Attack on Titan (進撃の巨人) แอนิเมชันญี่ปุ่น ผลงานของ Hajime Isayama ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมาเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่เริ่มออกอากาศในปี 2013 และจบลงในปี 2023 ซึ่งถือว่าเป็นอนิเมะเรื่องยิ่งใหญ่ของผู้ชม Gen Z เรื่องหนึ่ง ด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน ผจญภัย ทว่าแฝงไว้ด้วยข้อความทางการเมือง การปกครอง และผลกระทบจากสงครามที่เกิดขึ้นจากการเหยียดเชื้อชาติ เริ่มเรื่องมาด้วยภาพของมนุษยชาติที่ต้องหลบซ่อนอยู่ภายใน “กำแพงยักษ์” เหล่าตัวละครหลักเชื่อว่ากำแพงคือสิ่งเดียวที่คุ้มกันชีวิตจากไททัน และความฝันของ Eren ตัวละครหลักของเรื่อง มีแค่ความต้องการที่จะกำจัดไททันที่มารุกรานบ้านและครอบครัวเขาให้หมดสิ้นไปเพียงเท่านั้น แต่ยิ่งเรื่องดำเนินไป ความจริงกลับยิ่งน่าหวาดกลัว เพราะกำแพงเหล่านั้นไม่เพียงป้องกัน “ภัยจากภายนอก” หากยังเป็นเครื่องมือของการแบ่งแยก ควบคุม และเหยียดในมิติต่าง ๆ ที่คล้ายกับประวัติศาสตร์ของโลกจริงอย่างน่าขนลุก
“กำแพง” คือกลไกของอำนาจและการเหยียดแฝง
“กำแพง” ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งปลูกสร้างทางกายภาพ หากยังเป็น “เครื่องบ่งชี้ในความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพื้นที่” ซึ่งสามารถไล่ระดับไปตั้งแต่กำแพงในบ้าน กำแพงในอาคาร กำแพงระหว่างสองพื้นที่ ซึ่งทันทีที่มีการก่อกำแพง มันคือการเริ่มต้นควบคุมความเป็นส่วนตัว ควบคุมความคิด ความกลัว และในระดับภาพที่ใหญ่ขึ้น การจับมนุษย์เข้าไปอยู่หลังกำแพง คือการพรากเสรีภาพของมนุษย์ทันที กำแพงยิ่งสูง ก็ยิ่งสะท้อนภาพการกักขังให้ชัดมากยิ่งขึ้น เช่นกำแพงในเรือนจำ หรือคุก ที่สะท้อนถึงการกักขังได้ชัดเจน
แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่นักทฤษฎีอย่าง Michel Foucault เรียกไว้ว่า Disciplinary Power หรืออำนาจที่ไม่ได้บังคับอย่างตรงไปตรงมา แต่ซึมลึกผ่านโครงสร้าง สถาบัน และความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งหากเราเอาแนวคิดนี้เข้ามารวมเป็นสมการกับกำแพงในการ์ตูน Attack on Titan แล้ว ก็จะพบว่ากำแพงในเรื่องมีหน้าที่ปกป้องคนภายใน แต่ขณะเดียวกันก็ได้จำกัดอิสระของพวกเขาด้วยเช่นกัน ยิ่งถูกจำกัดอิสรภาพ เหล่าผู้คนในกำแพงก็จะเริ่มสร้าง “ประวัติศาสตร์ทางเลือก” ให้ผู้คนที่ไม่รู้ความจริงทั้งหมด ก่อให้เกิดการแบ่งชนชั้นในทางกายภาพ เช่น เขตเมืองชั้นใน-ชั้นนอก ในเรื่องจะถูกแบ่งเป็นกำแพงสามชั้น ได้แก่ Maria, Rose และ Sina โดยเมืองในกำแพงชั้นในสุดที่อยู่ตรงกลางจะมั่งคั่ง เต็มไปด้วยชนชั้นสูงที่มีอำนาจการกำหนดประวัติศาสตร์ทางเลือกให้เชื่อ ส่วนเขตนอกสุดอย่างเมืองชิกันชิน่ากลับยากจน และต้องรับผลกระทบแรกสุดจากการรุกรานของไททันไปก่อน
“กำแพง” คือความกลัวและการไม่เข้าใจ “อีกฝ่าย”
สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องคือ ตัวละครส่วนใหญ่ “กลัวสิ่งที่อยู่นอกกำแพง” และยอมจำนนต่อชีวิตภายในกำแพงโดยไม่ตั้งคำถาม เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามี “โลกอื่น” อยู่ข้างนอก สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง “Other” หรือความเป็นอื่น โดยการมองคนที่แตกต่างว่าเป็นภัยหรือด้อยค่า ซึ่งตรงกับเป้าหมายหลักของชาว Paradis ที่เมื่อมองไททันเป็นศัตรู ก็จะไม่รู้ว่าพวกเขาก็เคยเป็นมนุษย์ หรือเลือกที่จะทำทีเป็นไม่รับรู้ ลบประวัติศาสตร์ว่าไททันก็เป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกัน เพื่อให้ชาว Paradis สามารถสังหารปีศาจที่อยู่นอกกำแพงได้โดยไร้การตั้งคำถาม จัดตั้งกองทัพอันเกรียงไกร โดยเชื่อว่าทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อปลดแอกการกดขี่จากสิ่งเลวร้ายภายนอกกำแพงนั้น สะท้อนผ่านตัวละคร Eren ที่เมื่อเขาสามารถนำกองทัพรวมชาว Paradis ให้กลายเป็นหนึ่งได้แล้ว สิ่งที่เขาตั้งใจจะทำก็คือ “พิภพคำราม” กำจัดทุกคนที่อยู่นอกกำแพงเกาะ Paradis ให้หมดไป เพื่อยุติการกดขี่ต่อเผ่าพันธุ์ของเขา
แต่ในทางกลับกัน ชาว Marley ก็มองชาว Eldia เป็นเผ่าพันธุ์ต่ำช้า และต้องถูกควบคุม เพราะเชื้อชาตินี้คือต้นตอของปัญหา มีเชื้อของปรสิตประหลาด แถมในประวัติศาสตร์เองชาว Eldia ก็เคยกดขี่คนอื่นมาเป็นพันปี ความหวาดกลัวต่อ Ymir เพราะว่าพวกที่สืบทอดเชื้อสายมาจากเธอ สามารถแปลงร่างเป็นไททันได้ ความเกลียดเหล่านี้เพิ่มขึ้นและสะสมเป็นความเกลียดชังไปทั่วโลก ดังนั้นเมื่อชาว Eldia ถอยกลับไปยังเกาะ Paradis และเริ่มใช้ไททันก่อกำแพง เพื่อกันตัวเองออกมาจากโลก ชาว Marley ก็ใช้ข้อได้เปรียบของกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นมาในการทำสงครามกดเผ่าพันธุ์ที่รากเดิมก็เป็นชนเผ่าเดียวกัน เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นว่า ฉันบริสุทธิ์กว่า มีความเป็นปีศาจน้อยกว่า ฉันเป็น “ไททันในนามความดี” ด้วยการถล่มเกาะ Paradis ที่อยู่หลังกำแพงให้ยับเยิน
“กำแพง” ในโลกจริงทุบได้ เพราะความหวังและการต่อสู้
แม้การ์ตูน Attack on Titan จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสงครามที่เกิดจากการเหยียดในโลกแห่งความจริง อย่าง มรดกแนวคิดฟาสต์ซิส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ทว่าในโลกแห่งความจริงเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคที่โอบรับความหลากหลายให้มากขึ้น “การทุบกำแพง” ก็เกิดขึ้นจริงเช่นกัน และไม่ใช่แค่ทำลายโครงสร้างที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่คือการรื้อทัศนคติที่กดทับมนุษย์ให้หมดไป เช่น การทุบกำแพงเบอร์ลินที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1961 จนกระทั่งประชาชนเห็นพ้องต้องกันว่าควรทำลายทิ้งในปี 1989 การทุบกำแพงเบอร์ลินที่เป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น และการกักกันเสรีภาพให้ล้มลง ล้วนเกิดจากพลังของประชาชนที่เรียกร้องการรวมชาติ และเสรีภาพในการเคลื่อนไหวจากสองฝั่งกำแพงกระทำร่วมกัน
แต่ในขณะเดียวกันสัญลักษณ์ของการกดขี่ด้วยสิ่งปลูกสร้างก็ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เช่น พื้นที่ Ghetto ของชาวยิวในนาซีเยอรมนี ซึ่งเป็นพื้นที่กักกันที่ผลัก “คนที่แตกต่าง” ออกไปให้พ้นสายตาสังคมกระแสหลัก โดยเป็นจุดเริ่มต้นของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาตั้งแต่ต้น รวมถึงกำแพงอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในเชิงมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน จนมีการเปรียบเปรยว่ากำแพง Wailing Wall คือ “อุโมงค์ของความกลัว” จนทำให้สองเชื้อชาติสร้างเรื่องคนละเรื่อง และมีสองมาตรฐานจนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน
แม้ในตอนท้ายของอนิเมะ Attack On Titan เอเรนจะมีพลัง “ทำลายกำแพง” ได้ในเชิงกายภาพ แต่สิ่งที่คนอ่านและดูอนิเมะรื่องนี้ควรตกตะกอนเป็นคำถามก็คือ ถ้าทำลายกำแพงได้แล้ว เราทำลายความเกลียด ความกลัว และการเหยียดได้หรือยัง? เพราะหากไม่มีการเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่มีทัศนคติการมองเพื่อนมนุษย์เป็นมนุษย์ให้ได้ การล้มกำแพงภายนอก ก็อาจนำไปสู่กำแพงใหม่ที่สูงกว่าเดิม
อย่างไรเสีย การต่อต้านความอยุติธรรมไม่ควรจบลงที่การ “เอาคืน” หากต้องมุ่งสู่การฟังและเข้าใจรากเหง้าของความเกลียดชังมากกว่าส่งต่อมันต่อไป
