พระนคร พนมเปญ กัมพูชา

ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่าง รัฐกัมพูชา และ รัฐสยาม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา ธนบุรี มาจนถึงรัตนโกสินทร์ เป็นความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานและมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ประวัติศาสตร์ของทั้งสองอาณาจักรเต็มไปด้วยช่วงเวลาแห่งการปะทะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง การแข่งขันเพื่อขยายอำนาจ และการทำสงคราม 

เอกสารทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมเขมรในยุคที่พระนครเคยเป็นต้นแบบสำคัญของราชสำนักสยาม และกลุ่มชนชั้นนำของอยุธยากับเขมรพระนครก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันดุจญาติมิตร

นครวัด กัมพูชา
ภาพนครวัด โดย Supanut Arunoprayote

ในทางกลับกัน “ชาวเสียม” ก็ปรากฏบทบาทในฐานะคู่สงครามของเขมร ดังปรากฏในภาพสลักที่ปราสาทนครวัด สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนและมีหลายมิติมาตั้งแต่โบราณกาล ความสัมพันธ์ในลักษณะ “บ้านพี่เมืองน้อง” หรือระบบเครือญาติอุปถัมภ์ที่นักวิชาการบางท่านกล่าวถึงนั้นไม่ได้หมายความถึงความราบรื่นเสมอไป แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การช่วงชิงความเป็นใหญ่ และความขัดแย้งทางอำนาจที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ

การย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรหรือกัมพูชาในยุคต่อมาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางอำนาจเหล่านี้จำนวนไม่น้อยมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับการขยายอำนาจและการรุกรานทางทหารจากอาณาจักรอยุธยาและสยาม

การเสื่อมอำนาจของพระนคร (Angkor) และการรุกรานของอยุธยา

อาณาจักรพระนครเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจและอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ ความรุ่งเรืองของพระนครเริ่มต้นอย่างเป็นทางการราว ค.ศ. 802 เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประกาศตนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และดำเนินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองดังกล่าวก็มีวันถึงจุดเสื่อมถอย ปัจจัยที่นำไปสู่ความเสื่อมของพระนครนั้นมีความซับซ้อนและเกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน

การรุกรานจากอาณาจักรอยุธยาถือเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญยิ่งยวด ตามประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่าอาณาจักรอยุธยาได้เข้ายึดเมืองพระนครใน ค.ศ. 1431 (พ.ศ. 1974) ความพยายามขยายอิทธิพลของอยุธยาเข้าสู่ดินแดนเขมรนั้นปรากฏมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งอาณาจักร ดังเช่นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ที่มีบันทึกว่าทรงให้พระราเมศวรยกทัพไปตีเขมร แม้ในครั้งแรกจะประสบความพ่ายแพ้ก็ตาม หลังจากการพ่ายแพ้ต่อกองทัพอยุธยา เมืองพระนครแม้จะยังไม่ได้ถูกทิ้งร้างในทันที แต่ก็เริ่มเสื่อมความสำคัญลงอย่างมาก ประกอบกับปัญหาความวุ่นวายภายในและการแสวงหาที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เหมาะสมกว่าเดิม

แผนที่อยุธยา
แผนที่อยุธยา ภาพจาก huexonline.com

นอกเหนือจากการรุกรานของอยุธยาแล้ว ปัจจัยภายในและความท้าทายอื่น ๆ ก็มีส่วนบั่นทอนความแข็งแกร่งของพระนครเช่นกัน ความขัดแย้งภายในราชสำนักและการแย่งชิงอำนาจเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระยะ การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยการเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพุทธมหายานมาเป็นการนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 (กลางพุทธศตวรรษที่ 19) อาจส่งผลให้สถานะความเป็น “เทวราชา” ของกษัตริย์ลดความสำคัญลง ซึ่งกระทบต่อระบบการควบคุมทรัพยากรและแรงงานที่ต้องใช้ในการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ มีการศึกษาพบว่าในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 เกิดภาวะยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ซึ่งนำไปสู่ภาวะเอลนีโญ (El Niño) ทำให้เกิดความแห้งแล้งยาวนานในภูมิภาค ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบชลประทานขนาดใหญ่ของเมืองพระนครที่ต้องอาศัยน้ำในการทำเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงดูประชากรจำนวนมหาศาล

