จากวันที่เคยตื่นเต้นและลังเลว่าจะทำบนเวทีออกมาได้ดีไหม วันนี้ จอส เวอาห์ และ กวิน แคสกี้ พร้อมกลับมาเจอกับทุกคนอีกครั้งใน JossGawin Heat & Beat Concert งานนี้เรียกว่าสเกลอัปขึ้นทุกมิติ ทั้งความหลากหลายของดนตรีและโชว์ที่เข้มข้นขึ้น ที่สำคัญคือเป็นคอนเสิร์ตที่พวกเขามีส่วนร่วมคิด ใส่ไอเดีย และดึงความเป็นตัวเองออกมาใส่ไว้ในทุกพาร์ตแบบจัดเต็มจริง ๆ
เบื้องหลังภาพสวย ๆ บนเวทีที่จะได้เห็นกันในวันที่ 28 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ คือการเข้าห้องซ้อมอย่างหนักของทั้งสองคน ทั้งฝึกเล่นเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ ๆ ซ้อมเต้น และรันโชว์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ทุกอย่างลื่นไหลที่สุด ประสบการณ์จากโชว์ครั้งก่อนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเข้าใจในร่างกายของตัวเอง เรียนรู้ที่จะเข้าใจในกันและกันให้มากขึ้น และปลดล็อกความคิดจนกล้าที่จะสนุกไปกับการเป็น Entertainer บนเวทีได้อย่างมั่นใจ
นอกจากเรื่องโชว์แล้ว อีกมุมที่น่ารักมาก ๆ คือความรู้สึกที่ทั้งคู่มีต่อแฟนคลับ ทั้งแฟน ๆ ในไทยและอินเตอร์แฟนทั่วโลก แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นสายอินโทรเวิร์ตที่ไม่ค่อยได้อัปโซเชียลบ่อย ๆ แต่พวกเขาก็รับรู้และซาบซึ้งกับทุกความรักที่ทุกคนมอบให้เสมอ บทสนทนานี้เลยเป็นการมานั่งคุยกันสบาย ๆ ถึงเรื่องราวหลังเวที การเติบโต และคำขอบคุณจากใจที่อยากส่งตรงไปถึงทุกคน

รู้สึกแรกพอรู้ว่าจะมี Joss Gawin Heat & Beat Concert
จอส : แวบแรกที่เห็นในตารางคือ ‘เอาอีกแล้วเหรอ?’ (หัวเราะ) แล้วตามมาด้วยคำว่า ‘ยากแล้ว’ เพราะในมุมมองของผม ผมรู้สึกว่า Fancon ครั้งแรกเราทำไว้ดีมาก เรื่องเพลง เรื่องโชว์ ทุกอย่างออกมาลงตัวจนผมดีใจมากที่มันเป็นครั้งแรก และเป็นประสบการณ์ชีวิตที่พิเศษสุด ๆ
ต้องยอมรับว่าตอน Fancon ครั้งแรก ผมไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย ช่วงซ้อมอาจจะมั่นใจ แต่พออยู่หลังเวทีใจเต้นแรงเกือบตลอด เพราะกังวลเรื่องการร้องเพลงยาก ๆ หรือโชว์เต้นยาว 2-3 ชั่วโมง พอขึ้นไป Perform จริง ๆ ทุกอย่างมันไหลผ่านไปไวมาก พอจบโชว์แล้วย้อนคิดตาม เพื่อน ๆ คุณพ่อคุณแม่ หรือแฟนคลับต่างบอกว่าเซอร์ไพรส์กับ Performance และเพลงที่เราเลือก มีแต่คนบอกว่า ‘ไม่คิดว่าจอสจะร้องและเต้นได้ขนาดนี้’ ทุกคนพอใจมาก ๆ เราเองก็ภูมิใจ พอย้อนกลับมาคอนเสิร์ตครั้งนี้ มันเลยเกิดโจทย์ในหัวทันทีว่า ‘จะทำยังไงให้มันออกมาดีเหมือนครั้งแรกวะเนี่ย?

