Bruce Willis

Bruce Willis (บรูซ วิลลิส) นักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์แอ็กชันระดับตำนานอย่าง Die Hard ตัดสินใจวางมือจากการแสดงมาตั้งแต่ปี 2022 หลังจากที่เขาถูกวินิจฉัยว่ากำลังป่วยด้วยโรคทางสมอง ทำให้ไม่สามารถกลับเข้าสู่งานการแสดงได้อีก ในตอนแรกเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Aphasia (ภาวะเสียความสามารถในการสื่อสาร) แต่ต่อมาหลังจากได้รับการรักษาเพิ่มขึ้น ในปี 2023 ครอบครัว Willis ได้ออกมาประกาศว่า เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Frontotemporal Dementia (FTD) หรือ ภาวะสมองเสื่อมกลีบหน้าผากและขมับ ซึ่งเมื่อเมื่อวานนี้ (22 กรกฎาคม 2568) เขาได้สูญเสียทักษะการสื่อสารและความทรงจำอย่างถาวร

Frontotemporal Dementia (FTD) คืออะไร?

FTD คือ ภาวะสมองเสื่อมกลีบหน้าผากและขมับ เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองในส่วน ‘หน้าผาก’ (frontal) และ ‘ขมับ’ (temporal) ซึ่งลักษณะเด่นของโรคนี้จะพบในคนอายุน้อยมากกว่าสมองเสื่อมแบบอื่น โดยสามารถเริ่มเป็นตั้งแต่ช่วงอายุ 40-65 ปี โดยอาการที่พบเห็นได้ชัด คือสื่อสารได้ยาก เนื่องจากผู้ป่วยจะสามารถพูดได้น้อยลง หรืออาจใช้คำผิด ส่งผลให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปแบบชัดเจน เช่น เฉยชา หรือกระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างขาดความยั้งคิด รวมไปถึงแสดงภาวะอารมณ์ไม่เหมาะสมได้ด้วย อีกทั้งอาการเหล่านี้จะไม่มีวันหาย และจะทรุดลงไปเรื่อย ๆ อีกด้วย

ซึ่งในกรณีของ Bruce Willis เขาถูกวินัจฉัยว่าอยู่ในภาวะอาการ Behavioral variant (bvFTD) หรือ พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง พ่วงด้วยอาการ Primary progressive aphasia (PPA) หรือ ภาวะสูญเสียความสามารถทางภาษา ซึ่งทำให้อาการล่าสุดของเขาไม่สามารถพูดและอ่านได้อีกต่อไป รวมถึงการแสดงสีหน้าและความรู้สึกก็ไม่สามารถทำได้ การเคลื่อนไหว การเดิน ไม่มีแรง และต้องพึ่งพาการช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ถือเป็นอาการที่รุนแรงมาก

การดูแลคล้ายผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ทว่าแตกต่างออกไป

ความแตกต่างของโรค FTD กับ อัลไซเมอร์ อันดับแรกเลยคือ “อายุของผู้ป่วย” ซึ่งผู้ป่วยอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อมนั้นมักจะพบหลังจากอายุ 65 ปีขึ้นไป ทว่าผู้ป่วย FTD แม้จะอายุเพิ่งจะ 40 ปีก็สามารถเกิดอาการนี้ได้แล้ว โดยอาการระยะแรก ๆ ก็จะแตกต่างกัน อัลไซเมอร์จะพบกับอาการความทรงจำระยะสั้นหายไป จนกลายเป็นสูญเสียความทรงจำระยะยาว แต่อาการของ FTD นั้นจะเริ่มจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิดความสับสนและเกิดผลกระทบกับผู้อยู่ร่วมกับผู้ป่วยได้มากกว่า เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าเกิดจากภาวะวัยกลางคนหรืออาการป่วยอื่น ๆ หรือไม่ จนกว่าจะได้พบแพทย์และวินิจฉัยอย่างแน่ชัด ทำให้การดูแลรับมือเป็นไปได้ยากมากขึ้น เนื่องจาก FTD นั้นไม่ตอบสนองต่อยาใดใด จึงต่างจากอัลไซเมอร์ที่ตัวยาจะยังพอชะลออาการได้อยู่บ้าง 

สำหรับครอบครัวของ Bruce Willis ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ต่างต้องเผชิญกับการรับมือที่ยากลำบาก เพราะนอกจาก Bruce ต้องสูญเสียทักษะการแสดงที่เป็นเหมือนทั้งชีวิตของเขาไปแล้ว Emma Heming Willis ภรรยาของเขายังเปิดเผยอีกว่า เธอและครอบครัวรู้สึกสิ้นหวังมาก หลังจากที่ทราบผลวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคสมองส่วนหน้าเสื่อม เพราะผลการวินิจฉัยมีแค่ข้อความในกระดาษ ไม่มีแผน ไม่มีการชี้แนะเพิ่มเติม เธอต้องพยายามประคับประคองครอบครัว เลี้ยงดูลูกสาวและลูกชาย ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับโรคที่เธอแทบไม่เข้าใจ