เมืองพระนคร รัฐกัมพูชา
ภาพเมืองพระนคร

มีหลักฐานว่าระบบชลประทานบางส่วน เช่น บาราย ขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม ทำให้เกิดการตื้นเขินหรือมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่กล่าวถึงการระบาดของโรค เช่น กาฬโรค หรือที่เรียกว่า “โรคห่า” ซึ่งทำให้ขุนนางและผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก โดยอาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นอย่างเช่นพระนครอ่อนแอลง

การล่มสลายของพระนครจึงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเกิดจากหลายปัจจัยเกื้อหนุนกัน การรุกรานของอยุธยาเปรียบเสมือนปัจจัยเร่งและเป็นหมัดน็อกสำคัญที่ทำให้พระนครถึงกาลอวสานในฐานะเมืองหลวง อยุธยาโจมตีพระนครในสภาวะที่อาณาจักรแห่งนี้อ่อนแอลงจากปัญหาภายในและปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร, ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจ, และความขัดแย้งภายในราชสำนัก ปัจจัยเหล่านี้ได้บั่นทอนความแข็งแกร่งของพระนครอย่างต่อเนื่อง ทำให้การโจมตีของอยุธยามีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบรุนแรงจนนำไปสู่การตัดสินใจละทิ้งพระนครในฐานะศูนย์กลางอำนาจหลักในที่สุด

การย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้ หลังจากการเสียพระนครให้อยุธยาไม่ได้เป็นเพียงการหลบหนีภัยสงครามเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของอาณาจักรเขมรด้วย การเลือกที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ในบริเวณที่ราบลุ่มตอนใต้เป็นการพยายามเข้าใกล้เส้นทางการค้าทางทะเลมากขึ้น ซึ่งเริ่มทวีความสำคัญเหนือกว่าเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมบนแผ่นดินใหญ่ที่เคยเป็นหัวใจหลักของพระนคร ในขณะเดียวกันการย้ายลงใต้ยังเป็นการหลีกหนีจากภัยคุกคามทางบกโดยตรงจากทิศตะวันตก ซึ่งก็คืออาณาจักรอยุธยาที่กำลังเรืองอำนาจ การแสวงหาเมืองที่มีชัยภูมิเหมาะสมทั้งในด้านการค้าและการสงคราม สะท้อนถึงความพยายามของชนชั้นปกครองเขมรในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและฟื้นฟูอำนาจของอาณาจักรในสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

สมัยละแวก: ราชธานีใหม่ภายใต้ภัยคุกคาม (พ.ศ. 2083–2137)

หลังจากการเสื่อมสลายของพระนคร ศูนย์กลางอำนาจของเขมรได้ย้ายลงมาทางใต้ และในที่สุดก็ได้สถาปนาเมืองละแวก (Lovek) ขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในจังหวัดกำปงชนัง ประเทศกัมพูชา ผู้สถาปนาเมืองละแวกคือ พระบรมราชาที่ 2 (พญาจันทน์) ซึ่งขึ้นครองราชย์หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในเขมรมีความวุ่นวาย โดย พระศรีสุคนธบท กษัตริย์องค์ก่อนถูกขุนนางชื่อ เจ้ากอง ทำการปฏิวัติโค่นล้มราชบัลลังก์ พญาจันทน์ที่เป็นพระอนุชาต่างมารดาได้ลี้ภัยไปยังอาณาจักรอยุธยา และต่อมาได้กลับเข้ามาในเขมรพร้อมกับการสนับสนุนของกองทัพอยุธยาเพื่อทำสงครามทวงราชบัลลังก์คืนจนสำเร็จ

เมืองละแวก รัฐกัมพูชา
แผนที่เมืองละแวก ภาพจาก FB : ไกด์โอ พาเที่ยว

พงศาวดารระบุว่าเมื่อแรกสร้างนั้น เมืองละแวกมีลักษณะเป็นค่าย และมีการหล่อพระพุทธรูปอัฐรัศสี่องค์ หันพระพักตร์ไปสี่ทิศ ประดิษฐานในพระวิหารจตุรมุขมหาปราสาท หรือวัดตรอแลงแกง เพื่อเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง 

