ทุกครั้งที่มีการ “รีเมค” คอนเทนต์แนวสยองขวัญในสื่อภาพยนตร์หรือละคร ความเห็นจากโซเชียลมีเดียประปรายมักจะขุดย้อนเอาเวอร์ชันก่อน ๆ ขึ้นมาเปรียบเทียบ และกล่าวว่าในเวอร์ชันก่อนผีต่าง ๆ จะดูน่ากลัวกว่านี้ แม้จะเป็นเพียงแค่ความเห็นที่ไม่มีข้อมูลสถิติอะไรรองรับตามฉบับชาวเน็ตทั่วไป แต่ในความรู้สึกต่าง ๆ เวลามองคอนเทนต์ผีในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบนั้น ความสยองขวัญยังคงทำงานอยู่หรือไม่
จาก Analog-Horror สู่ Digital Platform
ไม่ว่าจะเป็นหนัง-ละครในยุคปัจจุบัน สิ่งที่พัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก คือกระบวนการการถ่ายทำที่แตกต่างจากสมัยก่อน และทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสื่อเกิดจากการ “เซตติง” ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคพิเศษ การแต่งหน้า หรือตัว VFX ทั้งหลาย แม้แต่การเลือกแคสติงนักแสดงที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วมารับบทผี ผนวกกับรูปแบบการเล่าเรื่องผีที่จับทางได้ในคอนเทนต์รีเมค ความน่ากลัวต่าง ๆ ก็จะลดลงไป
แม้แต่ “ความคมชัด” ของจอทีวีในปัจจุบันก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความน่ากลัวลดลง เนื่องจากในสมัยก่อนการถ่ายทำและตัดต่อแบบ “ให้ทันออนแอร์” ผ่านรถ OB ทำให้การจัดไฟ เหลือพื้นที่มืดในการถ่ายทำมากกว่าปกติ การสร้างสรรค์เลือด ความแหวะ ต้องใช้อุปกรณ์จริงเพื่อประหยัดเวลาถ่ายทำ นำไปสู่การตัดต่อที่ไม่ได้ใช้เวลานานมาก เมื่อผ่านหน้าจอที่ยังคงเป็นแอนะล็อกในสมัยก่อนก็ยิ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกกลัวสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังจอมากกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้เรียกว่า Analog-Horror เป็นความน่ากลัวที่เกิดขึ้นในยุคทีวีสงครามเย็น หรือยุคทีวีตู้ ในยุคที่ผู้คนจำเป็นต้องดูแต่ทีวีที่ออกอากาศมาจากช่องสัมปทานของรัฐไม่กี่ช่องเท่านั้น ดังนั้นทุกอย่างที่ได้เห็นจะดูสมจริงมากกว่าเดิมเพราะขาดความคมชัด หรือการรู้ข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังได้จำกัด
การพัฒนาขึ้นของการมองความเชื่อ
สาเหตุหลัก ๆ มาจากพลวัฒน์ทางสังคมที่เปลี่ยนไป และผันแปรตรงกับการตั้งคำถามกับความเชื่อ ศาสนา และเรื่องงมงายต่าง ๆ ที่เคยทำงานกับสังคมอย่างเข้มข้นในยุคหนึ่ง แต่ประชากรในยุคสมัยใหม่มักจะตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเรื่องของผีสาง สัตว์ประหลาดต่าง ๆ ที่เคยผูกโยงกับความเชื่อทางศาสนา เวรกรรม ก็จะถูกปัดตกไปจากหลักคิดพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ และถูกตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล ที่มาที่ไปมากขึ้น