หลักการดูแลผู้ป่วย FTD จากครอบครัวของ Bruce สู่แฟน ๆ ทั่วโลก

ผู้ป่วย FTD มักแสดงพฤติกรรมที่ “ไม่เหมาะสม” เช่น พูดไม่สุภาพ, ทำสิ่งที่ไม่ควรในที่สาธารณะแต่ทั้งหมดนี้เป็นผลจากสมองที่เสื่อม ไม่ใช่เพราะนิสัยเสีย ดังนั้นสิ่งที่ครอบครัวผู้ป่วยควรกระทำ คือปรับความเข้าใจผู้ป่วย และหาทางเบี่ยงเบนแทนการกล่าวโทษผู้ป่วยด้วยอารมณ์ สร้างกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจน เนื่องจากผู้ป่วยสับสนได้ง่ายจากโรค การมีเวลาและกิจกรรมที่แน่นอน ช่วยให้เขารู้สึกมั่นคง เช่น เวลาอาหาร อาบน้ำ นอน ควรเหมือนเดิมทุกวันอย่างเคร่งครัด รวมถึงใช้ภาพ สี หรือป้ายติดกำแพงช่วยบอกว่าแต่ละห้องมีไว้ทำอะไร การจัดบ้านให้ปลอดภัยและเรียบง่ายอาจช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมตนเองได้มากขึ้น การตกแต่งบ้านให้น้อยชิ้น ลดสิ่งกระตุ้น อย่าง เสียงดังหรือแสงจ้า จะช่วยลดอาการหงุดหงิดได้

แนวทางการสื่อสารกับผู้ป่วย FTD ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ให้เน้นการพูดช้า ชัดเจน และตรงประเด็น โดยใช้คำพูดง่าย ๆ ไม่ยาว ใช้ภาษากายช่วย จะลดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางการสื่อสารได้ เนื่องจากผู้ป่วยแม้อาจไม่เข้าใจในคำพูด แต่ก็ยังรับรู้ผ่าน “อารมณ์ สีหน้า และท่าทาง” ได้ดี ภรรยาของ Bruce ยังฝากข้อความมาถึงแฟน ๆ อีกว่า หากพบเห็นเธอพา Bruce ออกไปทำกิจวัตรในที่สาธารณะ ขอความกรุณาอย่าตะโกนเรียกชื่อเขา หรือใช้คำที่ไม่สุภาพกับเขา เพราะจะส่งผลต่อพฤติกรรมและภาวะจิตใจของ Bruce ได้ ซึ่งที่ผ่านมา แฟน ๆ มักจะตะโกนใส่ Bruce ด้วยคำว่า “Yippee-ki-yays” ซึ่งเป็นคำที่ Bruce ใช้สบถใส่วายร้ายจากภาพยนตร์เรื่อง Die Hard นั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Bruce Willis หรือผู้ป่วย FTD คนอื่น ๆ นั้น โรคนี้ใช้เวลายาวนาน และเหนื่อยทั้งกายใจ ผู้ดูแลใกล้ชิดจำเป็นต้องมีพลังใจ ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับผู้ป่วยอย่างเต็มที่ เพื่อให้ครอบครัวยังคงมี “ช่วงเวลาแห่งความสุข” และแสดงถึงอารมณ์ที่ยังคงรับรู้ว่าได้เวลาพักแล้ว และอย่ารู้สึกผิดถ้ารู้สึก “หมดพลัง” เพราะทุก ๆ อย่างจำเป็นต้องประคับประคองกันไป ซึ่งครอบครัวของ Bruce กล่าวว่า อาการโดยรวมถือว่า “ทรงตัว” แม้รุนแรงแต่ยังอยู่ในความดูแลอย่างดี นอกจากนั้น ภรรยาของ Bruce ยังเตรียมวางแผนออกหนังสือที่ชื่อ “The Unexpected Journey” ในเดือนกันยายน 2025 เพื่อเป็นการแนะแนวช่วยเหลือผู้ดูแลคนที่ป่วยด้วยภาวะสมองเสื่อมอย่างเข้าใจและมีศักดิ์ศรี และเป็นมรดกความทรงจำที่เหลืออยู่ของ Bruce Willis ต่อไป ในวันที่เขาไม่เหลือความทรงจำอีกแล้ว เพื่อให้แฟน ๆ ของเขาได้ระลึกถึงพระเอกตลอดกาลต่อไปนั่นเอง

AUTHOR

นักคิด นักเขียน นักสร้างคอนเทนต์ ตัวปัญหาของกระแส ชาวเกย์ผู้แปลกแยก และนักเล่าเรื่องในรูปแบบที่แตกต่าง หลงใหลวัฒนธรรม Pop ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์และดนตรี และยังเป็นผู้กำกับอิสระ นักดนตรีและนักแต่งเพลง รวมถึงแอดมินเพจที่ประสบความสำเร็จในโซเชียลอีกด้วย เก่งซะไม่มี