ในสมัยละแวก กษัตริย์เขมรได้พยายามฟื้นฟูอำนาจของอาณาจักรขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในรัชสมัยของ พระบรมราชาที่ 3 (พระยาละแวก) ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2109-2119 พระองค์ได้ประกาศอิสรภาพจากอิทธิพลของอยุธยา และอาศัยจังหวะที่กรุงศรีอยุธยาอ่อนแอภายหลังการเสียกรุงให้แก่พม่าใน พ.ศ. 2112 ยกทัพไปโจมตีกรุงศรีอยุธยาแต่ไม่สำเร็จ ก่อนหน้านั้น ใน พ.ศ. 2083 พงศาวดารเขมรบันทึกว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยาเคยยกทัพมารุกรานกัมพูชาด้วยพระองค์เอง แต่ฝ่ายละแวกสามารถต้านทานและเอาชนะกองทัพอยุธยาได้

นอกจากนี้ ใน พ.ศ. 2098 อยุธยาได้ส่ง เจ้าพระยาโอง (พระสิทธนราช) ซึ่งเป็นพระโอรสของ พระศรีราชา อดีตกษัตริย์เขมรที่ถูกอยุธยาจับตัวไปและชุบเลี้ยงไว้ให้ยกทัพมาตีเมืองกัมพูชาเพื่อทวงสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แต่ก็ประสบความพ่ายแพ้และสิ้นพระชนม์ในสนามรบ ในรัชกาลพระบรมราชาที่ 3 นี้เองที่อาณาจักรละแวกเริ่มมีการติดต่อกับชาวตะวันตกเป็นครั้งแรก โดยมีบันทึกถึงชาวสเปนชื่อ กาสปาร์ด เดอ ครูซ (Gaspard de Cruz) เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี

อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของกรุงละแวกก็ถึงจุดจบด้วยการรุกรานครั้งใหญ่จากอาณาจักรอยุธยาในรัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ได้ทรงกรีธาทัพสยามเข้าโจมตีเมืองกัมพูชาใน พ.ศ. 2136 (ค.ศ. 1593) สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (นักพระสัตถา) กษัตริย์เขมรในขณะนั้นพยายามขอความช่วยเหลือทางทหารจากผู้สำเร็จราชการสเปนที่เมืองมนิลา แต่ความช่วยเหลือมาไม่ทันการณ์ กองทัพสยามสามารถตีหักเข้าเมืองละแวกได้สำเร็จใน พ.ศ. 2137 และทำการเผาทำลายเมืองจนย่อยยับ

สมเด็จพระนเรศมหาราชยึดกรุงละแวก
ภาพสมเด็จพระนเรศมหาราชยึดกรุงละแวก

สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 พร้อมด้วยพระโอรสและพระมเหสีต้องเสด็จหนีไปยังเมืองสตึงแตรงในเขตแดนล้านช้าง และต่อมาทั้งพระองค์และพระโอรสก็ประชวรจนสิ้นพระชนม์ ณ ที่นั่น การเสียกรุงละแวกครั้งนี้ยังนำไปสู่การกวาดต้อนผู้คนเป็นจำนวนมาก ทั้งช่างฝีมือ ปัญญาชน และทรัพย์สินต่าง ๆ จากละแวกไปยังกรุงศรีอยุธยา เหตุการณ์นี้ได้สร้างความรู้สึกสูญเสียและความขมขื่นอย่างใหญ่หลวงให้แก่ชาวกัมพูชา ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของตำนานพื้นบ้านเรื่อง “พระโค-พระแก้ว” ที่เล่าถึงการสูญเสียคัมภีร์ความรู้และสัญลักษณ์สำคัญของชาติไปให้แก่สยาม

การเสียกรุงละแวกส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออาณาจักรเขมร ทำให้เกิดความอ่อนแอทางการเมืองและการทหารอย่างหนัก การสูญเสียไพร่พล ปัญญาชน และทรัพยากรที่สำคัญทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ยาก สยามได้เข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งผู้ปกครองในกัมพูชา ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มชาวสเปนที่พยายามเข้ามามีบทบาทในการเมืองเขมรเพื่อกอบกู้สถานการณ์และฟื้นฟูราชวงศ์เดิม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