นอกจากนั้นในยุคปัจจุบัน ข่าวสารข้อมูลถูกเชื่อมกันทั้งโลก ความน่ากลัวที่เคยผูกโยงกับวัฒนธรรมก็จะต้องหักลบกับข้อมูลอีกแบบที่เคยห่างออกไปอีกซีกโลก คนไทยที่เคยหวาดกลัวผีกระสือ แต่เมื่อเจอการตั้งคำถามจากคนที่อยู่อีกซีกโลกว่าทำไมกระสือต้องกินตม แล้วพลังงานแสงวาบนั้นมาจากไหน ลอยได้ยังไงมีแค่หัวกับไส้ ก็เหมือนการลดทอนความน่ากลัวให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนกลายเป็นความขำขันไปเสียอย่างนั้น เช่นเดียวกัน หากให้คนไทยมานั่งหวาดกลัวแวมไพร์ที่คอนเทนต์สมัยใหม่เคยกำหนดให้เป็นพระเอกวรรณกรรมวัยรุ่นสุดหล่อไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้ความน่ากลัวลดลงไปมากในการตีความใหม่ที่ไปข้างหน้านั่นเอง
ผู้ชมรู้ข้อมูลมากเกินไปและมองเป็นแค่ความบันเทิง
สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เรื่องผีส่งต่อความกลัวให้กับผู้เล่าและผู้ฟัง คือการมี “ความลึกลับ” รายล้อมเรื่องราวเอาไว้ ไม่ใช่แค่ผีมีรูปร่างอย่างไร หรือมีที่มาที่ไปอย่างไร ทว่าการสร้างบรรยากาศให้เรื่องราวนั้นซ่อนความน่าค้นหา ไม่มีคำตอบแน่ชัด คลุมเครือ และใกล้ตัวให้มากที่สุด ความน่ากลัวก็จะทำงานได้มากขึ้น ทว่าปัจจุบันข้อมูลข่าวสารถูกนำเสนอเข้าถึงมืออย่างรวดเร็วและช่วงชิงความเป็นแหล่งแรกเสมอ เมื่อผู้ชมรับรู้ข้อมูลคอนเทนต์ต่าง ๆ ของภาพยนตร์และละครมาก่อนตั้งแต่โปรเจ็กต์เพิ่งจะเริ่มต้น ความลึกลับหรือการเซอร์ไพรส์ต่อเหตุการณ์ก็ลดลงไปตามลำดับ และพุ่งเป้าไปที่บทสรุปอย่างกระชับทันที ไม่เสียเวลาในการเสพความน่ากลัว อึดอัด ไม่ได้คำตอบซะทีจากความลึกลับของเรื่องผีอีกต่อไป ก่อเกิดเป็น Meme ลบหลู่ผีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าความน่ากลัวของผีหรือเรื่องลึกลับจะได้รับความนิยมลดลง เรื่องเล่าผีในรูปแบบเดิม ๆ เช่น รายการผีต่าง ๆ ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของการไม่เปิดเผยข้อมูลใดใดเลย ทั้งผู้เล่าที่รู้เพียงแค่ชื่อเล่น ซึ่งเรื่องที่หยิบยกมาเล่าบ้างก็เป็นเรื่องจริง เรื่องแต่ง บางเรื่องหยิบมาจากวรรณกรรมสยองขวัญมาเล่าต่อเลยก็มี สถานที่ที่ไม่เปิดเผยโต้ง ๆ ไม่มีการเซตติงเป็นภาพสมมติ เป็นเพียงแค่เสียงเล่าให้กับพิธีกรฟังแบบรายการวิทยุสมัยก่อน กลับยังคงได้รับความนิยมและกลายเป็นคอนเทนต์ในรูปแบบ Podcast ที่มีผู้ฟังเป็นล้าน ๆ อยู่ในปัจจุบัน และไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมความนิยมลงเลย
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แก่นแท้สำคัญของคอนเทนต์ผีคือการคงไว้ซึ่ง “ความคลุมเครือ ลึกลับ ไม่ชัดเจน” ทิ้งพื้นที่ให้ผู้เสพย์คอนเทนต์ได้จินตนาการต่อ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้คนในปัจจุบันจะยังเสพความน่ากลัวต่อไป แต่หากเมื่อใดที่ “ความชัดเจน” เข้ามาแทนที่ ความน่ากลัวก็จะถูกลดทอนลงไปทันที
