื่อยมาก ๆ แม็คจะเข้าสู่โหมด Save Energy ทันที สภาพจะเหมือนซอมบี้เลย ไม่ยิ้ม ไม่พูดไม่จากับใคร นั่งกินข้าวเงียบ ๆ แต่ในวันที่ได้หยุดพักจริง ๆ ก็จะเลือกเล่นเกมเหมือนกัน ถ้าเหนื่อยมากก็หาเกมเบา ๆ เล่น อย่างเกมไปจับไดโนเสาร์ (ARK: Survival Evolved) แต่บางทีจังหวะจับไดโนเสาร์มันก็ตื่นเต้นเกินไปหน่อย (หัวเราะ) ก็จะเปลี่ยนไปเปิด FIFA นั่งกดยิงประตูไปเรื่อย ๆ กดยิงบอทเล่นเพลิน ๆ ให้สมองได้ผ่อนคลายครับ

เมื่อการมีพาร์ตเนอร์คนนี้ทำให้ทุกก้าวผ่านไปได้

ธรรม : จริง ๆ ผมยังไม่เคยพูดขอบคุณแม็คแบบจริงจังเลยครับ ครั้งนี้ก็ถือโอกาสขอขอบคุณเลยดีกว่า อะไรหลาย ๆ อย่างตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่ผมสามารถก้าวผ่านความยากและอุปสรรคต่าง ๆ มาได้ ผมคิดว่าส่วนสำคัญก็เพราะมีแม็คคอยช่วยด้วยจริง ๆ ขอบคุณที่คอยช่วยสอน คอยเตือนเรื่องนู้นเรื่องนี้ตลอด และขอบคุณที่คอยเป็นห่วงผมเสมอ ด้วยความที่ผมยังใหม่กับวงการนี้มาก ๆ แม็คก็จะคอยแนะนำว่าต้องทำตัวยังไง วางตัวแบบไหน ซึ่งผมก็รับฟังและโอเคมาก ๆ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยพูดขอบคุณจริงจังขนาดนี้เลย… ขอบคุณมาก ขอบคุณจากใจจริง ๆ ครับ

แม็ค : (ยิ้ม) แม็คก็ขอบคุณธรรมเหมือนกันนะ ขอบคุณที่ยังยอมรับฟังกันตลอด เพราะบางทีแม็คเองยังแอบรู้สึกเลยว่าตัวเองทำตัวเหมือนเป็นแม่ของธรรมไปแล้ว (หัวเราะ) รู้สึกว่าบางครั้งเราก็มีความจู้จี้จุกจิก มีความชอบจัดแจง มีความ Bossy สั่งนู่นสั่งนี่นิดนึงตลอด แม็คก็จะคอยจับธรรมมาจัดแจงทุกอย่างจนชอบบ่นว่า “ทำไมมึงไม่ทำแบบนี้วะ? ทำงานทำไมถึงไม่ทำอย่างนี้ล่ะ?”

ธรรม : แล้วผมก็จะเป็นพวกชอบตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไรหรอกพี่ แบบนี้ก็โอเคแล้ว” พอผมพูดแบบนี้ แม็คเขาก็จะเริ่มอยู่ไม่สุข เริ่มกระวนกระวายแทนผมทันทีครับ (หัวเราะ)

แม็ค : ใช่เลย! อย่างเช่นตอนทำงานเสร็จแล้วจะกลับบ้าน แม็คก็จะคอยถามตลอดว่า “ทำไมไม่โทรบอกให้พ่อแม่มารับล่ะ เดี๋ยวเขาก็มารับ เสร็จตั้งนานแล้วทำไมไม่ยอมโทร นั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้?” แล้วธรรมก็จะทำหน้านิ่ง ๆ แล้วตอบกลับมาว่า “เออ  เดี๋ยวนั่งรอไปก่อน” คือมันชิลเกินไปจนเราต้องคอยเป็นห่วงและกระวนกระวายแทนตลอดเวลาครับ (ยิ้ม)