นครวัด กัมพูชา
นครวัด ภาพจาก วิกิพีเดีย

การสถาปนาเมืองละแวกและการประกาศอิสรภาพจากอยุธยาในช่วงต้นรัชกาลพระยาละแวก แสดงให้เห็นถึงความพยายามของชนชั้นปกครองเขมรในการฟื้นฟูอำนาจและเอกราชของอาณาจักรขึ้นอีกครั้งหลังจากการเสื่อมถอยของยุคพระนคร

อย่างไรก็ตาม การเสียกรุงละแวกให้แก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมืองและการทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจ รวมถึงสัญลักษณ์แห่งการฟื้นตัวของชาวเขมรอย่างรุนแรง การเผาทำลายเมือง การกวาดต้อนผู้คนจำนวนมาก และการที่กษัตริย์ต้องลี้ภัยจนสิ้นพระชนม์ในต่างแดน ล้วนเป็นภาพสะท้อนของความพ่ายแพ้ที่เด็ดขาด ความรู้สึกสูญเสียนี้ถูกตอกย้ำและส่งต่อผ่านตำนานพระโค-พระแก้ว ซึ่งเล่าขานถึงการที่สยามได้ครอบครองคัมภีร์แห่งสรรพวิชาของเขมรไป ทำให้เขมรต้องตกอยู่ในภาวะเสื่อมถอยทางปัญญาและอำนาจ ตำนานดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกสูญเสียที่หยั่งรากลึกเกินกว่าเพียงการเสียเมือง แต่เป็นการสูญเสียภูมิปัญญาและศักดิ์ศรีของชาติ

นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่กษัตริย์ละแวกตัดสินพระทัยขอความช่วยเหลือจากสเปนที่มนิลา และการที่กลุ่มนายทหารสเปนพยายามเข้ามามีบทบาททางการเมืองในเขมรภายหลังการเสียกรุงละแวก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเริ่มต้นของการดึงมหาอำนาจจากภายนอกภูมิภาค (นอกเหนือจากคู่ขัดแย้งเดิมคือสยามและเวียดนาม) เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งของอาณาจักรเขมร แม้ว่าบทบาทของสเปนในครั้งนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการสงครามได้ แต่ก็เป็นการเปิดช่องทางให้ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการภายในของกัมพูชา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่จะทวีความชัดเจนและส่งผลกระทบอย่างมากในยุคสมัยต่อ ๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคอาณานิคม

สมัยอุดง: การดิ้นรนท่ามกลางมหาอำนาจ (พ.ศ. 2161 – พ.ศ. 2408 )

ภายหลังการล่มสลายของกรุงละแวก อาณาจักรเขมรตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย มีการแย่งชิงอำนาจภายในอย่างต่อเนื่อง และมีการย้ายศูนย์กลางอำนาจหลายครั้ง ก่อนที่จะมาตั้งมั่นอยู่ที่เมือง อุดงมีชัย (Oudong Mee Chey) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า อุดง 

เอกสารระบุว่า พระไชยเชษฐาที่ 2 ทรงย้ายราชธานีมายังกรุงอุดงมีชัยราว พ.ศ. 2162 อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยอุดงนี้มักถูกนักประวัติศาสตร์บางส่วนเรียกว่าเป็น “ยุคมืดของเขมร” (Dark Ages of Cambodia) เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจลงอย่างมาก มีการแย่งชิงราชสมบัติกันแทบทุกรัชกาล กษัตริย์เขมรจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้สวรรคตอย่างสมพระเกียรติ และที่สำคัญคือ การตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการแทรกแซงจากสองมหาอำนาจเพื่อนบ้าน คือ สยาม (ซึ่งต่อมาคืออาณาจักรอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์) และญวน (เวียดนาม)

สถูปที่กรุงอุดมมีชัย กัมพูชา
สถูปที่กรุงอุดมมีชัย ภาพจาก วิกิพีเดีย

สภาวะ “เมืองขึ้นสองฝ่าย” หรือการเป็นรัฐกันชนระหว่างสยามและเวียดนาม เป็นลักษณะเด่นของกัมพูชาในสมัยอุดง กษัตริย์เขมรและกลุ่มเจ้านายต่าง ๆ มักจะต้องพึ่งพากำลังทหารจากสยามหรือเวียดนาม (หรือบางครั้งทั้งสองฝ่าย) เพื่อให้ได้มาซึ่งราชบัลลังก์หรือเพื่อรักษาอำนาจของตนเองไว้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองบ่อยครั้ง เป็นการเปิดโอกาสให้สยามและเวียดนามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชาได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2164 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพเข้ามารุกรานกัมพูชา โดยอ้างว่าฝ่ายกัมพูชากระด้างกระเดื่องไม่ยอมอ่อนน้อมเหมือนในอดีต 