กวิน : (หัวเราะ) ของผมคือรู้สึกดีใจอยู่ประมาณ 3 วินาทีครับ เพราะหลังจากนั้นเรารู้เลยว่า It’s work to be done. มีงานใหญ่น้ำหนักหนัก ๆ รอให้พวกเราต้องทำอยู่อีกเพียบ
จอส : ใช่ครับ พออันแรกทำไว้ดี อันที่สองมันก็ต้องทำให้ดีกว่าเดิม มันเลยมีความกังวลขึ้นมา แต่โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบ Challenge ตัวเองอยู่แล้ว แล้วก็มั่นใจว่าครั้งนี้จะออกมาดีกว่าเดิมแน่ ๆ เพราะอย่างตอน Fancon ครั้งแรก ช่วงแรก ๆ ผมก็กังวลว่าบางโชว์ยังเต้นไม่ได้เลย แต่พออัดซ้อมทุกวัน ร้องเพลงทุกวัน ยิ่งซ้อมเยอะ พอถึง 2-3 วันสุดท้ายทุกอย่างมันก็ลงล็อกของมัน
กวิน : ใช่ครับ อย่างที่ผมบอกว่าครั้งนี้มันจะดีกว่าเดิมแน่นอน เพราะพวกเราผ่านตรงนั้นมาแล้ว เรารู้แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง และต้องเตรียมตัวยังไงให้เข้มข้นกว่าเดิมครับ

จาก Fancon สู่ Beach Party จำลองริมชายหาด สนุกกันให้ฉ่ำปอด
กวิน : จากรอบที่แล้ว Joss Gawin Invincible Fancon รอบนี้เปลี่ยนมาเป็น Joss Gawin Heat & Beat Concert ครับ ที่ใช้คำว่า ‘คอนเสิร์ต’ เพราะจำนวนเพลงน่าจะเยอะขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วก็สเกลใหญ่ขึ้น รวมถึง Guest ที่จะเพิ่มเข้ามาเยอะขึ้นด้วย ส่วนคอนเซปต์ริมชายหาดเป็นยังไงนะ?” (หันไปถามจอส)
จอส : เป็นคอนเสิร์ตที่ทีมงานและพวกเราช่วยกันคิดขึ้นมาครับ อยากให้ครั้งนี้เป็นปาร์ตี้ที่นำโดยพวกเราสองคน พาทุกคนไปสนุกกับเสียงดนตรี การแต่งตัว ให้ความรู้สึก Vibes ริมทะเล เพราะช่วงหลัง ๆ ผมกับกวินมีโอกาสได้ไปทะเลด้วยกันเยอะมาก ทีมเลยมองว่าน่าจะเหมาะกับเรา แล้วคือว่ามันจะชิลไหม เราสองคนอยากให้มีทุก Mood พอนึกถึงปาร์ตี้ ก็ต้องมีความ Pub มี Beat สนุก ๆ มีช่วงแวะพักฟังเพลงง่าย ๆ
กวิน : ดนตรีอารมณ์ Emotional ก็มีนะครับ เรียกว่าจัดมาให้ครบทุกพาร์ต ทุกอารมณ์เลย
จอส : อยากบอกว่าคือลุยกันเลย มา Have a good time มาสร้างคืนที่ดีที่สุดในชีวิตไปด้วยกัน
First Big Concert Between us
จอส : ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยที่เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ที่เป็นคู่ของเรา แต่ถ้าของกวินเอง เขามีโอกาสได้ไปจอย Music Con ที่ญี่ปุ่นกับสิงคโปร์มาด้วย (หันไปมองกวิน)
กวิน : ใช่ครับ ล่าสุดเพิ่งมีงานที่เรียกได้ว่าเป็น First Solo ของผมเหมือนกัน คือ GAWIN FIRST SOLO in TOKYO 2026 เพราะตอนนั้นไปกัน 3 คน มีผม นนน คริส ไปเล่นที่โตเกียวเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งแต่ละคนต้องโชว์เดี่ยวยาวชั่วโมงครึ่งเลย ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเล่นโชว์ที่ยาวขนาดนั้นมาก่อน ครั้งนี้เลยเหมือนได้ลองทดสอบตัวเองดูว่า ถ้าเราต้องลุยคนเดียวรวดเดียว 17 เพลง เราจะไหวมั้ย ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้มากครับ โคตรสนุก มันเลยช่วยเติมความมั่นใจให้ผมเยอะมากว่า สำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ที่จะถึงนี้ พวกเราทำได้แน่นอน
