เรือนจำอัลคาทราซ สหรัฐอเมริกา

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยอะไรใหม่ ๆ เมื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่า เขาได้มีการสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ซ่อมแซมและเตรียมเปิดเรือนจำอัลคาทราซ (Alcatraz) ขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อใช้สำหรับกักขังผู้ที่กระทำความผิดที่โหดร้ายและรุนแรงที่สุดในสหรัฐฯ ซึ่งในปัจจุบันเกาะแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยในอดีตสถานที่แห่งนี้ก็มีตำนานบางอย่างซ่อนอยู่

เรือนจำอัลคาทราซ หรือที่หลายคนเรียกมันว่า ‘เดอะ ร๊อค’ (The Rock) ตั้งอยู่บนเกาะกลางอ่าวซานฟรานซิสโก ซึ่งช่วงประมาณปี 1934 เป็นช่วงที่มีการปราบปรามอาชญากรรมครั้งใหญ่ เรือนจำแห่งนี้จึงได้รับการปรับปรุงให้กลายเป็นเรือนจำที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ทั้งยังเคยใช้เป็นสถานที่คุมขังอาชญากรชื่อดังระดับประเทศอย่าง ‘อัล คาโปน’ (Al Capone) อีกด้วย

ในช่วงทศวรรษ 1930 อัลคาทราซกลายเป็นสถานที่ที่หลบหนียากที่สุด เพราะถูกรายล้อมไปด้วยน้ำทะเลที่เย็นจัดบวกเข้ากับคลื่นลมที่แรง โดยยังมีการออกแบบเรือนจำแห่งนี้ใหม่ด้วยการใช้กรงเหล็กที่แข็งแรงขึ้น ตั้งหอคอยเวรยามในตำแหน่งยุทธศาสตร์ เพิ่มกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น และมีการตรวจตรานักโทษถึง 12 ครั้งต่อวัน 

ในระหว่างปี 1934-1963 เป็นปีที่เรือนจำแห่งนี้ถูกปิดไป มีนักโทษ 36 คนพยายามหลบหนีใน 14 เหตุการณ์ แต่ส่วนใหญ่ก็จะถูกจับกุมหรือเสียชีวิตระหว่างหลบหนี แต่มีชาย 3 คนที่หายตัวไประหว่างหลบหนี ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ชะตากรรมของพวกเขาเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด 

เรื่องราวของการหลบนี้ในครั้งนั้นมีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 3 คน เริ่มต้นที่คนแรก แฟรงก์ มอร์ริส (Frank Morris) เขาถูกส่งตัวมายังเรือนจำแห่งนี้ในช่วงประมาณปี 1960 หลังจากที่ถูกตัดสินโทษในคดีปล้นธนาคาร ลักทรัพย์ และอาชญากรรมอื่น ๆ อีกทั้งเขายังเคยพยายามหลบหนีจากเรือนจำอื่น ๆ มาก่อนอีกด้วย ต่อมาในปี 1961 จอห์น แองกลิน (John Anglin) เป็นนักโทษอีกคนที่ถูกส่งตัวมาที่เรือนจำแห่งนี้ และพี่ชายของเขา แคลเรนซ์ แองกลิน (Clarence Anglin) ก็ถูกส่งตัวตามกันมาติด ๆ ซึ่งทั้ง 3 คนรู้จักกันมาก่อน โดยถูกจัดให้อยู่ในห้องขังติดกัน มอร์ริสเองเป็นคนฉลาดหลักแหลม และก็เป็นเขาที่รับหน้าที่ในการวางแผนเพื่อออกไปจากสถานที่แห่งนี้ นอกจากนี้เขายังได้รับการช่วยเหลือจากนักโทษอีกคนที่ชื่อว่า อัลเลน เวสต์ (Allen West) อีกด้วย

ต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน 1962 เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาเช็กที่ห้องนักโทษเฉกเช่นทุกวัน ปรากฏว่ามีนักโทษ 3 คนหายตัวไป และใช่ เหล่านักโทษที่หายตัวไปก็คือ แฟรงก์ มอร์ริส และสองพี่น้องจอห์น แองกลิน กับ แคลเรนซ์ แองกลิน ซึ่งบนเตียงของพวกเขามีเพียงหัวปลอมที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ แปะด้วยผมมนุษย์จริง ๆ จากนั้นก็คลุมด้วยผ้าห่มเพื่อลวงตาให้ดูเหมือนว่าพวกเขายังคงนอนอยู่ เมื่อสถานการณ์ดูไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่นัก ทางเรือนจำจึงได้มีการประกาศล็อกดาวน์และรีบค้นหาตัวพวกเขาทันที

หลังจากนั้น 2 วัน เจ้าหน้าที่ได้พบกับไม้พายและเสื้อชูชีพที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในน้ำและบริเวณชายฝั่ง ทาง FBI ได้สรุปกระบวนการหลบหนีของทั้ง 3 คนที่ได้เบาะแสมาจาก อัลเลน เวสต์ ผู้ช่วยการหลบหนีที่หนีออกไปไม่ทัน ใจความโดยสรุปก็คือ 3 คนนี้ได้เริ่มวางแผนที่จะหลบหนีตั้งแต่ช่วงธันวาคมปีที่แล้ว โดยใช้ใบเลื่อยเก่าที่พบในเรือนจำเจาะช่องระบายอากาศด้านหลังห้องขัง บวกกับใช้ช้อนกินข้าวและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาช่วย จากนั้นเขาก็จะหาอะไรมาปิดรูตรงนี้เอาไว้

พวกเขาขุดจนเกิดเป็นโพรงที่พอจะลอดเข้าไปได้ จากนั้นก็ปีนเข้าไปใช้พื้นที่บนเพดานในการประดิษฐ์อุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับใช้ในการหลบหนีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อชูชีพ แพยาง ไม้พาย ด้วยความที่ต้องทำงานในยามวิกาลจึงเป็นเหตุผลที่เขาประดิษฐ์หุ่นปูนปลาสเตอร์มาตบตาเจ้าหน้าที่ในตอนกลางคืน และในที่สุดคืนวันที่ 11 มิถุนายน 1962 ทั้ง 3 คนก็ค่อย ๆ คลานไปบนดาดฟ้าและหลบหนีออกไปได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นยังคงเป็นปริศนาว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาสามารถหนีออกไปได้สำเร็จไหมหรือเสียชีวิตระหว่างหลบหนี เพราะโอกาสที่พวกเขาจะรอดมีน้อยมาก จนในที่สุด FBI ก็ได้ปิดคดีนี้ลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 1979 และส่งไม้ต่อให้กับหน่วยมาร์แชลของสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนคดีนี้ต่อไป แต่ทาง FBI มองว่าเป็นไปได้น้อยมาก ๆ ที่ทั้ง 3 คนนี้จะยังคงมีชีวิตอยู่

อ้างอิง