ในช่วงปลายสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ กองทัพสยามยังคงมีบทบาทสำคัญในการเมืองเขมร ทั้งการยกทัพมาโดยตรง การสนับสนุนเจ้านายเขมรฝ่ายที่นิยมสยาม และการกวาดต้อนผู้คนกลับไปยังสยาม ประวัติศาสตร์ยังบันทึกถึงสงคราม อานัมสยามยุทธ ซึ่งเป็นการแย่งชิงอิทธิพลเหนือกัมพูชาระหว่างสยามและเวียดนามอย่างเปิดเผย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพคนสำคัญของสยามได้ยกทัพไปจัดการความไม่สงบในกัมพูชาหลายครั้ง และมีบทบาทสำคัญในการสถาปนากษัตริย์เขมร เช่น นักองค์ด้วง ให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสยาม

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

นอกจากนี้กษัตริย์เขมรหลายพระองค์ เช่น นักองค์เอง, นักองค์ด้วง และนักองค์ราชาวดี (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระนโรดม) เคยเสด็จมาพำนักและได้รับการศึกษาในกรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลอย่างสูงของสยามต่อราชสำนักเขมรในยุคนั้น

แม้จะตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอและถูกแทรกแซงอย่างหนัก แต่กษัตริย์เขมรบางพระองค์ในสมัยอุดงก็พยายามที่จะสร้างสมดุลแห่งอำนาจระหว่างสยามและเวียดนาม หรือหาทางต่อต้านการครอบงำเพื่อรักษาเอกราชและความมั่นคงของอาณาจักรไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้มักจะไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว เนื่องจากความขัดแย้งภายในและความแข็งแกร่งของมหาอำนาจเพื่อนบ้านทั้งสอง

จะเห็นได้ว่าสมัยอุดงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความอ่อนแอภายในของอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งเปิดช่องว่างให้สยามและเวียดนามสามารถเข้ามาแทรกแซงและครอบงำการเมืองเขมรได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

การย้ายเมืองหลวงมายังอุดงไม่ได้นำมาซึ่งเสถียรภาพที่ยั่งยืน ตรงกันข้าม อุดงกลับกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งและเป็นสมรภูมิของการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างสองมหาอำนาจเพื่อนบ้าน ยุคนี้เป็นยุคที่กษัตริย์เขมรจำนวนมากต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย ไม่สามารถสวรรคตอย่างสมพระเกียรติได้ดังที่พงศาวดารบันทึกไว้

จักรพรรดิยาลอง ของ เวียดนาม เคยเสด็จมาอยู่กรุงเทพฯ
จักรพรรดิยาลอง ของ เวียดนาม เคยเสด็จมาอยู่กรุงเทพฯ ภาพจาก วิกิพีเดีย

การที่เจ้านายเขมรต้องเลือกเข้าพึ่งพิงสยามหรือเวียดนามไม่เพียงแต่เป็นการขอความช่วยเหลือทางการทหารเพื่อแย่งชิงอำนาจกันเองเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การซึมซับอิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมของทั้งสองชาติเข้ามาในราชสำนักเขมรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแต่งตั้งกษัตริย์เขมรโดยการอนุมัติหรือการสนับสนุนจากกษัตริย์สยามหรือจักรพรรดิเวียดนาม ทำให้กัมพูชาสูญเสียความเป็นอิสระในการปกครองตนเองไปอย่างมาก การเมืองภายในของเขมรถูกครอบงำโดยผลประโยชน์และนโยบายของมหาอำนาจภายนอก ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้าและขาดความต่อเนื่อง

พนมเปญ: สู่เมืองหลวงยุคใหม่และอิทธิพลจากฝรั่งเศส (หลัง พ.ศ. 2408)

