เปิดประวัติพลเอกสุจินดา คราประยูร

มีรายงานเข้ามาเมื่อช่วงเวลาประมาณ 01:57 น. ของวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ว่า พลเอกสุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของไทย ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบด้วยโรคชรา ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สิริอายุได้ 91 ปี 10 เดือน 4 วัน โดยท่านเป็นนายทหาร เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

จุดเริ่มต้นก่อนปูทางไปสู่การเป็นผู้นำ

พลเอกสุจินดา คราประยูร เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2476  ณ ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี (ในขณะนั้น) เป็นบุตรคนสุดท้องของนายจวงและนางสมพงษ์ คราประยูร มีพี่สาวสองคน ครอบครัวของบิดารับราชการที่กรมรถไฟ สุจินดาเริ่มเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนปิยะวิทยา ก่อนจะมาศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนทวีธาภิเษก ซึ่งภายหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สุจินดาก็ได้ย้ายไปเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ที่จังหวัดหนองคาย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวน

เมื่อเติบโตขึ้น สุจินดาก็ได้เข้าสู่การเป็นทหารอย่างเต็มตัว โดยเข้าศึกษายังโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในเวลาต่อมา สุจินดาเป็นนักเรียนนายร้อย จปร. รุ่นที่ 5 ซึ่งการได้ศึกษาในสถาบันเหล่านี้ถือเป็นเส้นทางที่จะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งระดับสูงในเหล่าทัพ อีกทั้งสถาบันเหล่านี้ก็ยังเป็นเครือข่ายและความผูกพันที่แน่นแฟ้น มีบทบาทอย่างยิ่งในการเมืองไทยต่อมา

เข้าสู่การรับราชการทหาร

สุจินดาเริ่มต้นรับราชการทหารเมื่อปี พ.ศ. 2496 โดยได้รับพระราชทานยศ “ว่าที่ร้อยตรี” เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 จากนั้นสุจินดาก็ได้ทำงานและสั่งสมประสบการณ์เรื่อยมา ทำให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ ๆ ของกองทัพอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความไว้วางใจที่เหล่าผู้บัญชาการได้มอบให้

ต่อมาสุจินดาก็ได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีบทบาทในการทหารหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา การยุทธการ หรืองานข่าว จนมาถึงช่วงเวลาสำคัญคือการได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองผู้ช่วยทูตทหารบก ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2514 ที่เป็นการเปิดโลกทัศน์และสร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติ ก่อนจะกลับมาทำงานกรมข่าวทหารบก และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2533 ถือเป็นวันที่สุจินดาได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตราชการทหาร คือการได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก แทนพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ลาออกจากราชการ ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2534 พลเอกสุจินดาก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง แทนพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ที่เกษียณอายุราชการ จะเห็นได้ว่าการรวมอำนาจบัญชาการของทหาร 2 ตำแหน่งมาไว้ในคนคนเดียว ล้วนมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อดุลอำนาจทางการเมือง

บทบาททางการเมือง

ก่อนที่พลเอกสุจินดาจะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานการเมืองในลักษณะต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ โดยตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2520 เคยได้รับตำแหน่งที่สำคัญอยู่หลายตำแหน่ง อาทิ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอกสิทธิ จิรโรจน์), ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์) รวมถึงยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ถึง 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ที่ถึงแม้จะเข้ามามีบทบาทในแวดวงการเมือง แต่พลเอกสุจินดาก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางทหาร ซึ่งการทำงานเหล่านี้ทำให้ท่านได้เรียนรู้กลไกทางการเมือง ได้สร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองและข้าราชการพลเรือน กระทั่งมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอีกด้วย ถือเป็นการสั่งสมประสบการณ์ บารมี และเครือข่ายอิทธิพลทางการเมือง ควบคู่ไปกับการเติบโตบนเส้นทางการรับราชการทหาร

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พลเอกสุจินดาเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างเต็มตัว คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ซึ่งนำโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยให้เหตุผลว่า เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางจนถูกขนานนามว่าเป็น “รัฐบาลบุฟเฟต์คาบิเนต” , ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ, การดำเนินนโยบายที่ส่อไปในทางเผด็จการรัฐสภา, ความพยายามทำลายสถาบันทหาร และการบิดเบือนคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ ในคณะปฏิวัตินี้ พลเอกสุจินดาได้นั่งอยู่ในตำแหน่ง รองประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (หรือรองหัวหน้าคณะ รสช.) ร่วมกับผู้นำทหารคนอื่น ๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 กับวาทะ “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