จอส : จริง ๆ พอรู้ว่าจะมีคอนเสิร์ต เราสองคนก็มีเพลงในใจที่คิดว่าเหมาะอยู่แล้ว แต่พอช่วงที่ผ่านมาพวกเราเพิ่งผ่านเวทีใหญ่อย่าง Love Out Loud Fan Fest 2026 (Heart Race) ได้ไปเล่นที่อิมแพ็ค อารีนา และกวินเองก็มีโชว์ที่ต่างประเทศ ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเตรียมตัวชั้นดีที่ช่วยปลดล็อกอะไรหลายอย่างในตัวผมมาก ๆ มันทำให้เราไม่ตื่นเวทีแล้ว โดยเฉพาะตัวผมเอง จากเมื่อก่อนตอน Fancon ที่เคยมีความกังวลว่าจะพลาดไหม มาครั้งนี้มันเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นที่สนุกมากกว่า เราพร้อมที่จะไป Enjoy อยู่กับโมเมนต์ตรงนั้นและสร้างความทรงจำไปกับแฟน ๆ ครับ
กวิน : ใช่ครับ

จอส : เราอยู่กับดนตรีและศึกษางานกันเยอะมาก อย่างตอนผมไปสิงคโปร์ ก็ไปดูว่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ ศิลปินเขา Perform หรือ Interaction กับแฟนคลับกันยังไง ได้ไอเดียกลับมาเยอะเลยครับ แน่นอนว่าพวกผมไม่ได้เก่งเรื่องการทำโชว์ไปเสียหมด แต่โชคดีที่ตั้งแต่ Fancon ครั้งที่แล้วเราได้ทีมงานที่ดีมาก ได้ Bounce ไอเดียกันตลอด การรับฟังผู้ใหญ่หรือพี่ ๆ ที่มีประสบการณ์ทำให้เราได้เห็นมุมมองที่ตัวเองอาจมองไม่ถึง ซึ่งหลาย ๆ โชว์ที่เราเคยคิดว่า ‘เราคงทำได้ไม่ดี’ แต่พอมีคนช่วยแนะนำและได้ลงมือทำจริง ๆ ผลลัพธ์มันกลับกลายเป็นสิ่งที่พวกผมภูมิใจกับมันมาก ๆ
เราเองก็มี music taste ที่ต่างกันพอสมควร แต่ว่าเราจะมีจุดเชื่อมตรงกลางที่เราชอบทั้งคู่ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เลย เพราะว่าพาร์ตของจอสก็จะมีความเป็นจอสมาก ๆ พาร์ตกวินก็จะมีความเป็นกวินมาก ๆ พาร์ตที่อยู่ตรงกลางก็จะพอดี แล้วมันทำให้คอนเสิร์ตของเรามีความหลากหลาย มไม่น่าเบื่อ เรามีคาแรกเตอร์ มี vibes มี taste มีสไตล์ที่ชัดเจน ก็จะทำให้แฟนคลับของเราได้เห็นตัวตนของเราจริง ๆ ซึ่งอันนี้ก็ต้องให้เครดิตทีมด้วยที่สามารถทำโชว์ แล้วก็ให้ไอเดียให้เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ที่เราสบายใจ comfortable ที่จะ perform และในจุดที่จะต้องเชื่อมกันก็สามารถเชื่อมต่อกันได้ ก็เลยไม่ได้ดูติดขัด อย่างน้อยในสายตาของผมนะ รู้สึกว่าทุกอย่างมันดีไปหมดเลย

ความพิเศษใน Joss Gawin Heat & Beat Concert
กวิน : สำหรับคอนเสิร์ตนี้ สิ่งที่ผมตั้งใจเตรียมตัวเป็นพิเศษคงเป็นเรื่องเครื่องดนตรีครับ อยากจะเล่นให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลัก ๆ ตอนนี้ผมเล่นกีตาร์ แต่พวกเครื่องสายอื่น ๆ อย่างแบนโจหรืออูคูเลเล่ก็พอได้ รวมถึงเปียโนด้วย เพราะจริง ๆ เปียโนก็มีสายข้างใน ถือเป็นเครื่องสายเหมือนกัน มันเลยมีความใกล้เคียงกัน ส่วนตอนเด็ก ๆ ก็เคยเล่นทรัมเป็ต ตีกลอง แล้วก็เล่นเบส กลองกับเบสอาจจะไม่ได้แตะนานแล้ว แต่คิดว่าน่าจะกลับไปฟื้นฟูได้ครับ
จอส : อย่างล่าสุดใน LOL ผมก็มีโอกาสได้เล่นคีย์บอร์ดครับ เพราะกวินเขาซื้อคีย์บอร์ดให้เป็นของขวัญวันเกิด เขาคิดไว้ว่ามีเพลงที่อยากจะมาเล่นด้วยกัน แล้วเขาก็เลือกเพลง ชื่อเพลงว่า ใจฉันตามเธอไป ของ YOUNGOHM ตอนแรกเขาบอกว่าเล่นแค่อินโทรก็พอ แต่พอผมไปลงเรียนแล้วลองซ้อมไปเรื่อย ๆ มันเล่นได้ทั้งเพลง ผมเลยขอเล่นทั้งเพลงเลย
โชว์นั้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมภูมิใจมากครับ เพราะมันเป็นโชว์ที่ทำให้แฟน ๆ ได้เห็นอีกมุมที่ไม่เคยเห็นเวลาพวกเราซ้อมดนตรี เหมือนเป็นโลกของกวินที่เขาแชร์ให้ผมได้ลองก้าวเข้าไป จริง ๆ ตอนเด็ก ๆ ผมลองเล่นเครื่องดนตรีมาหมดทุกอย่างแต่ไม่ติดเลยสักอย่าง (หัวเราะ) พอมาฝึกจริงจังครั้งแรกตอนนี้ก็รู้สึกว่าอยากเรียนต่อไปเรื่อย ๆ ยังไม่อยากรับปากว่าจะได้เล่นคีย์บอร์ดหรือเปียโนในคอนเสิร์ตครั้งนี้มั้ย แต่ก็เป็นสกิลที่ตั้งใจเรียนรู้ไว้ตลอดครับ
ถ้าพูดถึงเรื่องที่ตั้งใจฝึกเป็นพิเศษจริง ๆ สำหรับคอนเสิร์ตนี้เลยก็คือ ‘การเต้น’ ครับ ถึงผมจะเล่นกีฬา เข้าฟิตเนส แต่เมื่อก่อนผมตัวแข็งมาก ไม่ยืดหยุ่น และเต้นไม่ได้เลย จนพอเริ่มจากงานซีรีส์ มาต่อที่ Fancon และ LOL มันทำให้เราเริ่มรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น คอนเสิร์ตนี้เลยอยากให้เวลากับการเต้นให้มากที่สุด
กวินหันไปแซว… “ไม่สนิทกับร่างกายตัวเอง”
จอส : (ยิ้ม) ยอมรับว่าเวลาไปเต้นบนเวทีก็ยังมีความเขิน ๆ อยู่ครับ เพราะผมเพิ่งมาเริ่มเรียนเต้นค่อนข้างช้า ตอนอายุ 20 ปลาย ๆ แล้ว ร่างกายมันต้องใช้เวลานานกว่าในการจดจำแต่ละ Movement ถ้าเป็นตอนเด็กอาจจะใช้เวลาสัก 1-2 อาทิตย์ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยมันต้องใช้เวลามากกว่านั้นนิดหนึ่ง แต่ถ้าเราขยันซ้อม ซ้อมให้บ่อยขึ้น มันก็พัฒนาดีขึ้นเองครับ

เปลี่ยน Self-Doubt เป็นความมั่นใจ เมื่อรู้ว่าเราขึ้นไปบนเวทีเพื่ออะไร
จอส : สิ่งที่ผมได้เรียนรู้กับตัวเองเลยคือ ผมพบว่าผมมีความสุขมาก ๆ ที่ได้เป็น Entertainer ได้ทำให้คนที่รักและซัปพอร์ตเราได้ยิ้มและหัวเราะ จุดนี้จริง ๆ มันเชื่อมโยงมาจากการเป็นนักแสดงด้วยครับ เวลาคนดูซีรีส์แล้วอิน ร้องไห้ ยิ้ม หรือหัวเราะไปกับตัวละครของเรา การที่เราสามารถมอบความรู้สึกตรงนั้นให้เขาได้มันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ
แต่ถ้าพูดถึงการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ต เมื่อก่อนผมไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย เพราะเราเริ่มต้นมาจากสายนักแสดง พอต้องมา Perform บนเวที มันเคยมีช่วงเวลาที่เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เราเป็นสิ่งนี้ได้จริง ๆ เหรอ?’ เรามองว่าศิลปินหรือนักร้องคือคนที่เก่งมาก ๆ แล้วเรามาเริ่มฝึกตอนอายุปลาย 20 มันเลยเกิดความ Self-doubt หรือลังเลในตัวเองสูงมากว่าจะทำได้ดีมั้ย แต่พอได้ลงมือทำจริง ๆ ก็เรียนรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องไปคิดมากขนาดนั้นเลย มันทำให้ผมตัดภาพกลับไปตอนเล่นกีฬาแข่งบาสเกตบอลหรือชกมวย เวลาแข่งเสร็จแล้วมีคนมาบอกว่า ‘วันนั้นดูมวยแล้วมันส์มากเลย’ หรือ ‘เชียร์บาสสนุกมาก’ มันสร้างความประทับใจและความสุขให้เรา ซึ่งการซ้อมและขึ้นไป Perform บนเวทีเพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างความทรงจำให้ทั้งแฟนคลับและตัวเราเอง มันคือสิ่งเดียวกัน
ผมไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อแฟน ๆ อย่างเดียวเท่านั้น แต่เพราะผมรู้ว่า Position ที่ผมยืนอยู่ตรงนี้มันมีค่ามาก ๆ ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสมายืนตรงนี้ได้ พอ Mindset มัน Shift ปุ๊บ เวลาไปซ้อม หรือเวลาที่มีความกังวลว่าเราจะทำไม่ได้ มันจะหายไปทันที เพราะเรามั่นใจในตัวเองแล้วว่าเราคือ Entertainer ที่อยู่ตรงนั้นจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาตั้งแต่ Fancon ครับ

กวิน : สำหรับผม สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากรอบที่แล้วคือเรื่องความพร้อมครับ ถ้ารอบไหนเรากังวลกับบทเพลงหรือบางพาร์ตของการแสดง มันแปลว่าเราต้องรันโชว์และซ้อมให้หนักขึ้น ซ้อมจนทุกอย่างมันไหลลื่นกลายเป็นการหายใจเข้าออก ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเล่นกีตาร์ หรือ Perform เพราะเมื่อไหร่ที่เราทำทุกอย่างได้เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง เราถึงจะเริ่ม Relax และสามารถ Connect กับคนดูข้างหน้าได้อย่างเต็มที่
อีกเรื่องที่ได้บทเรียนมาเต็ม ๆ คือการดูแลตัวเองครับ คอนเสิร์ตคราวที่แล้วผมพักผ่อนน้อย นอนดึก ติดซ้อม จนกังวลเรื่องเสียงเพราะเสียงหายไปบางช่วง คอนเสิร์ตใหญ่รอบนี้เลยตั้งใจว่าก่อนถึงวันจริงจะต้องดูแลร่างกายตัวเองให้ดีที่สุด เก็บตัว รักษาสุขภาพเสียง เพื่อให้วันจริงเราได้ Enjoy ไปกับมันได้เต็มที่จากการซ้อมมาอย่างหนักครับ
สปอยล์ Joss Gawin Heat & Beat Concert ได้ 1 คำ
จอส : Stages เพราะ different stage
กวิน : ผมอยากให้มัน ดูเหมือนแบบ “Musical” นิด ๆ คำว่า “Musical” ก็ได้ เคยดู La La Land (2016) อยากให้เป็นแบบนั้นด้วย แต่ว่ายังไม่ได้ทำ เพราะมันก็มีคอนเซปต์ในหัวและเพลง แต่ว่าตอนนี้บางเพลงก็กำลังขอว่าได้หรือไม่ได้ ก็อยากให้มี อาจจะไม่ได้มีตอนที่เน้น perform เยอะ ๆ อาจจะเป็นการเล่าเรื่องผ่านเพลง ผ่านเวที ผมอยากเล่าเรื่อง
จอส : ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเค้าอยากทำอันนี้
0074
“ขอบคุณนะครับ” ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวันนี้ที่เรายังมีกันและกัน
จอส : ขอบคุณมาก ๆ ครับ ถ้าไม่มีทุกคน ก็ไม่มีพวกเราในวันนี้จริง ๆ ถ้าพูดกันตามตรง หากเทียบกับหลาย ๆ คู่ คู่เราน่าจะเป็นคู่ที่โพสต์หรือ Interact ในโซเชียลมีเดียน้อยติดอันดับต้น ๆ เลยครับ มีความ Introvert สูงมาก แต่แฟน ๆ ก็ยังเลือกที่จะรักและซัปพอร์ตพวกเราในแบบที่เราเป็นตัวของตัวเองจริง ๆ
ผมเชื่อว่าแฟนคลับจะคอยบอกพวกเราเสมอว่า ‘อยากให้ใช้ชีวิต’ ‘อยากให้มีความสุข’ และ ‘อยากให้เป็นตัวเองให้มากที่สุด’ พวกเขา Mature มาก ๆ และเข้าใจในสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ผมรักพวกเขามาก ดังนั้นเวลาที่มีงานหรือมีคอนเสิร์ต พวกผมถึงตั้งใจและเต็มที่กับมันมาก ๆ เพราะนี่คือวิธีเดียวที่เราจะตอบแทนและขอบคุณเขาได้ดีที่สุด ขอบคุณที่เลือกพวกเรา และให้โอกาสเราได้เข้าไปอยู่ในความสุขของทุกคนครับ