การย้ายเมืองหลวงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของกัมพูชาเกิดขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อ พระบาทสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์ ทรงตัดสินพระทัยย้ายราชธานีจากเมืองอุดงมายังพนมเปญ (Phnom Penh) ในราวปี ค.ศ. 1865 (พ.ศ. 2408) เมืองพนมเปญซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง แม่น้ำบาสัก และทะเลสาบโตนเลสาบ เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเมืองหลวงเก่าในบางช่วงเวลาของประวัติศาสตร์กัมพูชา ได้รับการตั้งชื่อตามตำนานวัดพนมและยายเพ็ญ การเลือกพนมเปญเป็นเมืองหลวงในครั้งนี้มีปัจจัยหลายประการ ทั้งทำเลที่ตั้งซึ่งเอื้ออำนวยต่อการค้าขายกับต่างชาติผ่านทางแม่น้ำโขง และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในภูมิภาคอันเนื่องมาจากการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศส

กรุงพนมเปญ กัมพูชา
กรุงพนมเปญ

ในช่วงเวลานี้กัมพูชาได้ตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการตามสนธิสัญญาที่ลงนามใน ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) การย้ายเมืองหลวงมายังพนมเปญเกิดขึ้นภายหลังจากที่กัมพูชาได้เข้าสู่สถานะรัฐอารักขาของฝรั่งเศสแล้ว และฝรั่งเศสก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพนมเปญจากเมืองขนาดเล็กให้กลายเป็นเมืองท่าริมน้ำที่ทันสมัยตามแบบตะวันตก 

การเข้ามาของฝรั่งเศสส่งผลให้สยามซึ่งในขณะนั้นปกครองโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ต้องยอมรับสถานะการเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศสเหนือดินแดนกัมพูชา และในที่สุดได้มีการลงนามในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) ซึ่งสยามได้ประกาศสละการอ้างสิทธิใด ๆ ทั้งปวงเหนือกัมพูชา แม้ว่าสยามจะยังคงได้ครอบครองเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณไว้เป็นการชั่วคราวก็ตาม สนธิสัญญาฉบับก่อนหน้านั้นคือ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1865 (พ.ศ. 2408) ก็ได้ระบุชัดเจนว่าสยามยอมรับว่าเขมรเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส และสัญญาลับใด ๆ ที่สยามเคยทำไว้กับเขมรเพื่อผูกมัดให้อยู่ใต้อำนาจนั้นถือเป็นโมฆะ

การสถาปนาพนมเปญเป็นเมืองหลวงภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสจึงนับเป็นการสิ้นสุดอิทธิพลโดยตรงของสยามในการเมืองภายในของกัมพูชาที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ การย้ายเมืองหลวงครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่เพียงแต่ในเชิงภูมิศาสตร์ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่กัมพูชาต้องเผชิญ จากเดิมที่ต้องคานอำนาจระหว่างสยามกับเวียดนาม มาเป็นการอยู่ภายใต้อำนาจของมหาอำนาจอาณานิคมจากยุโรป

ฝรั่งเศสทำสงครามกับสยาม
ฝรั่งเศสทำสงครามกับสยาม

การย้ายเมืองหลวงมายังพนมเปญและการเข้ามามีบทบาทของฝรั่งเศสจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของศูนย์กลางอำนาจเท่านั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาหลุดพ้นจากวงจรการเป็นรัฐกันชนและอยู่ภายใต้อิทธิพลของสยามและเวียดนามโดยตรง แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยการเข้าสู่อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกอย่างฝรั่งเศสแทนก็ตาม 

การตัดสินใจย้ายเมืองหลวงในครั้งนี้จึงมีนัยของการ “เลือกนายใหม่” หรืออาจเป็นการถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องยอมรับผู้มีอำนาจรายใหม่ที่สามารถเข้ามาคานอำนาจเดิมที่คุกคามความอยู่รอดของราชบัลลังก์และอาณาจักรได้ การที่สยามต้องยอมสละอิทธิพลเหนือเขมรให้แก่ฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่าการย้ายเมืองหลวงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันโดยตรงจากสยามในลักษณะเดียวกับการย้ายเมืองหลวงครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในระดับภูมิภาคที่ใหญ่กว่า โดยมีฝรั่งเศสเป็นผู้เล่นหลักคนใหม่ที่เข้ามาจัดระเบียบอำนาจในอินโดจีน