หลังจากที่ได้มีการจัดให้เลือกตั้งเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 พรรคสามัคคีธรรม ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวนเก้าอี้ สส. มากที่สุด ได้ทำการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคร่วมอีก 4 พรรค ได้แก่ พรรคชาติไทย, พรรคกิจสังคม, พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร โดยได้มีการผลักดันให้ นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่แล้วก็ถูกทางการสหรัฐอเมริกากล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับคดีค้ายาเสพติดและถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ เหตุการณ์สุดพลิกผันนี้ทำให้นายณรงค์ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำรัฐบาลได้ ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองในเวลาต่อมา

ถัดจากนั้น พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคก็ได้ตัดสินใจเสนอชื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่ในขณะนั้นยังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และไม่ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนในที่สุดก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พลเอกสุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535

ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้หลังจากที่เกิดการรัฐประหาร พลเอกสุจินดาเคยได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้การเข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในทันที ทำให้คำพูดที่พลเอกสุจินดาเคยกล่าวไว้ถูกหยิบยกมาโจมตีอย่างหนัก ความว่า “ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์ที่เคยกล่าวไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลเดียวว่า เพราะความเป็นทหารที่เรามีคติประจำใจว่า เรายอมเสียสละได้แม้ชีวิตเพื่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดความจำเป็นที่เราจะต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นการเสียชื่อเสียง เสียสัจวาจาก็อาจจะเป็นความจำเป็น” ซึ่งวาทะ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” นี้ก็ถูกจดจำและกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความไม่พอใจของประชาชน

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535

การเข้ามารับตำแหน่งของพลเอกสุจินดาได้จุดกระแสความไม่พอใจให้กับประชาชนและกลุ่มพลังทางการเมืองต่าง ๆ นำไปสู่การชุมนุมที่ขยายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว และบานปลายจนกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีชื่อเรียกว่า ‘พฤษภาทมิฬ’ เนื่องจากมองว่าการกลับเข้ามาในเส้นทางการเมืองครั้งนี้เป็นการสืบทอดอำนาจของ รสช. ซึ่งขัดต่อคำมั่นสัญญาที่เคยได้ให้เอาไว้ว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ทั้งยังมีความไม่พอใจในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ที่อาจถูกร่างขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คณะ รสช. และไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

การชุมนุมต่อต้านเริ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนเมษายน มีการอดอาหารประท้วง มีการชุมนุมปราศรัยของพรรคฝ่ายค้าน มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก จนมาถึงช่วงวันที่ 17-20 พฤษภาคม เหตุการณ์ความตึงเครียดก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นจนนำไปสู่ความรุนแรง โดยสื่อต่างประเทศบางสำนักเคยได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เป็นวันที่มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมากถึง 150,000 คน ไปรวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงเพื่อเรียกร้องให้พลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่ง มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อติดต่อสื่อสารจนทำให้ถูกเรียกว่า “ม๊อบมือถือ”

ในวันเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลได้เริ่มใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เกิดการปะทะอย่างรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร มีรายงานผู้ถูกจับกุม ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตราว ๆ 500 คน (ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ) โดยเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนไทยและถูกประณามจากนานาชาติ ถัดมาในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอกสุจินดาก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง รวมระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งทั้งสิ้น 48 วัน โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี

ปิดฉากชีวิตอดีตผู้นำ

พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบด้วยโรคชราในวันนี้ (10 มิถุนายน 2568) ช่วงเวลาประมาณ 01:57 น. ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สิริอายุได้ 91 ปี 10 เดือน 4 วัน ถือเป็นการปิดฉากชีวิตบุคคลสำคัญที่เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เป็นอีกคนที่อยู่ร่วมบนเส้นทางการเมืองไทยอันสลับซับซ้อนและมีบทบาทสำคัญในหลายเหตุการณ์ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศ การจากไปของอดีตผู้นำในคราวนี้อาจทำให้เกิดการตั้งคำถามถึง “สิ่งที่ยังไม่ถูกเปิดเผย” และ “ความลับทางประวัติศาสตร์” เกี่ยวกับการเมืองที่ได้จากไปพร้อมกับตัวท่าน สิ่งเหล่านี้ย่อมกระตุ้นให้เกิดการทบทวน วิเคราะห์ และถกเถียงเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในอดีตอีกครั้งจากมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และเรื่องราวประสบการณ์ของพลเอกสุจินดายังเป็นบทเรียนที่ไม่เคยล้าสมัย เป็นเครื่องเตือนใจถึงอำนาจที่ปราศจากความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาชนย่อมไม่อาจยั่งยืนได้ เป็นบทเรียนให้คนทุกคนได้ร่วมเรียนรู้กันต่อไปเกี่ยวกับอนาคตของการเมืองไทย

ที่มา

AUTHOR

สำนักข่าวออนไลน์ที่จะเล่าทุกเรื่องข่าวให้สนุก ง่าย และพร้อมเสพ