Ghostwatch, Mockumentary, BBC One, BBC, บีบีซี, Halloween 1992

อยากให้ลองหลับตานึกว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตเป็นเด็กชาวตะวันตกในช่วงฮาโลวีนกันดูก่อนจะอ่านบทความนี้ เราคงจะเคยเห็นว่าเมื่อถึงเทศกาลนี้ทีไร เราจะเห็นเด็ก ๆ แต่งเนื้อแต่งตัวน่ารัก ๆ ออกไปเคาะประตูเพื่อรอรับลูกอมและขนมจากเพื่อนบ้าน เห็นบ้านเดี่ยวริมถนนตกแต่งบ้านให้สอดคล้องกับเทศกาลจนบางครั้งคนก็นึกว่าของจริง ทั้งการเปิดหน้าต่างชั้นสองแล้วออกแบบกลไกให้ผ้าสีขาวส่องไฟส้มกระตุกเป็นจังหวะ มองไกล ๆ เหมือนไฟไหม้บ้านจริง ๆ ก็มี

ท่ามกลางความสนุกสนานของการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในปี 1992 ผู้ชมที่กำลังเปิดทีวีช่อง BBC One อยู่ที่บ้านกว่า 11 ล้านคนน่าจะได้เจอกับรายการทีวีที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชื่อ ‘Ghostwatch’ เป็นรายการทีวีจริงจังที่ดำเนินรายการโดย ‘ไมเคิล พาร์กินสัน (Michael Parkinson)’ พิธีกรรายการทอล์กโชว์และนักข่าวที่ดูภูมิฐาน ซึ่งมาเป็นพิธีกรของรายการใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติ และ ‘ดร.ลินน์ พาสโก (Dr. Lin Pascoe)’ นักจิตวิทยาเหนือธรรมชาติ

เนื้อหาภายในรายการตอนนี้มีสารตั้งต้นจากข้อมูลที่ทีมงานได้มาจากบ้านหลังหนึ่งในย่านนอร์ธโอลต์ (Northolt) ในกรุงลอนดอน ซึ่งมี พาเมลา เออร์ลี และลูกสาวสองคน อย่าง คิม และ ซูซานน์ อาศัยอยู่ ภายใต้การถูกรังควานด้วยผีโพลเทอร์ไกสต์ชื่อ Mr.Pipes ที่มาจากชื่อของเสียงเคาะในบ้านคล้ายท่อประปา ผีตัวนี้มักจะขว้างปาข้าวของในบ้าน สร้างเสียงน่ารำคาญ และเข้าสิงลูกสาวของเธอ และเชื่อว่าผีตนนี้น่าจะอาศัยอยู่ใต้บันได

รูปแบบรายการนี้ดำเนินไปด้วยเหตุการณ์สดที่เชื่อมโยงกันทั้งในห้องส่งและภาคสนามบริเวณบ้านของพาเมลา โดยพิธีกรหลักสองคนจะประจำอยู่ที่สตูดิโอ คอยนำเสนอความเชื่อมโยงและสรุปความกับคนดูอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมีการรับสายโทรศัพท์สดจากผู้ชมทางบ้านเพื่อให้โทรมาเล่าเรื่องน่ากลัว หรือสื่อสารสองทางโดยตรงระหว่างการออกอากาศ ส่วนพื้นที่ภาคสนามเป็นหน้าที่ของ ‘ซาราห์ กรีน (Sarah Greene)’ พิธีกรรายการเด็กยามเช้าที่มารับหน้าที่สำรวจความเป็นไปในบ้านแบบสด ๆ พร้อมกับ ‘เครกส์ ชาร์ลี (Craig Charles)’ พิธีกรภาคสนามอีกคนที่รับหน้าที่สัมภาษณ์ผู้คนที่มารอดูการถ่ายทอดสดตรงบริเวณบ้านที่เกิดเรื่อง

ระหว่างทางของรายการความยาว 90 นาทีเต็มนี้ เกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ไม่ได้มากมาย ทั้งการเปิดภาพ Insert ภายในห้องนอนของลูกสาวกลางรายการที่เผยให้เห็นเงาลาง ๆ ของ Mr.Pipes ต่อหน้าผู้ชม และมีคนโทรเข้ามาบอกว่าเห็นเงาในฟุตเทจดังกล่าว ก่อนจะนำฟุตเทจนั้นมาเปิด Replay อีกครั้งและพบว่าเงานั้นหายไปแล้วจากฟุตเทจ