ถึงแม้ว่าสยามจะสูญเสียอิทธิพลโดยตรงทางการเมืองเหนือดินแดนกัมพูชาส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่ความขัดแย้งและประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสยามและเขมรยังคงส่งผลกระทบต่อการกำหนดเขตแดนและประเด็นทางการเมืองอื่น ๆ ในยุคอาณานิคม ฝรั่งเศสเองในฐานะเจ้าอาณานิคม ก็ได้ใช้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเขมร รวมถึงขอบเขตของอาณาจักรเขมรโบราณ มาเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องสิทธิเหนือดินแดนต่าง ๆ ที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของเขมร แต่ต่อมาตกไปเป็นของสยาม เช่น เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ การที่ฝรั่งเศสพยายามกดดันสยามให้สละสิทธิ์เหนือดินแดนเหล่านี้ โดยอ้างว่าการครอบครองของสยามเป็นอุปสรรคต่อความเจริญของสหภาพอินโดจีนของฝรั่งเศส แสดงให้เห็นว่ามรดกความขัดแย้งในอดีตยังคงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แม้ว่าผู้เล่นหลักและบริบททางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม

การย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรและกัมพูชาในแต่ละยุคสมัยมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่องกับการขยายอำนาจและการรุกรานทางทหารจากอาณาจักรอยุธยาและสยาม นับตั้งแต่การเสื่อมอำนาจของพระนครอันยิ่งใหญ่

ลูกแกะสยาม
ลูกแกะสยาม

การโจมตีของอยุธยาถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการละทิ้งศูนย์กลางเดิม มาจนถึงการสถาปนาเมืองละแวก ซึ่งท้ายที่สุดก็ถูกกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทำลายลงอย่างย่อยยับ ต่อเนื่องมาถึงสมัยอุดงที่กัมพูชาต้องตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอ ถูกแทรกแซงจากทั้งสยามและเวียดนาม จนกระทั่งการย้ายเมืองหลวงมายังพนมเปญในยุคที่อิทธิพลของฝรั่งเศสเริ่มแผ่ขยายเข้ามา เป็นการปิดฉากอิทธิพลโดยตรงของสยามในลักษณะเดิม การรุกรานของสยามจึงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญและต่อเนื่อง ส่งผลให้ศูนย์กลางอำนาจของเขมรต้องเคลื่อนย้ายครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อความอยู่รอด

ผลกระทบในวงกว้างของการย้ายเมืองหลวงเหล่านี้มีหลายมิติ ประการแรกคือ ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของกัมพูชา การถูกโจมตีและการย้ายเมืองหลวงบ่อยครั้งทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก และที่สำคัญคือเป็นการเปิดโอกาสให้มหาอำนาจภายนอก ทั้งสยาม เวียดนาม และต่อมาคือฝรั่งเศส เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศได้โดยง่าย ประการที่สองคือ ผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ การสงครามและการกวาดต้อนผู้คนทำให้เกิดการสูญเสียไพร่พล ช่างฝีมือ ปัญญาชน และทรัพยากรที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การย้ายเมืองหลวงยังทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ประการสุดท้ายคือ ผลกระทบต่อพลวัตอำนาจในภูมิภาค การขึ้นลงของอำนาจของอาณาจักรเขมรสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจระหว่างกัมพูชา สยาม และเวียดนาม ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของภูมิภาคไปอย่างสิ้นเชิง

ละโคนโขลเขมรที่ได้รับอิทธิพลจากสยาม
ละโคนโขลเขมรที่ได้รับอิทธิพลจากสยาม ภาพจาก วิกิพีเดีย

การรุกรานและการย้ายเมืองหลวงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้สร้างสิ่งที่อาจเรียกว่า “ประวัติศาสตร์บาดแผล” (Historical Trauma) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความทรงจำร่วมระหว่างไทยและกัมพูชามาจนถึงปัจจุบัน สิ่งนี้ปรากฏชัดเจนในแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ซึ่งมักนำเสนอภาพของไทยในฐานะผู้รุกรานและเป็นสาเหตุของความทุกข์ยากของชาติเขมรในอดีต 