ความพิเศษของ “จุดจีบสายมู Unlucky Bae” ที่ส่งต่อถึงกันและกัน

แม็ค : แม็ครู้สึกว่าเรื่องพล็อตคือความพิเศษมาก ๆ ครับ ถ้าทุกคนได้เข้ามาดูจะรู้เลยว่ามันมีอะไรมากกว่าที่คิดไว้เยอะมาก ตอนแม็คได้อ่านบทครั้งแรก ยังอุทานกับตัวเองเลยว่า “เฮ้ย มันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ? มันมีซีนนี้ด้วยเหรอเนี่ย?” คือมันไม่ใช่แค่รอมคอมธรรมดา ๆ แต่มันเป็นความรู้สึกที่พอดูแล้วจะทั้งขำและยิ้มตามได้ตลอดเวลาครับ

ธรรม : ในเรื่องมันมีครบทุกรสชาติจริง ๆ ครับ นอกจากความตลกแล้ว พาร์ตดราม่าก็เข้มข้นมาก ตัวละครแต่ละตัวมีปมดราม่าของตัวเองที่ลึกซึ้งพอสมควรเลย

แม็ค : ใช่ครับ รวมถึงคู่ของพี่อั๋น (ณภัทร รับบท กริช) กับพี่แสตมป์ (พนัชษ์กรณ์ รับบท โมจิ) คู่นั้นเขาก็จะเสิร์ฟอีกรสชาติหนึ่งให้คนดูเลย เพราะคู่ของพวกเราจะเน้นไปทาง Rom-Com จ๋า ๆ มีความน่ารัก โบ๊ะบ๊ะ ตีกัน กัดกันตลอด แต่คู่ของพี่อั๋นกับพี่แสตมป์เขาจะมีความเป็นผู้ใหญ่กว่า และจะให้ความเผ็ด ความเดือดที่ร้อนแรงกว่าคู่เราเยอะเลยครับ (ยิ้ม)

นอกจากนี้ แม็คก็อยากชวนให้ทุกคนลองติดตามพวกเรานอกเหนือจากในซีรีส์ด้วยนะ เพราะจริง ๆ แล้วความสนิทของพวกเราสองคนมันมีเยอะกว่าในจอมาก อยากให้ลองเปิดใจดูคอนเทนต์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลิปเบื้องหลัง หรือโมเมนต์ต่าง ๆ อยากให้ลองไปดูกันครับ

ธรรม : พูดจริง ๆ คือเบื้องหลังพวกเราหวานกว่าในซีรีส์อีกครับ (หัวเราะ) ด้วยความที่พวกเราเป็นพวกชอบ Skinship กันมาก ๆ แล้วกลายเป็นว่าตัวแทบจะห่างกันไม่ได้เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

แม็ค : เดี๋ยว… แม็คน่ะห่างได้นะ (ยิ้มแซว)

ธรรม : แต่ผมไม่รู้ทำไมเหมือนกัน คือผมเป็นคนขี้เหงาไง ก็เลยต้องเกาะไว้ตลอด (หัวเราะ)

ขอบคุณที่เลือกจะรักเรา

แม็ค : ต้องขอบคุณจริง ๆ ครับ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายคำว่าขอบคุณได้หมดเลยจริง ๆ

ธรรม : ถ้าไม่มีพวกคุณทุกคน พวกเราคงไม่มีทางทำสิ่งเหล่านี้ออกมาได้สำเร็จจริง ๆ ครับ เพราะแรงซัพพอร์ตของแฟน ๆ คือกำลังใจในทุกมิติ ทุกส่วน และทุกก้าวที่พวกเราเดินไปข้างหน้าเลย