หรือการสำรวจภายในบ้านที่หลายจังหวะแพนกล้องไปเจอกับ Mr.Pipes โดยบังเอิญ และการถูกผีเข้าของลูกสาว ไปจนถึงการพบรอยข่วนบนใบหน้าของพวกเธอ ตลอดจนเหตุการณ์ชุลมุนช่วงท้ายรายการที่จู่ ๆ ลูกสาวคนหนึ่งของเธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อมาพิธีกรภาคสนามสาวได้เปิดประตูห้องใต้บันได ก่อนจะถูกบางสิ่งบางอย่างดึงตัวเธอเข้าไปพร้อมปิดประตูเสียงดังสนั่น พร้อม ๆ กันกับที่ไฟในสตูดิโอขัดข้องจนระเบิดออก ทำให้ทีมงานในห้องส่งต่างโกลาหลและวุ่นวายจนเหลือแต่พิธีกรเพียงคนเดียวที่อยู่ ๆ ก็เดินมาคุยกับกล้องหน้าตาเฉย แต่จู่ ๆ เสียงพูดก็เพี้ยนไปราวกับว่านั่นไม่ใช่เขา ก่อนที่ภาพจะตัดไป และขึ้น End Credit ของพวกเขาในฐานะ ‘นักแสดง’ ที่มีไปจนถึงชื่อนักแสดงที่เล่นเป็นผีในรายการนี้

นั่นเป็นเพราะว่านี่ไม่ใช่รายการโทรทัศน์จริง ๆ แต่เป็นภาพยนตร์พิเศษที่ถูกทำขึ้นเพื่อวันฮาโลวีนในปีนั้น ซึ่งเป็นผลงานการเขียนบทของ Stephen Volk และกำกับโดย Lesley Manning จากความตั้งใจแรกที่อยากทำเป็นมินิซีรีส์ความยาว 6 ตอน ว่าด้วยเรื่องของนักข่าวและนักวิจัยที่รวมตัวกันเพื่อสืบหาความจริงจากเรื่องเหนือธรรมชาติ โดยมีจุดน่าติดตามคือในตอนที่ 6 ที่เล่าเรื่องของการถ่ายทอดสดบุกบ้านผีทางโทรทัศน์ ก่อนที่ BBC จะแนะนำให้หยิบเฉพาะตอนที่ 6 มาขยี้ให้กลายเป็นภาพยนตร์เต็มเรื่องไปเลยน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า ผ่านการเล่ามันในฐานะเรื่องราวสืบสวนสอบสวนที่เสมือนการถ่ายทอดสดจากบ้านผีสิง

โดยสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นที่มีอยู่ทาง BBC One คือ การเขียนบทให้ตัวแสดงบางส่วนเป็นบุคคลจริงบนหน้าจอที่เล่นเป็นตัวเองและใช้ชื่อจริงของพวกเขา รวมถึงการถ่ายทำที่ไม่อยากให้เป็นภาพยนตร์ แต่มันต้องสมจริงราวกับสารคดีสด เพียงแต่มันอยู่ในฐานะ Mockumentary เท่านั้น

เพราะในโลกความเป็นจริงขณะที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังฉายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ หมายเลขโทรศัพท์ที่ขึ้นบนหน้าจอเพื่อให้คนดูโทรเข้ามาก็เป็นเบอร์มาตรฐานของสถานีที่มีการเตรียมการกับเจ้าหน้าที่ผู้รับสาย 5 คน ให้บอกกับคนที่หลงโทรเข้ามาว่าเขากำลังดูละครอยู่นะ แต่โทรมาเล่าเรื่องผีกับเราได้ รวมถึงทีมงานที่สร้างสรรค์รายการก็ไม่ได้โกลาหลดังในจอทีวี แต่พวกเขากำลังมาดื่มมาดริ้งอยู่เพื่อฉลองการออกอากาศจริง

รวมถึงก่อนหน้าวันออกอากาศจริง ก็มีการโปรโมตสิ่งนี้อย่างหนักหน่วงเพื่อให้ผู้คนรอชม มีการปล่อย Trailer ขนาดสั้นระหว่างวันภายในช่อง ว่าในคืนวันฮาโลวีนจะมีเนื้อหาสุดพิเศษสำหรับวันนั้นเท่านั้น เกาะจอรอดูกันได้ อีกทั้งก่อนเริ่มรายการเพียงไม่กี่วินาที ทีมงานตัดต่อก็ได้ใส่ข้อมูลบางส่วนเพื่อบ่งบอกอย่างกลาย ๆ ว่านี่คือรายชื่อของนักแสดง และผู้กำกับของเรื่องนี้