แบบเรียนเหล่านี้มักเน้นย้ำถึงการรุกราน การยึดครองดินแดน และการกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินโดยกองทัพสยาม การศึกษาภาพแทนของ “ไทย” ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาระดับมัธยมศึกษาพบว่ามีลักษณะเด่น 7 ประการ เช่น การมองว่าไทยเป็นคนป่าที่อพยพมาจากจีนตอนใต้ เป็นโจรที่ปล้นแผ่นดินและวัฒนธรรมเขมร เป็นศัตรูของชาติ และเป็นผู้เนรคุณเขมร ซึ่งการนำเสนอเช่นนี้อาจมีเจตนาเพื่อปลูกฝังความรู้สึกชาตินิยมผ่านการสร้างศัตรูร่วมทางประวัติศาสตร์

บาดแผลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค แต่ยังหล่อหลอมความทรงจำและความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ของชาติกัมพูชา การที่สยามถูกมองว่าเป็นผู้รุกรานหลักในประวัติศาสตร์กัมพูชาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์แห่งชาติ และยังคงส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติของผู้คน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความขัดแย้งและการรุกรานอย่างต่อเนื่องก็ยังคงมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามและเขมรอย่างลึกซึ้ง และไม่อาจปฏิเสธได้ ราชสำนักสยามได้รับอิทธิพลทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และแบบแผนประเพณีหลายประการจากเขมรพระนคร การอพยพโยกย้ายของผู้คน ทั้งโดยสมัครใจและโดยการถูกกวาดต้อน แม้จะเป็นผลพวงจากการกระทำที่รุนแรง แต่ก็มีส่วนทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่ออย่างไม่ตั้งใจด้วย นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจว่าในท่ามกลางความเป็นศัตรูทางการเมืองและการเผชิญหน้าทางทหารก็ยังมีการเชื่อมโยงและการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่ดำเนินควบคู่กันไป ซึ่งเป็นมรดกที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรเพื่อนบ้านแห่งนี้

ที่มา

  • คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยฯ. (2534). ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 7 ประมวลจารึกที่พบในประเทศไทยและต่างประเทศ. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์.
  • คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี. (2542). ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.
  • จิตร ภูมิศักดิ์. (ม.ป.ป.). สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา.
  • ชนกพร คงเพียรธรรม. (ม.ป.ป.). ความเป็นมาของปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา: การรับรู้ ประวัติศาสตร์บาดแผล และอุดมการณ์ทางการเมือง.
  • ฐานข้อมูลบูรณาการ โครงการพัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมความร่วมมือเครือข่ายด้านการศึกษาและวิจัย ลุ่มน้ำโขงศึกษา. (ม.ป.ป.). พงศาวดารเขมร ฉบับพระยาราชเสนา (เดช): ประวัติศาสตร์บอกเล่าของข้าหลวงไทยสมัยรัชกาลที่ 4.
  • ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล. (2552). เอกสารประกอบการค้นคว้าประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา. กรมศิลปากร.
  • พวงทอง ภวัครพันธุ์. (ม.ป.ป.). สงคราม การค้า และการสร้างชาติ: ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาหลังสงครามเย็น.
  • ศานติ ภักดีคำ. (2546, มีนาคม). เขมร ‘เขม่น’ ไทย ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา. ศิลปวัฒนธรรม.
  • สุภัตรา ภูมิประภาส. (2550). ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างกัมพูชากับสยามในจารึกและเอกสารของกัมพูชา. วารสารดำรงวิชาการ, 6(2), 119-145.
  • https://www.silpa-mag.com/history/article_39654
  • https://www.silpa-mag.com/history/article_31756
  • https://www.silpa-mag.com/history/article_100399
  • https://www.silpa-mag.com/history/article_94855
  • https://www.silpa-mag.com/history/article_10334
  • https://www.youtube.com/watch?v=HrEmfxwtQHo
  • https://thestandard.co/onthisday11081863/
  • https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mekongjournal/article/download/84927/67655
  • https://fpps.or.th/news.php?detail=n1421644091.news
  • https://thestandard.co/the-drought-caused-angkor-to-fall/

AUTHOR

ชอบเล่าเรื่องการเมือง ชอบพบเจอผู้คน สนุกกับการพูดคุย ชอบดูการ์ตูน อ่านหนังสือ ที่สำคัญติดบ้าน ติดดิน แต่ไม่ติดลม