แม็ค : ใช่ครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราตั้งใจทุ่มเทให้กับการเล่นซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งตัวแม็คและธรรมคือทำงานกันหนักมาก ๆ ด้วยความที่เราสองคนเป็นนักแสดงนำทั้งคู่ เราเลยมีคิวถ่ายเกือบทุกซีนในเรื่อง มันใช้พลังงานเยอะและเหนื่อยมากจริง ๆ ครับ

ธรรม : เพราะว่าตัวละครมันมีกระบวนการเติบโตและพัฒนาการค่อนข้างเยอะ มีเรื่องราวให้ต้องสื่อสารและเล่าเยอะมากจริง ๆ ครับ

แม็ค : พวกเราลุยงานกันหนักมาก เหนื่อยกันจนแทบหมดแรง แต่สุดท้ายแล้วปลายทางที่เราสู้กันขนาดนี้ ก็เพื่ออยากให้ทุกคนได้ดูผลงานที่ดีที่สุด และถ้าหากไม่มีคนรอดู สิ่งที่เราทุ่มเททำกันไปทั้งหมดมันก็คงไม่มีความหมายอะไรเลย พวกเราอยากขอบคุณทุกคนจากใจจริง ๆ ที่คอยติดตามกันมาตลอด เราไม่รู้จะตอบแทนความรู้สึกนั้นยังไงเลยครับ… เพราะทุกคน ‘เลือกที่จะรักพวกเรา’ ขอบคุณจริง ๆ ที่ทุกคนเลือกแบบนี้นะครับ (ยิ้ม)

สุดท้ายแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้ทุกความสัมพันธ์ว่าเริ่มต้นขึ้นเพราะอะไร เป็นความบังเอิญ จังหวะเวลา หรือมีอะไรบางอย่างจัดวางเอาไว้ เพราะบางครั้งความหมายของการพบกันไม่ได้อยู่ที่ “เหตุผลที่ได้เจอ” แต่อยู่ที่หลังจากวันนั้น เราต่างกลายเป็นคนแบบไหนในชีวิตของกันและกัน

บางคนเข้ามาเพียงชั่วคราวแล้วจากไป บางคนอยู่เพื่อทิ้งบทเรียนบางอย่างไว้ ขณะที่บางคนค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่เราสามารถวางความเหนื่อย ความกังวล หรือแม้แต่ความเงียบของตัวเองลงได้โดยไม่ต้องพยายามอธิบายมากมาย และความสัมพันธ์แบบนั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่มันถูกสร้างขึ้นทีละน้อยจากเวลาที่ใช้ร่วมกัน เพราะต่อให้โชคจะพาโอกาสมาอยู่ตรงหน้า หรือโชคชะตาจะพาใครบางคนเข้ามาใกล้แค่ไหน สิ่งที่จะทำให้เรื่องราวนั้นเดินทางต่อไปได้ก็ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องลงมือทำเอง ทั้งการเรียนรู้ การปรับตัว การรักษาความไว้ใจ และการเลือกที่จะไม่ปล่อยมือจากสิ่งที่ตัวเองเห็นว่ามีความหมาย

สำหรับ ธรรม-แม็ค สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากได้พบกันคงสำคัญกว่าคำตอบนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้จักรวาลจะเป็นเหวี่ยงใครบางคนเข้ามาในชีวิต การดูแลความสัมพันธ์ การเติบโตไปด้วยกัน และการเลือกที่จะยังอยู่ข้างกันต่างหากที่เป็นเรื่องของคนสองคน และบางที “ความโชคดี” อาจไม่ใช่การไม่เคยเจอเรื่องร้าย ๆ แต่อาจเป็นการได้เจอใครสักคนที่ทำให้เราไม่ต้องผ่านเรื่องเหล่านั้นไปเพียงลำพัง

“จุดจีบสายมู Unlucky Bae”
ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20:30 น. ทางช่อง GMM25
รับชมย้อนหลังที่แรกทาง Netflix เวลา 21:30 น.

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน