เม็กซิโกคว้าโอกาสจากสงครามการค้า แซงจีนส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ มากที่สุดในรอบ 17 ปี
เม็กซิโกขึ้นแท่นกลายเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกามากที่สุดในโลกในรอบ 17 ปี แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างจีนที่ครองตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 2549 อันเป็นผลมาจากนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
นับตั้งแต่ปี 2549 สหรัฐฯนำเข้าสินค้าจากจีนมากที่สุดมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามรัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ริเริ่มนโยบายเพิ่มอัตราภาษีนําเข้าสินค้าจากจีน จากความกังวลว่าสหรัฐฯ จะเสีบเปรียบการค้า โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนเพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็เข้ามาสานต่อนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่จนปริมาณการนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2566 พบว่าสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนลดลงเหลือเพียง 13.9% ลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับปี 2565 และเป็นสัดส่วนที่ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ขณะที่ สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกของสหรัฐฯ นั้นปรับตัวเพิ่มมาอยู่ที่ 15.5% เป็นสถิติที่สูงสุดของประเทศและแซงหน้าจีนแชมป์เก่าไปเป็นที่เรียบร้อย
ปัจจัยที่ทำให้ สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกมากที่สุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา นั้นมาจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ผลิตกระจายและย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมากขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนการนำเข้า Smartphone จากจีนลดลงมากถึง 10% ในปีที่ผ่านมา แต่กลับกันยอดการนำเข้า Smartphone จาก “อินเดีย” เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการผลักดันยุทธศาสตร์ “Friendshoring” ที่รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้มุ่งเน้นไปที่การกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร จึงเป็นสาเหตุที่ประเทศเพื่อนบ้านของสหรัฐฯ อย่าง “เม็กซิโก” เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาในแง่ของการเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ผู้ผลิตจากจีนเองเริ่มปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้วยการเข้าไปลงทุนใน “เม็กซิโก” ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านของสหรัฐฯ ที่มีข้อตกลงการค้าแถบอเมริกาเหนือฉบับใหม่ (USMCA) ร่วมกันระหว่างสหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา ทำให้มีเม็กซิโกสิทธิพิเศษและความได้เปรียบทางการค้าในทวีปอเมริกาเหนือ
ปีที่ผ่านมา (2566) หนึ่งในผู้ผลิตจีนที่ตัดสินใจเลือกเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดทวีปอเมริกาเหนือก็คือ ไฮเซนส์ (Hisense) บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทุ่มเม็ดเงินกว่า 260 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.1 พันล้านบาท) เพื่อเข้าไปตั้งโรงงานผลิตตู้เย็นในเม็กซิโก
นอกเหนือจากสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดไปแล้ว ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 อัตราการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเม็กซิโกก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 40% ขณะที่พื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศก็เพิ่มมากขึ้นถึง 30% นับจากปี 2562
กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเม็กซิโกในปี 2566 ที่ดูจะคึกคักมากขึ้นจากเม็ดเงินการลงทุนและตัวเลขการส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงอีกหนึ่งความสำเร็จจากนโยบายกีดกันทางการค้าและความพยายามที่จะลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากจีน ขณะที่เม็กซิโกก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
อย่างไรก็ดี รัฐบาลเม็กซิโกเองยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อรองรับให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศได้ ในขณะเดียวกันก็จะต้องรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาให้สมดุลอีกด้วย
อ้างอิง