นั่นอาจจะเป็นความรัดกุมเดียวที่ทำได้กับสื่อบันเทิงที่ตั้งใจทำมาให้เหมือนของจริงจนแยกไม่ออก เพราะในยุคที่คนดูไม่ได้รู้เท่าทันสื่อมากมายขนาดนั้น พวกเขาต่างหลงเชื่อว่าสิ่งเหนือธรรมชาติอันน่ากลัวที่กำลังถ่ายทอดสดในคืนวันฮาโลวีนนั้นเป็นเรื่องจริง ยิ่งจู่ ๆ ใครต่อใครที่เผลอเปิดไปยังช่อง BBC One คงจะไม่มีทางรู้แน่ว่านี่คือการแสดง

คืนนั้นมีสายโทรศัพท์โทรเข้ามายัง BBC ร่วม 2 หมื่นสายเพื่อก่นด่า ตำหนิติเตียน ร้องเรียน ไปจนถึงการบอกว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้น่าเชื่อถือมาโดยตลอด แต่พวกเขากลับทำลายความไว้วางใจนั้นลงด้วยเนื้อหาที่ดูกึ่งจริงกึ่งแสดงนี้

ไปจนถึงเหตุการณ์ที่บานปลายอย่างการฆ่าตัวตายของ ‘มาร์ติน เดนแฮม’ เด็กหนุ่มวัย 18 ปีจากเมืองน็อตติงแฮม ที่ได้ดูรายการนี้แล้วรู้สึกหลอน จากความอินที่กลายเป็นความประหม่าบนโลกความจริงว่าจะมีผีในบ้าน จนมาร์ตินขอพ่อเลี้ยงเปิดไฟทั่วบ้าน และรู้สึกกังวลไปเองเกี่ยวกับเสียงท่อระบบความร้อนในบ้านเหมือนอย่างในซีรีส์ ก่อนจะเริ่มทำตัวแปลกไปจากเดิมจนสังเกตได้

และห้าวันหลังจากนั้น เขาถูกพบเป็นศพถูกแขวนคออยู่บนต้นไม้ใกล้ ๆ บ้านของเขา โดยใช้สายยางพลาสติกเป็นอุปกรณ์ พร้อมกับการพบโน้ตข้อความในกระเป๋าว่า “อย่ากังวลเลย ถ้าบ้านนี้มีผี ฉันจะเป็นผีเอง และฉันจะอยู่กับคุณตลอดไปในฐานะผีเหมือนกัน” ซึ่งหลังจากเกิดเหตุสลดนี้ ทางทนายความของ BBC ก็ออกมาชี้แจงว่าทางต้นสังกัดขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุม และขอแสดงความเสียใจกับช่วงเวลาอันน่าเศร้านี้ของครอบครัว ก่อนที่ในช่วงเวลาต่อมาทางทีมงานผู้ผลิตจะออกประกาศขอโทษอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้นเพื่อให้กระแสด้านลบค่อย ๆ ลดลง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา Ghostwatch ก็ไม่เคยถูกฉายบนหน้าจอทีวีซ้ำอีกเป็นระยะเวลานานหลักสิบปี ก่อนจะมีการเผยแพร่เนื้อหาในเวอร์ชัน DVD ออกมา รวมถึงมีการจัดทำรายการ ‘Ghostwatch: Behind the curtain’ เพื่อบอกเล่าเบื้องหลังการทำสื่อบันเทิงชิ้นนี้ อีกทั้งในยุคที่ผู้คนเริ่มตระหนักรู้ถึงเนื้อหาประเภท Mockumentary หรือสารคดีเสมือนจริงมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เริ่มมีแฟนคลับจริงจังมากมาย

รวมถึงมีการพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะถือเป็นรูปแบบของสื่อบันเทิงที่ค่อนข้างมาก่อนกาล และเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในฐานะสื่อบันเทิงที่ทำออกมาเหมือนจริงจนผู้คนคิดว่าเป็นเรื่องจริง เพียงแต่มันไม่ได้รับการอธิบายเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรมก่อนความหวาดกลัวในสังคมจะเกิดขึ้นว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจริง ซึ่งก็น่าสนใจว่าหากภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ในยุคนี้ เสียงตอบรับแรก ๆ ของผู้คนในยุคสมัยนี้น่าจะเป็นไปในรูปแบบไหนกันนะ

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป