ดูเหมือนว่าที่ร้านสะดวกซื้อของต่างประเทศหลายแห่งกำลังเผชิญกับปัญหาการลักขโมยสินค้าภายในร้านกันเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนมากจะเกิดปัญหาในร้านสะดวกซื้อและร้านขายยา อย่าง ‘CVS’, ‘Rite Aid’ และ ‘Walgreens’ ซึ่งทั้งสามแบรนด์นี้มีสาขาของร้านทั่วสหรัฐอเมริการวมกันกว่า 2 หมื่นสาขาทั้งในเมืองขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยเชนร้านค้ารูปแบบนี้ถือเป็นหนึ่งในร้านค้าที่สะดวกสำหรับรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวอเมริกาได้แบบจริง ๆ
แต่หลังจากการพบปัญหาการโจรกรรม ทำให้แต่ละแบรนด์ต่างใช้มาตรการเดียวกันในการป้องกันการขโมยจากผู้ไม่หวังดี นั่นคือการล่ามสินค้าหรือควบคุมตู้โชว์สินค้าด้วยระบบล็อก หรือแม่กุญแจและโซ่ อย่างเช่นสินค้าเพื่อการดูแลรักษาเสื้อผ้า อย่าง Tide ในรูปแบบขวด ที่ร้านก็ใช้ตัวคล้องล่ามขวดแต่ละขวดเอาไว้กับเชลฟ์ที่วางสินค้าอย่างแน่นหนา เรียกได้ว่าไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยิบสินค้าได้โดยง่ายเลย

ด้วยวิธีการแก้ปัญหาสุดหักดิบแบบนี้ ทำให้กลุ่มลูกค้าต่างรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งในการเดินไปซื้อสินค้าเพียงไม่กี่อย่างภายในร้าน แต่ต้องเจอกับชั้นวางและสินค้าแต่ละชิ้นที่ถูกล็อกอยู่ทั้งหมด จนเกิดการถ่ายคลิปและอัปโหลดผ่านช่องทาง TikTok เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มชี้ให้เห็นว่าการซื้อสินค้าใน ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ดูจะไม่สะดวกเหมือนชื่อแต่อย่างใด
‘Neil Saunders’ นักวิเคราะห์ของ Global Data ให้สัมภาษณ์เรื่องมุมมองความสะดวกสบายซึ่งเป็นแก่นแท้ของร้านสะดวกซื้อกับทาง Business Insider ว่า “หากคุณสร้างสิ่งกีดขวางด้วยการล็อกสินค้าทุกอย่าง และไม่มีเจ้าหน้าที่มาไขออก คุณก็ทำลายเหตุผลในการดำรงอยู่ของร้านค้าตัวเองไปแล้ว”

กรณีศึกษาที่สำคัญอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คือการที่แบรนด์ร้านสะดวกซื้อ-ร้านขายยา ‘Walgreens’ ที่แต่เดิมก็เป็นแบรนด์ที่ปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากการที่ธุรกิจร้านขายยาของสหรัฐฯ ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเรื่องกำไรจากการจ่ายยาตามใบสั่งจากแพทย์ รวมถึงการถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากแบรนด์อื่น ๆ ที่สามารถซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกไม่ต่างกัน
เมื่อรวมกับปัญหาการล็อกสินค้าจนคนซื้อได้รับการบริการที่ยากลำบากมากกว่าเดิม ทำให้แบรนด์นี้ประกาศปิดร้านค้าเพิ่มเติมอีกกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ หลังจากที่เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ทางแบรนด์ประกาศปิดสาขาไปแล้วกว่า 1,200 สาขาภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งการแก้ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการที่ Walgreens พบว่าแบรนด์ตัวเองถูกโจมตีอย่างเป็นขบวนการเมื่อช่วงปี 2564 และมีการบันทึกของตำรวจว่าเหตุการณ์ลักขโมยในร้านค้าของพวกเขาเกิดขึ้นเพียง 23 ครั้งในรอบ 4 ปีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนก็มองว่าบริษัทผู้ดูแลร้านค้าปลีกเหล่านี้มักใช้ ‘การถูกโจรกรรมจากลูกค้าที่ไม่หวังดี’ มาเป็นข้ออ้างในการบอกว่าผลงานรายได้รายปีของพวกเขาต่ำกว่ารายได้ที่คาดหวังไว้ แต่ที่แน่ ๆ การแก้ปัญหาด้วยการล็อกสินค้ากับเชลฟ์ก็น่าจะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ดีพอสำหรับแบรนด์ร้านสะดวกซื้อของพวกเขา เพราะพวกเขามัวแต่มองในแง่ของผู้ค้า ไม่ได้มองถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อเลยแม้แต่น้อย
ที่มา
- https://www.businessinsider.com/locked-up-merchandise-drugstores-annoys-shoppers-cvs-walgreens-rite-aid-2024-8
- https://futurism.com/the-byte/walgreens-ceo-locking-up-merch
- https://www.amarintv.com/spotlight/business-marketing/70367