กวิน : อยากขอบคุณทุกคนเหมือนกันครับที่ซัปพอร์ตพวกเราในแบบที่เราเป็น เมื่อก่อนเวลาทำงาน ผมอาจจะมี Passion กับดนตรี กับงานตรงหน้าเป็นหลัก แต่พอมันถึงจุดหนึ่งในชีวิตที่เริ่มเหนื่อยหรือท้อ การได้ขึ้นไปบนเวทีแล้วเห็นหน้าแฟนคลับ มันช่วยเติมกำลังใจให้ผมได้เยอะมาก ๆ ผม Appreciate แฟนคลับทุกคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ขอบคุณที่คอยเป็นพลังใจให้กันเสมอ จากนี้ไปพวกผมก็จะตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด เพื่อคอยเป็นกำลังใจคืนกลับไปให้ทุกคนเหมือนกันครับ

From Our Hearts to Fans Around the World
JOSS : Thank you international fans around the world. A lot of you guys can’t really come to Thailand and be with us, but you still choose to support us. And we just want to say that we are really grateful for letting us be a part of your life and letting us be a part of your happiness. We want to thank you, and we want to make sure that we keep working hard and make sure that whatever happens in our lives, we’re not gonna take it for granted. Thank you for loving us for who we are, and hope that one day we get to visit your countries and learn about your culture as well. Thank you for supporting us.
GAWIN : Thank you for letting us into your life. And thank you for supporting us from around the world. I mean, we might never get to meet each other, but we still feel loved. So thank you for following wherever we go. Sometimes we don’t post or interact that much, but when we do, we always see you guys every time. Thank you.

การได้เห็นพวกเขาเติบโต และตั้งใจก้าวผ่านความกังวลในวันแรกเพื่อเตรียมตัวมาเจอกับทุกคน คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการนับถอยหลังรอสัมผัสโชว์สุดพิเศษที่ จอส-กวิน ต่างตั้งใจถ่ายทอดด้วยตัวเอง ทุกเหงื่อที่เสียไปในห้องซ้อม และทุกรายละเอียดที่ใส่ใจ กำลังจะถูกเนรมิตเป็นความทรงจำบทใหม่ให้ทุกคนได้เต็มอิ่มไปพร้อมกัน
สำหรับแฟนคลับทุกคน ไม่ว่าจะเตรียมตัวไปเชียร์กันในฮอลล์ หรือรอส่งกำลังใจมาจากอีกฟากหนึ่งของมุมโลก สายสัมพันธ์นี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พวกเขามีพลังในการฝึกซ้อมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะทุกการซัปพอร์ต ความเข้าใจ และการยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็น คือพลังใจชั้นดีที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และความสุขมอบคืนกลับไปไม่ว่าจะโอกาสไหน ๆ ก็ตาม
แล้วมาร่วมสร้างความทรงจำสุดประทับใจ ปล่อยใจไปกับทุกจังหวะดนตรี และส่งเสียงเชียร์ให้สุดเสียงพร้อมกันใน Joss Gawin Heat & Beat Concert วันที่ 28 กรกฎาคมนี้ เชื่อได้เลยว่าโชว์ในครั้งนี้ จะเต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่น และความประทับใจที่ส่งตรงจากหัวใจของพวกเขาทั้งสองคนอย่างแน่นอน


